xs
xsm
sm
md
lg

BEM มั่นใจต่อสัญญาทางด่วน 30 ปีแลกยุติพิพาท 1.37 แสนล้านบาท เป็นประโยชน์ทุกฝ่าย ย้ำไม่ใช่ “ค่าโง่”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


BEM มั่นใจต่อสัญญาทางด่วน 30 ปีแลกยุติพิพาท 1.37 แสนล้านบาท เป็นประโยชน์ทุกฝ่าย ย้ำไม่ใช่ “ค่าโง่” แต่เป็น “ค่าเบี้ยว” ที่รัฐไม่ทำตามสัญญา แจงต้องแบกความเสี่ยงจากการรับสัมปทานต่อ หลังเส้นทางรถไฟฟ้าเริ่มครอบคลุม-คนหันไปใช้เยอะขึ้น เผยเปย์ทุกเงื่อนไขตาม กทพ.ร้องขอ พร้อมทุ่ม 3.1 หมื่นล้านบ. ทำด่วนชั้นที่ 2 แก้รถติดงามวงศ์วาน-พระราม 9

วันนี้ (14 ส.ค.) ที่อาคารวิริยะถาวร นายพงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล กรรมการบริหาร บริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดเผยถึงการเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) สภาผู้แทนราษฎร และความคืบหน้าในการเจรจากับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BEM มีสัญญาสัมปทานกับ กทพ. ได้ร่วมมือกันด้วยดีมาตลอด ทั้งการบริหาร การปรับปรุงทางด่วน และส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาต่างๆ แต่ก็มีปัญหาข้อพิพาทระหว่างกันเกิดขึ้นจาก 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องผลกระทบจากการก่อสร้างส่วนต่อขยาย จากอนุสรณ์สถาน ถึงรังสิต ที่ส่งผลทำให้ปริมาณจราจรและรายได้ของทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด (ทางด่วนอุดรรัถยา) ของ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) ซึ่งเป็น บริษัทลูกของ BEM ลดลง จำเป็นต้องขอให้ กทพ.ชดเชยตามที่ระบุในสัญญาตั้งแต่ปี 2542 จนสิ้นสุดสัญญาในปี 2569 มีผลกระทบเป็นรายปีมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องจึงต้องไปเข้าอนุญาโตตุลาการ แต่ กทพ.ไม่รับการชี้ขาด เรื่องจึงไปสิ้นสุดที่ศาลปกครอง และอีกเรื่องคือ กรณีการไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา สัญญากำหนดให้ 5 ปีปรับค่าผ่านทางหนึ่งครั้ง ไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนที่ต้องปรับบ่อยๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีการให้ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา จึงเกิดเป็นข้อพิพาทกัน ทั้ง 2 เรื่องดังกล่าวทำให้ BEM มีข้อพิพาทกับ กทพ. จนถึงสิ้นปี 2561 ทั้งสิ้น 17 ข้อพิพาท จำนวนนี้มีคดีทางแข่งขันที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินเป็นที่สุดแล้ว ให้ กทพ.ชดเชยให้ BEM จำนวน 4.3 พันล้าน โดยส่วนนี้เป็นเงินต้น 1.7 พันล้าน แต่ดอกเบี้ย 2 พันกว่าล้านบาท ที่เป็นส่วนของค่าเสียหายเมื่อปี 2542-43 เท่านั้น

“ข้อพิพาทหลายกรณีผ่านอนุญาโตตุลาการแล้ว และชี้ขาดให้ กทพ.ชดเชยให้ BEM ทั้งหมด แต่เมื่อ กทพ.ไม่รับคำชี้จาด ก็มีการนำเรื่องเข้าศาลปกครอง จนพิพากษาสิ้นสุดไปแล้ว 1 คดีในส่วนทางแข่งขันปี 2542-43 มูลค่า 4.3 พันล้านบาท ส่วนคดีไม่ขึ้นค่าผ่านทางของปี 2546 ก็ได้สิ้นสุดในชั้นศาลปกครองกลาง ที่ให้ กทพ.ชดเชย BEM มูลค่า 7.2 พันล้านบาท ขณะนี้ ทาง กทพ.ก็กำลังอุทธรณ์ที่ศาลปกครองสูงสุด จากแนวโน้มของคดี จึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน ต.ค. 61 ให้ กทพ.เพื่อเจรจาหาทางยุติข้อพิพาทกับ BEM เพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐโดยเร็วที่สุด” นายพงษ์สฤษดิ์ระบุ

นายพงษ์สฤษดิ์กล่าวต่อว่า ในการเจรจากับ กทพ.ก็ได้มีการคำนวณมูลค่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ปรากฏว่า ในส่วนของคดีทางแข่งขัน ที่มีผลกระทบตั้งแต่ปี 2542 และสิ้นสุดในปี 2569 มีผลกระทบต่อรายได้ในทุกๆปี คำนวณแล้ว มูลค่าความเสียหายถึงสิ้นปี 2561 เป็นเงิน 78,908 ล้านบาท ขณะที่คดีไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา ก็ถือว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นทุก 5 ปี มูลค่าถึงสิ้นปี 2561 คิดเป็น 56,034 ล้านบาท รวม 2 กรณี และกรณี กทพ.ส่งมอบพื้นที่ให้ BEM ไม่ได้ 6.3 พันล้านบาท ส่วนนี้ผ่านศาลปกครองกลาง กำลังอยู่ในศาลปกครองสูงสุด เบ็ดเสร็จถึงสิ้นปี 2561 คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 137,517 ล้านบาท โดยที่ยังไม่หมดสัญญาสัมปทาน ซึ่งหากคำนวณจนสิ้นสุดสัญญา และต่อสู้คดีจนถึงที่สุดทุกข้อพิพาทคาดการณ์ว่าจะสิ้นสุดในปี 2578 ในกรณีที่ กทพ.แพ้คดีทั้งหมด อาจส่งผลให้ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ยมากถึง 326,127 ล้านบาท ในส่วนนี้ เฉพาะดอกเบี้ยก็สูงถึง 1.39 แสนล้านบาท โดยในการเจรจานั้น กทพ. ก็ได้รับปนวนโยบายจากรัฐบาลมาว่า ในการยุติข้อพิพาททั้งหมด ด้วยการชดเชยโดยขยายสัญญาสัมปทาน และมีเงื่อนไขให้ BEM เป็นผู้ลงลงทุนการดำเนินงานและปรับปรุงทางด่วน รวมทั้งไม่ปรับค่าผ่านทางบ่อยมากนัก เพื่อความสะดวกและไม่เป็นภาระของประชาชนผู้ใช้บริการ

