xs
xsm
sm
md
lg

“ศักดิ์สยาม”ลั่นต้องสร้างเทอร์มินอล 2 แก้แออัด-เตรียมถกปรับกรอบงบ 63 ตามนโยบายรบ.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ศักดิ์สยามลั่น.เดินหน้า สร้างเทอร์มินอล 2 แก้แออัดสุวรรณภูมิ ขณะที่ห่วงปัญหาผู้บุกรุกกระทบรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน กำชับรฟท.เคลียร์ให้ชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา ซี.พี. เตรียมหารือ ปรับกรอบงบปี 63 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม รายงานแผนงาน ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานว่า ได้รับทราบถึงแผนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 บริเวณด้านทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน A (Concourse A) สนามบินสุวรรณภูมิ เห็นว่าเป็นโครงการที่ต้องทำเพราะมีความจำเป็น ซึ่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ได้รายงานว่า ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนผู้โดยสารเกินขีดความสามารถการรองรับมาก โดยในปี 2564 ผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 121 ล้านคน และประเมินว่าในปี 2567 ผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 170 กว่าล้านคน/ ปี
ส่วนการสลับแผนก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เป็นงานก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตก (West Expansion) ก่อน นั้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการในระหว่างก่อสร้าง เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ โดยจะหารือในรายละเอียดเพื่อหาแนวทางการก่อสร้างที่ไม่ให้กระทบและมีปัญหาน้อยที่สุด
นอกจากนี้ ทอท.จะต้องเร่งโครงการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 และ การก่อสร้างสนามบินภูเก็ต 2 และเชียงใหม่ 2 ซึ่งพบว่า ในส่วนของโครงการก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 มีเรื่องเวนคืน ซึ่งพบเจ้าของกรรมสิทธิ์ กว่า 5,000 ราย

@หวั่นปัญหาผู้บุกรุก กระทบรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน“ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” ระยะทาง 220 กม. มูลค่า 224,544 ล้านบาท ได้ย้ำเรื่องแผนการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง เนื่องจากเกรงว่าหากลงนามสัญญาไปแล้วและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้เอกชนตามเงื่อนไขได้จะมีปัญหา จึงให้ รฟท.ตรวจสอบสัญญาและต้องลงพื้นที่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกบุกรุก เพราะการเคลียร์ออกจากพื้นที่อาจต้องใช้เวลา
ทั้งนี้ ก่อนที่รฟท.จะมีการลงนามสัญญากับกลุ่ม CPH จะต้องสรุปข้อมูล รายละเอียดและนำมาหารือกันก่อน เพื่อความมั่นใจและรอบคอบ และไม่ใช่เฉพาะแค่โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทุกโครงการของกระทรวงจะต้องตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรอบมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
@ปรับกรอบงบปี 63 ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
การเสนอคำของบประมาณประจำปี 2563 นั้น หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรี จะให้สำนักงบประมาณพิจารณารายละเอียด ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะต้องนำร่างคำขอเดิม กลับมาพิจารณาเพื่อปรับให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของแต่ละพรรคร่วมฯ ซึ่งเบื้องต้นได้เสนอของบประมาณปี 2563 จำนวน 4.2 แสนล้านบาท โดยเป็นงบลงทุนประมาณ75% หรือกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งได้เน้นย้ำขั้นตอนในการนำเสนอพ.ร.บ.งบประมาณ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2563 มีความล่าช้ากว่าปกติ เพราะติดช่วงเวลาของการจัดตั้งรัฐบาล โดยจะได้เบิกจ่ายช่วงปลายเดือนม.ค. 2563 เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ซึ่งในระหว่างเดือนต.ค. 62- ม.. 63 น่าจะตกลงกันสำนักงบประมาณ ในการนำงบเหลือจ่ายมาใช้สำหรับการลงทุน ส่วนโครงการที่เป็นงบผูกพัน และส่วนตัวเห็นว่า หากปรับวงรอบการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นเดือนม.ค. อาจจะส่งผลดีต่อภาพรวมการคลัง เนื่องจากรายได้จะเข้าในเดือนธ.ค. ซึ่งจะพอดีกับที่จะเบิกใช้โดยเฉพาะงบลงทุน จากเดิมที่งบเริ่มต.ค. แต่เงินรายได้จะเข้าช่วงสิ้นปี ทำให้ช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.จึงมีแต่รายจ่ายประจำ ส่วนงบลงทุนยังไม่เข้า ทำให้หน่วยงานยังไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันได้ ซึ่งการเริ่มโครงการล่าช้าไปถึงม.ค.หรือก.พ. เช่นกัน

@นายกฯสั่ง”รองวิษณุ”แสดงข้อกม.ทุกโครงการก่อนเข้าครม.

อย่างไรก็ตาม ในการทำงาน ของกระทรวงคมนาคม ได้กำชับทุกหน่วยงาน หากมีเรื่องปัญหาติดขัดให้นำเสนอ เพราะรัฐมนตรีทั้ง 3 คนเป็นทั้งพรรคแกนนำ และพรรคร่วมที่สามารถประสานใน ครม.ได้ เพียงแต่ขอให้มีข้อมูลสามารถอธิบายและชี้แจงต่อนายกฯและ ครม.ได้ เนื่องจากขั้นตอนในการนำเสนอครม.จากนี้จะมีการความละเอียดรอบคอบมากขึ้น

จากเดิมที่กระทรวงจะนำเสนอผ่านไปที่รองนายกฯที่กำกับดูแล กระทรวงคมนาคม กลั่นกรองก่อนเสนอครม. แต่ ล่าสุด นายกฯได้แจ้งในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ว่า หลังจากนำเสนอเรื่องต่อรองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงนั้นๆ กลั่นกรองแล้ว จะส่งเรื่องกลับกระทรวงคมนาคมเพื่อนำเสนอไปที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลด้านระเบียบและข้อกฎหมาย เพื่อตรวจสอบก่อนนำเสนอครม. พิจารณา ทั้งนี้ เพื่อความรอบคอบมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะไม่ทำให้งานล่าช้าเพราะหากผ่านขั้นตอนครบถ้วน งานจะเดินหน้าและไม่ถูกตีกลับแน่นอน


@สั่งหาโมเดลลงทุนรถไฟฟ้า แก้ค่าตั๋วแพง

นายศักดิ์สยามกล่าวถึงค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการลงทุนซึ่งโครงการรถไฟฟ้ามีทั้งที่รัฐลงทุนและเอกชนลงทุน เนื่องจากรัฐไม่ได้มีความสามารถในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการเก็บค่าโดยสารถูก รัฐต้องเข้าไปชดเชยส่วนต่าง ซึ่งหนีไม่พ้นการใช้เงินจากภาษี ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปหารูปแบบที่จะทำให้ค่าโดยสารมีเหตุผล รวมถึงการกำหนดรูปแบบให้เอกชนลงทุนกับผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับมีความเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ได้กำชับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการระบบตั๋วร่วม แบบตั๋วใบเดียวสามารถใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะได้ทั้งหมด เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร


กำลังโหลดความคิดเห็น...