xs
xsm
sm
md
lg

SCCเผยยอดขายปีนี้หดตัว9-10% พิษสงครามการค้า-รื้อแผนลงทุนใหม่

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปูนซิเมนต์ไทยหั่นเป้าหมายยอดขายปีนี้ลดลง 9-10% จากปี2561 ก่อนหน้าที่เคยตั้งเป้าหมายโต 5-10% หลังประเมินครึ่งปีหลังพบปัจจัยลบเพียบทั้งค่าเงินบาทส่อแข็งค่าขึ้น สงครามการค้าฉุดราคาปิโตรเคมีลดลง พร้อมทบทวนการลงทุนใหม่ ทำให้งบลงทุนในปีนี้เหลือเพียง 7-7.5 หมื่นล้านบาท

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)(SCC) เปิดเผยว่าในปีนี้ บริษัทฯคาดว่าจะมีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อน 9-10% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าปี2562 จะมีรายได้จากการขายเติบโต 5-10% จากปี 2561 มีรายได้จากการขาย 4.78 แสนล้านบาท เนื่องจากประเมินสถานการณ์ครึ่งปีหลัง 2562 ตลาดโลกยังมีความผันผวนมาจากสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน และกำลังการผลิตปิโตรเคมีใหม่เข้ามาเพิ่มฉุดให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลง ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ทำให้แนวโน้มยอดขายบริษัทฯในครึ่งปีหลังนี้ จะลดลงใกล้เคียงครึ่งแรกปี 2562 แม้ว่าบริษัทฯจะรับรู้รายได้หลังจากการเข้าไปซื้อหุ้น 55% ในบริษัท PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์อินโดนีเซียก็ตาม

ด้านผลประกอบไตรมาสที่ 2/2562 บริษัทฯมีรายได้จากการขาย 109,094 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,044 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,401 ล้านบา เนื่องจากไตรมาสนี้มีบันทึกรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 2,035 ล้านบาท และได้รับผลกระทบจากปัจจัยสงครามการค้าทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลง และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,150 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการ6เดือนแรกปี 2562 บริษัทฯมีรายได้จากการขาย 221,473 ล้านบาท ลดลง 7 %เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสุทธิ 18,706 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 24,807 ล้านบาท เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามการค้า แต่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังมีรายได้สูงขึ้นตามการฟื้นตัวของการก่อสร้างในภูมิภาค และมีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ขณะเดียวกันก็ยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจซีเมนต์ในประเทศปีนี้จะมีการขยายตัวอยู่ที่ 3-4% ขณะที่ตลาดซีเมนต์ในอาเซียนก็ยังเติบโตดี เว้นอินโดนีเซียที่การใช้ปูนซีเมนต์ไม่กระเตื้องในช่วงครึ่งปีแรกนี้

นายรุ่งโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันธุรกิจแพคเกจจิ้งเป็นธุรกิจเสริม แต่ในอนาคตจะเป็นธุรกิจหลักธุรกิจหนึ่งของSCC เนื่องจากมีแนวโน้มความต้องการใช้แพคเกจจิ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทำให้บริษัทฯมีการขยายการลงทุนธุรกิจแพคเกจจิ้งทั้งในและต่างประเทศ

“แม้ผลประกอบการบริษัทฯในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2562 โดยเฉพาะธุรกิจเคมิคอลส์ จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว แต่บริษัทฯยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม หรือ HVA ควบคู่กับการตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมส่งมอบโซลูชั่นแบบครบวงจรให้ลูกค้า

นายรุ่งโรจน์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทฯยังเดินหน้าเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าให้ธุรกิจให้เป็นไปตามแผนภายใต้ 2 กลยุทธ์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ทั้งการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Growth) และการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน (Stability)

“สิ่งที่ต้องดำเนินการในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน คือการรัดเข็มขัด การเพิ่มประสิทธิภาพ และจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพทางการเงิน มีการบริหารสภาพคล่องของธุรกิจด้วยการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2562 บริษัทฯมีเงินสดและเงินสดภายใต้การบริหาร 42,573 ล้านบาท รวมทั้งการทบทวนโครงการลงทุน โดยเน้นโครงการที่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้รวดเร็ว เช่น การซื้อหุ้น Fajar ซึ่งจะสามารถรวมผลการดำเนินงานเข้ามาในธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีได้ในไตรมาส3 นี้ ส่วนโครงการลงทุนสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าให้ธุรกิจที่ได้ลงทุนไปแล้ว อย่างโครงการปิโตรเคมีครบวงจรในเวียดนามหรือ LSP ก็ได้เร่งดำเนินการให้สำเร็จตามแผน โครงการการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมทั้งโรงงาน UPPCในฟิลิปปินส์ และโรงงาน BATICO ในเวียดนาม รวมทั้งการลงทุนขยายกำลังการผลิตโรงโอเลฟินส์ในไทย “
นอกจากนี้บริษัทฯได้มีการชะลอการลงทุนโครงการใหม่ (Green Field) หลายโครงการที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว เช่น โครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่อินโดนีเซีย ทำให้งบลงทุนในปีนี้อยู่ที่ 7-7.5หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดิม 8-8.5 หมื่นล้านบาท

บริษัทยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงาน อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงาน โดยสามารถจ่ายไฟฟ้าได้แล้ว 77 เมกะวัตต์ ทำให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากภายนอก ช่วยให้ประหยัดได้ 350 ล้านบาทต่อปี การขยายโอกาสส่งออกตามทิศทางของตลาดโลก เช่น ธุรกิจแพคเกจจิ้งที่ส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังจีนและกลุ่มประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น หรือธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ส่งออกสินค้ากลุ่มฝ้าและผนังไปจำหน่ายในเกาหลีใต้ ก่อนมีแผนจะขยายตลาดไปยังโซนยุโรปเพิ่มเติมอีกด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2562 ในอัตรา 7.00 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 8,400 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 23สิงหาคม 2562 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 8 สิงหาคม 2562


กำลังโหลดความคิดเห็น...