xs
xsm
sm
md
lg

คมนาคม”เรียก BEM ถก ยันต่อสัมปทานปชช.ต้องได้ประโยชน์เพิ่ม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คณะทำงานแก้ปัญหาทางด่วนฯ ตั้งธงต่อสัมปทานประชาชนต้องได้ประโยชน์เพิ่ม เตรียมเรียก BEM ให้ข้อมูล 27 ส.ค.นี้ ด้าน”สุรงค์”ยันสรุปต่อสัญญา 30 ปี เจรจาตามกรอบมติครม. เล็งหารูปแบบลดค่าผ่านทางเพิ่ม ส่วนทางด่วน 2 ชั้น ต้องสร้างเพื่อแก้รถติด

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาข้อพิพาทสัมปทานทางด่วนระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือBEM และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) ครั้งที่ 2 โดย ได้รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในการต่อสัมปทานกับ BEM โดยได้มอบหมายให้กทพ. ทำข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ได้แนวทางการเจรจากับ BEM ให้ดีมากยิ่งขึ้น
โดย คณะทำงานฯ จะประชุมอีกครั้งในวันที่ 26 ส.ค. 2562 ซึ่งจะเชิญทาง BEM เข้าร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลและความเห็นเสนอต่อ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาภายในวันที่ 27 ส.ค. ก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ.กล่าวว่า คณะทำงานแก้ไขปัญหาข้อพิพาทสัมปทานทางด่วน ฯ ได้พิจารณาข้อมูลในทุกมิติ ทางกฎหมาย วิศวกรรม สังคม ไม่ได้ดูเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว เพราะเห็นว่า หากมีการต่อสัมปทานไปแล้ว แต่รถบนทางด่วนยังติดเหมือนเดิม เท่ากับประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นให้กทพ. อธิบายความจำเป็นต้องสร้าง ทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck วิธีการคำนวณตัวเลขต่างๆ ต้องมีข้อมูลชัดเจนว่าคิดกันอย่างไร

นอกจากนี้คณะทำงานฯ ยังมีข้อเสนอแนะในหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น การปรับลดค่าผ่านทางเพิ่ม ในบางเวลา บางโอกาส ทำได้อีกหรือไม่ ซึ่งรูปแบบการลดราคาในปัจจุบันจะดำเนินการผ่านบัตรอัตโนมัติ (Easy Pass) ในบางด่าน บางช่วงเวลา ให้ไปดูแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มและครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในเรื่องยกเลิกระบบไม้กั้นหน้าด่าน ซึ่งต้องไปดูเรื่องข้อกฎหมาย ปัญหาการตรวจสอบไม่ให้เกิดหนี้สูญ เป็นต้น

นายสุรงค์กล่าวถึง มติบอร์ดกทพ.วันที่ 15 พ.ค.2562 ที่สรุปแนวทางการขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 (ส่วนA ,B ,C ) , ทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D และ โครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด (C บวก) ออกไป 30 ปี เพื่อยุติข้อพิพาทระหว่าง กทพ. กับ BEM ทั้งหมดนั้น ยังเป็นข้อเสนอในส่วนของกทพ. ซึ่งได้ดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561 ที่ให้เจรจากับเอกชน โดยรัฐต้องไม่เสียประโยชน์ และประชาชนต้องได้ประโยชน์ และเอกชนพออยู่ได้ ดังนั้นเราต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งความจำเป็นของการมี Double Deck คือการทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ในการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น

สำหรับกรณีที่ก่อนหน้านี้ อัยการสูงสุดได้มีข้อสังเกต สัญญาสัมปทานทางด่วนทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการร่วมทุนซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 กรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าวออกไป ถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯหรือไม่ ขณะที่สัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 จะมีการกำหนดไว้ว่าหลังหมดสัญญาจะดำเนินการอย่างไร ส่วนสัญญาทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เป็นโครงการที่มีข้อพิพาทคดีทางแข่งขัน ดังนั้นการนำ 2 เรื่อง มารวมกันทำได้หรือไม่

ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้ส่งเรื่องให้กทพ.ดำเนินการตามความเห็นของอัยการสูงสุดนั้น นายสุรงค์กล่าวว่า อยู่ระหว่างนำข้อสังเกตดังกล่าวหารือไปยัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)


กำลังโหลดความคิดเห็น...