xs
xsm
sm
md
lg

ส.อ.ท.ฟันธงสงครามการค้าฉุดส่งออกปีนี้โตแค่ 0-1% จี้รัฐตั้งวอร์รูมเตรียมรับมือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ส.อ.ท.คาดสงครามการค้าฉุดการส่งออกไทยปีนี้โตเพียง 0-1% แนะรัฐบาลดูแลไม่ให้การย้ายฐานผลิตเข้ามาของนักลงทุนจีน เพื่อหวังสวมสิทธิ์ส่งออกมีมากเกินไป ทำให้สหรัฐฯ อาจกีดกันสินค้าไทยได้ในอนาคต แนะให้ตั้งวอร์รูมติดตามผลกระทบสงครามการค้าใกล้ชิด

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนว่า คาดว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนครั้งนี้เป็นของจริงที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรุนแรงดังนั้นส.อ.ท.คาดว่าการส่งออกไทยปี 2562 จะปรับตัวลดลงเหลือ 0-1% จากที่เคยมองไว้ว่าจะโต 3-5% ขณะที่ GDP จะอยู่ที่ 3.4-3.5% และหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนทั้งหมด ที่มีมูลค่า 320,000 ล้านบาท จะยิ่งฉุดให้ส่งออกต่ำกว่า 0% แน่นอน

ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปจีน 12% ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากึ่งวัตถุดิบ ชิ้นส่วนเพื่อประกอบส่งออก และใช้ในประเทศ และมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ 10% ส่งออกไปอาเซียน 25% ดังนั้น การรับมือในขณะนี้เอกชนขอให้ทางรัฐบาลรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง ร่วมกันกับเอกชนเพื่อตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ (War room) ขึ้นมาโดยเร็วที่สุด เพื่อทำหน้าที่แก้ไข ช่วยเหลือรายอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องระมัดระวังดูแลไม่ให้การย้ายฐานการผลิตของจีนเข้ามาในประเทศไทย เพื่อสวมสิทธิ์ผลิตสินค้าส่งออกไปขายสหรัฐฯ ต้องมีไม่มากจนเกินไป เพราะสหรัฐอาจพิจารณาตอบโต้ทางการค้ากับไทยได้ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปขายสหรัฐฯ มากกว่านำเข้า ไทยจึงได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ และมากเป็นอันดับที่ 11-12 อยู่แล้ว

“ขณะนี้ไทยต้องการต่างประเทศเข้ามาลงทุนผ่านการเชิญชวนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่ให้เข้ามาในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะนี้นักลงทุนหลายประเทศรอความชัดเจนการเมืองไทย แต่ไม่ใช่นักลงทุนจีน เพราะเข้าใจประเทศไทย ต่างเร่งเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อผลิตส่งออก ซึ่งการย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้เกิดการจ้างงาน และเศรษฐกิจภาคการลงทุนดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องสมดุลของการเข้ามาลงทุนด้วย” นายเกรียงไกรกล่าว

ทั้งนี้ บริษัท ARM ของอังกฤษผู้ถือหุ้นใหญ่ คือซอฟต์แบงก์ญี่ปุ่น ประกาศว่าจะไม่ออกแบบและผลิตชิปที่ทันสมัยให้กับหัวเว่ย เท่ากับการพัฒนาที่พึ่งพาคนอื่นชะงัก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังปรับตัวทั่วโลก สงครามการค้าทำให้บรรยากาศทางการค้าลดลง ประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตก็ได้รับผลกระทบแน่นอน

กำลังโหลดความคิดเห็น...