xs
xsm
sm
md
lg

"Circular Economy" เทรนด์ธุรกิจเปลี่ยนโลก กนอ.ดันนิคมฯ สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศปี 64 รับลงทุน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อโลกกำลังเผชิญกับมลภาวะเป็นพิษจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสารพัดรูปแบบรวมถึงปริมาณขยะมหาศาลทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก ฯลฯที่กำจัดเท่าใดก็ยากที่จะหมดลง ทำให้เทรนด์ของธุรกิจทั่วโลกได้มุ่งสู่แนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy มาปรับใช้เพื่อความยั่งยืนเนื่องจากมีหลักการที่เน้นคุณค่าของวัตถุดิบ ทรัพยากรและผลิตภัณฑ์ที่ต้องรักษาให้คงไว้ให้นานที่สุดและมีการสร้างของเสียที่ต่ำที่สุดด้วยการหมุนเวียนมาใช้ใหม่ ซึ่งทั่วโลกคาดหวังว่านี่คือหนทางที่จะเปลี่ยนโลกให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง

ขณะที่ประเทศไทยนั้นได้วางโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ที่มุ่งสู่ BCG Model โดย B คือ Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ) C คือ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) และ G คือ Green Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งทั้งหมดก็คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศไทยระยะยาวหรือไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นเมื่อการลงทุนกำลังปรับโหมดธุรกิจ นิคมอุตสาหกรรมไทยจึงต้องตอบโจทย์การลงทุนด้วยเช่นกัน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)ในฐานะกำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศซึ่งเป็นฐานการผลิตและการลงทุนของไทยจึงมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว



" กนอ. มีนโยบายที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศซึ่งมาจากหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดใช้วัตถุดิบใหม่ ลดปล่อยมลพิษ ลดต้นทุน โดยได้ริเริ่มโครงการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมายพัฒนานิคมฯทั่วประเทศสู่เมืองอุตฯ เชิงนิเวศในปี 2564 เพื่อนำไปสู่เมืองที่มีการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่ากนอ.กล่าวถึงเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย Circular Economy

ผู้ว่ากนอ.ยังชี้ให้เห็นว่าการก้าวไปสู่แนวทางดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะตัวผู้ประกอบการที่ต้องตระหนักรู้ซึ่งกนอ.เองได้มีโครงการร่วมกับเอกชนเพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการในนิคมฯอย่างต่อเนื่องและเห็นว่าขณะนี้เอกชนไทยมีการตื่นตัวอย่างมากเพราะหากไม่ก้าวไปในทิศทางนี้สินค้าก็จะไม่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก ดังนั้นการกับกับดูแลสิ่งแวดล้อมในนิคมฯโดยเฉพาะการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมกนอ. จึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาติดตามการขนขยะ และการจัดการเพื่อให้สอดรับกับกระแสที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกนอ.ให้ความสำคัญกับขยะอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายซึ่งต้องประสานกับหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อบูรณาการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ




ทั้งนี้หนึ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการขยะเป็นที่ยอมรับระดับโลกก็คือ ญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดผู้บริหารกนอ.ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปศึกษาการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมอย่าง "ปรอท" ซึ่งเป็นขยะอันตรายที่โรงงานอิโตมูกะ (Itomuka Plant) ของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด (Nomura Kohsan Co.,Ltd.) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการรีไซเคิลขยะประเภทที่ประกอบด้วยสารปรอทโดยมีการรวบรวมขยะดังกล่าวจาก 47 จังหวัดของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเก็บรวบรวมแบตเตอรี่แห้งได้มากถึง 13,000 ตันต่อปี หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้แล้ว 8,000 ตันต่อปี และของเสียที่มีปรอทอื่นๆ 6,000 ตันต่อปีซึ่งของเสียต่างๆเหล่านี้จะถูกนำไปแยกตามกระบวนการทำงานของเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงที่มีลักษณะเป็นหม้อเผาที่จะแปรสภาพให้เป็นปรอทบริสุทธ์นำกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยมีปริมาณปรอทที่ได้ 50 ตันต่อปีส่วนขยะที่ยังคงเหลืออยู่ก็จะถูกนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธีมีการปูพื้นซีเมนต์ป้องกันการรั่วไหล โดยสารปรอทนั้นยังคงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ เวชภัณฑ์บางอย่างในปัจจุบัน



เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ได้มีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นที่อดีตสารปรอทได้ตามหลอกหลอนแม้ว่าจะผ่านมากกว่า 62 ปีแล้วก็ตามด้วยเพราะการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทจากบริษัทชิสโซะในอดีตนั้นได้ทำให้ชาวบ้านในเมืองมินามาตะ จังหวัดคุมาโมโต ป่วยเป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งต่อมามีการเรียกขานชื่อโรคดังกล่าวว่า “มินามาตะ” ตามชื่อเมืองและนี่คือบทเรียนที่ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นหากแต่ทั่วโลกรวมถึงไทยในขณะนั้นก็ตื่นตัวในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำรอยดังกล่าวขึ้น ซึ่งต่อมาองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ประกาศให้อนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท มีผลบังคับใช้เมื่อช่วงสิงหาคมปี 2560 และไทยเองก็ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญามินามาตะฯ เป็นอันดับที่ 66 ของโลกซึ่งเท่ากับไทยจะต้องเข้าสู่กระบวนการลดการใช้ เลิกการนำเข้า ส่งออก สารปรอทตามขั้นตอนในที่สุด



ปัจจุบันไทยเองมีการส่งขยะที่มีองค์ประกอบการของสารปรอทมารีไซเคิลที่บริษัท โนมูระฯ ราว 100 ตันต่อปี และปริมาณส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากบริษัท เวสท์ แมนเนจเมนท์ สยาม (Waste Management Siam ) หรือ WMS บริษัทรับรีไซเคิลสารปรอทซึ่งเป็น 1 ใน 2 รายในไทยที่รับกำจัดขยะประเภทนี้อยู่ โดยลูกค้าหลักๆของWMSคือผู้ประกอบการแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเพราะจะมีโคลนปนเปื้อนปรอทอยู่พอสมควร โดยบริษัทดำเนินการอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้(ฉลุง) จ.สงขลา



ดังนั้นเป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเมื่อทุกประเทศต้องปฏิบัติตามอนุสัญญามินามาตะในอนาคตญี่ปุ่นก็อาจไม่สามารถรับขยะดังกล่าวจากไทยได้ต่อไป ทำให้ WMS ได้หารือกับกนอ. ถึงการรับมือว่าจะมีนิคมอุตสาหกรรมแห่งไหนที่เหมาะจะเป็นสถานที่กักเก็บปรอทระยะยาวได้และนำไปสู่การรีไซเคิลที่มากขึ้น ขณะเดียวกัน WMS ยังหารือร่วมศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับเอสซีจี ที่จะตั้งโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เขตพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เช่นกัน
นอกจากนี้ กนอ.ยังศึกษาดูเทคโนโลยีของ บริษัท เจแปน ซีซีเอส ซึ่งเป็นโครงการสาธิตการทดสอบเทคโนโลยีจัดเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท อิเดะมิสึ โคซัง กลับลงไปเก็บในชั้นหินใต้พื้นดินในทะเลญี่ปุ่น โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น(เมติ)และเป็นโครงการที่ไม่แสวงหากำไร แต่ทำขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีสถานีอัดฉีดก๊าซกลับลงไปใต้ชั้นหินอยู่บนชายฝั่งส่งก๊าซผ่านท่อที่มีระบบความปลอดภัย พร้อมระบบเฝ้าระวัง ซึ่งมีความปลอดภัยแม้เกิดเหตุแผ่นดินไหว



ล่าสุดทางซีซีเอสสามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปจัดเก็บในชั้นหินใต้พื้นโลกในทะเลญี่ปุ่นกว่า 200,000 ตัน และจะครบตามเป้าหมาย 300,000 ตันในเดือนตุลาคมนี้ซึ่งหากเทียบกับปริมาณรถยนต์คิดเป็น 2.4 หมื่นคัน โดยผู้บริหารโครงการเองก็ยอมรับว่าปริมาณที่กักเก็บนั้นน้อยมากคิดเป็นเพียง 0.1% ของปริมาณก๊าซฯที่ญี่ปุ่นปลดปล่อย อย่างไรก็ตามหลังจากที่กำจัดได้ตามเป้าหมาย 300,000 ตันแล้วคงจะต้องยุติโครงการสาธิตแต่บริษัทกำลังหาหารือกับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อดำเนินกิจการต่อไป เช่น การเจรจากับบริษัทจากเนเธอแลนด์ เพื่อนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งลงไปใต้พื้นโลกนำกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเฉพาะการใช้เพื่อลดความหนืดในกระบวนการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งเหล่านี้ล้วนต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นเป็นสำคัญ








อย่างไรก็ตามระยะหลังนี้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ่อยครั้งทำให้ชาวบ้านบางส่วนมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของโครงการของซีซีเอส และบางส่วนเองก็เกรงกลัวว่าหากมีแผ่นดินไหวแล้วก๊าซฯที่เก็บจะถูกปล่อยออกมาทำอันตราย โดยมีกระแสเกิดขึ้นในโลกออนไลน์อยู่ต่อเนื่องเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและทำให้บริษัทต้องทำการชี้แจงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงของการดำเนินงานที่เป็นระบบติดตามที่มีประสิทธิภาพซึ่งหลังจากชี้แจงกระแสนี้ก็จะเงียบไปเช่นกัน



“กนอ.”มุ่งที่จะสนับสนุนให้เอกชนนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการกับขยะในนิคมฯให้มากขึ้นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและเราเองต้องปรับตัวการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่จะรองรับการลงทุนที่ต่อไปจะต้องใส่ใจปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวดซึ่งลำพังเราคนเดียวคงไม่สามารถจะดำเนินงานได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานรัฐด้วยกันเองซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแล โรงงานอุตสาหกรรมเองที่จะต้องปรับไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ประชาชนเองก็เช่นกันเพราะขยะไม่ใช่เพียงขยะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ขยะทั่วไปหลายอย่างจำเป็นต้องมีกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ” ผู้ว่ากนอ.กล่าวย้ำ



จะเห็นว่าเทคโนโลยีญี่ปุ่นเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะที่เป็นแบบครบวงจร และสามารถนำมารีไซเคิลจนนำเอาผลิตภัณฑ์นั้นๆ กลับมาใช้ได้ใหม่อย่างวัตถุอันตรายจากปรอท รวมไปถึงการศึกษาการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมต่างๆโดยเฉพาะโรงกลั่น โรงไฟฟ้าไปกักเก็บไว้ขั้นใต้ดินเพื่อลดภาวะโลกร้อน ล้วนเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องอาศัยเวลาในการทดสอบ ทดลอง ค้นคว้าวิจัย แล้วยังต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนและรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัดเจน และที่สำคัญสังคมญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยตั้งแต่การคัดแยกขยะ โดยจะมีกำหนดวันในการรับขยะว่าวันไหนเป็นประเภทรีไซเคิล วันไหนเป็นขยะเปียก เหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานของการจัดการปัญหาขยะในภาพรวมให้เกิดประสิทธิภาพและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะพบว่าญี่ปุ่นมีบริษัทที่ลงทุนด้านรีไซเคิล การกำจัดขยะในรูปแบบต่างๆ มากมาย



ดังนั้นแนวทางการบริหารจัดการขยะภาพรวมของไทยเรานั้นจำเป็นต้องอาศัยการดำเนินนโยบายในเชิงบูรณาการที่ต้องปฏิบัติได้ ต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเข้าบริหารจัดการ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีทีเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทยเอง และเหนืออื่นใดจะต้องเริ่มจากระบบการคัด แยก ขยะเสียก่อน….เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีดีเพียงใด แต่ถ้าคนยังไร้ซึ่งระเบียบวินัยในการทิ้งขยะ เจ้าหน้าที่รัฐละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดูแล เราก็คงจะเห็นข่าวการลักลอบทิ้งขยะไม่จบไม่สิ้น และตำแหน่งที่ไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีขยะทางทะเลมากสุดติดอันดับ 6 ในโลกถึง 1.03 ล้านตันก็ไม่อาจลดลงไปได้



กำลังโหลดความคิดเห็น...