นายพงษ์สฤษดิ์กล่าวด้วยว่า ในการเจรจา BEM ได้พิจารณาโดยมองภาพรวมทั้งหมด และเข้าใจภาครัฐ จึงนำเฉพาะคดีที่สิ้นสุดแล้วในส่วนของผลกระทบทางแข่งขันมาคำนวณจนสิ้นสุดสัมปทานแล้วมากกว่า 1.09 แสนล้านบาท เหลือเพียง 5.8 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่ามูลค่าข้อพิพาททางแข่งขัน ณ สิ้นปี 2561 หรือ 7.8 หมื่นล้านบาทเสียอีก โดยที่คดีอื่นๆถือว่ายกเลิกทั้งหมดทันทีที่ลงนามในสัญญา ทั้งในส่วนการไม่ปรับค่าผ่านทาง หรือการส่งมอบพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนข้อพิพาทในอนาคต อาทิ การต่อขยายดอนเมืองโทลเวย์จากอนุสรณ์สถาน ถึงบางปะอิน ซึ่งกระทบเส้นทางอุดรรัถยาแน่ แต่เมื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดแล้ว ในอนาคตจึงจะไม่มีการเรียกร้องใดๆกันอีก จึงมาเป็นข้อยุติที่ทั้ง 2 ฝ่ายรับกันได้ เพราะเหมือนฝ่ายรัฐไม่ได้เสียหายเลย BEM ก็มีผลตอบแทนที่พออยู่ได้ทางธุรกิจ เมื่อตกลงหันในหลักการได้ จึงนำมูลค่า 5.8 หมื่นล้านบาทนั้นมาคำนวณเป็นสัญญาสัมปทาน ก็ได้ออกมาเป็น 30 ปี โดยมีเงื่อนไขในเรื่องการลงทุนก่อสร้าง Double Deck หรือทางด่วนชั้นที่ 2 จากงามวงศ์วานถึงพระราม 9 ระยะทาง 17 กิโลเมตร, ก่อสร้างช่วง Bypass แก้จุดตัดจราจรบริเวณอโศก 2 จุด, ขยายพื้นผิวจราจรบริเวณมักกะสันและพระราม 6 อีก 2 จุด รวมมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน โดยจะไม่มีการเก็บค่าผ่านทางเพิ่ม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งนี้มูลค่าการก่อสร้างที่ดูสูงกว่าปกตินั้น ก็เนื่องจากการก่อสร้างทำได้ยาก และต้องทำบนทางด่วนที่ยังเปิดให้บริการปกติอยู่ นอกจากนี้ยังมีการสร้างทางขึ้นลงบริเวณสถานีกลางบางซื่ออีก 2 พันล้านบาท รวมมั้งการจ้างพนักงานของ กทพ.ที่ BEM จ้างอยู่จนกว่าจะเกษียณหรือหมดหน้าที่ อย่างไรก็ดีในส่วนของ Double Deck นั้น กทพ.ต้องทำ EIA ให้เสร็จภายใน 2 ปี จากนั้น BEM จะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี แต่หาก EIA ไม่ผ่านและไม่สามารถสร้าง Double Deck ได้ ทุกสัญญาสัมปทานก็จะสิ้นสุดในปี 2578

“เรื่องนี้ไม่ใช่ค่าโง่ จากการทำสัญญาเสียที่เปรียบ แต่เป็นเรื่องที่รัฐไม่ทำตามสัญญา ถือเป็นค่าเบี้ยวมากกว่าค่าโง่ ในฐานะบริษัทเอกชน BEM ก็จำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยที่เราเชื่อว่า ในทางธุรกิจ และในทางสัญญาว่าเราถูกต้อง และมั่นใจว่าหากสู้คดีต่อไปก็ชนะทุกคดี แต่ก็ถามตัวเองว่าสู้แล้วได้ประโยชน์อะไร เพราะเราตระหนักดีว่า BEM เป็นบริษัทคนไทย ทำธุรกิจในประเทศไทย ให้บริการประชาชนคนไทย การมีข้อพิพาทกับรัฐจึงไม่ใช่เป้าประสงค์ของบริษัท จึงมองหาทางออกที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากกว่า แต่ก็ต้องมีวิธีการเยียวยาเราที่พอเหมาะ จึงยินดีที่จะเจรจา ก่อนนำมาสู่ข้อยุติ 5 หมื่นกว่าล้านบาท โดยที่ BEM ไม่เอาเงินซักบาทเดียว และไปรับความเสี่ยงในอนาคต ในการรับสัมปทานต่อ ในขณะที่มีการพัฒนาและประชาชนหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชน หรือรถไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ยังเชื่อมั่นว่าข้อยุติจากการเจรจาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย” นายพงษ์สฤษดิ์กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...