xs
xsm
sm
md
lg

“บ้านปู” โหมลงทุนครึ่งหลังปี 62 รุกไฟฟ้าใน ตปท.-Shale Gas

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บ้านปูบุกธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มทั้งในจีนและญี่ปุ่นรวมกว่า 100 เมกะวัตต์ ลั่นครึ่งหลังปีนี้เห็นการเข้าซื้อแหล่ง Shale Gasในสหรัฐฯ เพิ่มเติม

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นในปีนี้ทั้งในประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งก่อสร้างใหม่และการควบรวมกิจการ (M&A) โดยคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในจีนอีก 65 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตในปัจจุบันเป็น 220 เมกะวัตต์ และญี่ปุ่นเพิ่มอีกเกือบ 100 เมกะวัตต์ รวมเป็น 300 เมกะวัตต์ในปี 2562

ส่วนเวียดนาม บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังลมที่ได้ใบอนุญาตจากรัฐบาลเวียดนามแล้ว 200 เมกะวัตต์ โดยเฟสแรกพัฒนาโรงไฟฟ้า 60-80 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาเงินกู้และประมูลการก่อสร้างโรงไฟฟ้า คาดว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2563 รวมทั้งมองโอกาสที่จะขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่เวียดนามเพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา

สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (Shale gas) ในสหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อใช้ลงทุนธุรกิจดังกล่าวในช่วงปี 2562-63 คาดว่าจะมีกำลังการผลิตก๊าซฯ เพิ่มเท่าตัว จากปัจจุบันบริษัทฯ ได้ลงทุนไปแล้ว 522 ล้านเหรียญสหรัฐ มีกำลังการผลิตก๊าซฯ 250 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน คาดว่าจะเห็นการลงทุนธุรกิจก๊าซฯ เพิ่มในปีนี้

ด้านธุรกิจพลังงานเทคโนโลยี มีบริษัทย่อย คือ บริษัทบ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด มีการลงทุนโครงการโซลาร์รูฟท็อปแล้ว 160 เมกะวัตต์ โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมแบรนด์ Durapower กำลังการผลิต 380 MWh และการร่วมลงทุนในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ FOMM สัญชาติญี่ปุ่น โครงการนำร่องรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และแอปพลิเคชัน “MuvMi” มาจาก Move me ซึ่งบ้านปูลงทุนสัดส่วน 22% นำร่องในการให้บริการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสารจากสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ และสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ

สำหรับธุรกิจถ่านหินในปีนี้ตลาดถ่านหินยังโตต่อเนื่อง 4% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายรักษาปริมาณการผลิตและจำหน่ายถ่านหินปีนี้ที่ 43 ล้านตัน ขณะที่ราคาขายถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากต้นปีที่ตั้งไว้ 80-90 เหรียญสหรัฐ/ตัน ล่าสุดปลายไตรมาส 2 อยู่ที่ 75-80 เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากได้รับผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน และการผลิตถ่านหินที่อินโดนีเซียในครึ่งปีแรกนี้ออกมาดีมากจากสภาพอากาศที่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทรนด์โลกจะหันไปยังพลังงานสะอาด แต่บริษัทไม่มีความคิดที่จะถอนตัวออกจากธุรกิจถ่านหิน แต่ให้น้ำหนักการลงทุนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) ในปี 2568 มาจากธุรกิจถ่านหิน 40% โรงไฟฟ้าก๊าซฯ และพลังงานหมุนเวียน 30% ก๊าซธรรมชาติ 20% และธุรกิจพลังงานเทคโนโลยี 10% ต่างจากปี 2561 มาจากธุรกิจถ่านหิน 70% ก๊าซฯ และพลังงานหมุนเวียน 30%


กำลังโหลดความคิดเห็น...