xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์” เผยเอฟทีเอดันส่งออก “มังคุด” พุ่งกระฉูด ยอด 6 เดือนโต 220% จีน-อาเซียนเพิ่มแรงสุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอฟทีเอดันส่งออก “มังคุด” ทำไทยขึ้นแท่นผู้ส่งออกอันดับต้นของโลก เผย 6 เดือนส่งออกได้แล้ว 325 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 220% เฉพาะจีนเพิ่ม 408% และอาเซียนเพิ่ม 46% แนะรักษาคุณภาพ และอย่าลืมใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอก่อนส่งออก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้าจำนวน 13 ฉบับ พบว่ามี 14 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พม่า อินเดีย ชิลี เปรู และฮ่องกง ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ามังคุดจากไทยแล้ว ส่งผลให้ไทยมีการส่งออกมังคุดได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ส่งออกสินค้ามังคุดอันดับต้นของโลก

ทั้งนี้ การส่งออกในช่วง 6 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกมังคุดได้สูงถึง 325 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 220% โดยตลาดส่งออกหลักคือ จีน และอาเซียน มีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 97% โดยส่งออกไปจีน มูลค่า 229.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 408% มีส่วนแบ่งตลาด 71% และอาเซียนมูลค่า 84.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 46% มีส่วนแบ่งตลาด 26% ขณะที่ยอดรวมส่งออกทั้งปี 2561 ที่ผ่านมามีมูลค่า 226.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.32%

นางอรมนกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกมังคุดไทยสู่ตลาดโลกในปี 2561 กับปี 2535 ซึ่งเป็นปีก่อนที่ความตกลงเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับอาเซียนจะมีผลบังคับใช้ พบว่ามูลค่าการส่งออกมังคุดเพิ่มสูงขึ้นถึง 22,540% หากแยกรายตลาด พบว่า จีนเพิ่มขึ้น 34,667% เมื่อเทียบกับปี 2545 ก่อนที่จีนยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ามังคุดจากไทยภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน อาเซียน เพิ่ม 11,420% เมื่อเทียบกับปี 2535 ก่อนที่สมาชิกอาเซียนจะลดภาษีนำเข้ามังคุดจากไทยภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เกาหลีใต้ เพิ่ม 2,400% เมื่อเทียบกับปี 2552 ก่อนการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติในปี 2561 ที่มังคุดเป็นหนึ่งในสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกเป็นอันดับต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อผลักดันให้มังคุดและผลไม้ไทยครองใจผู้บริโภค เกษตรกรควรรักษามาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับหลักการสากลด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พัฒนาคุณภาพการผลิตตามความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันนิยมผลไม้ปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น รวมทั้งสร้างเอกลักษณ์ด้วยการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างตราสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากผลไม้ของประเทศอื่น และปรับตัวเข้าสู่การค้ายุคใหม่ โดยสร้างองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่น การตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ซึ่งจะสามารถครองตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าผลไม้ไทยได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...