xs
xsm
sm
md
lg

จ่อเจรจา GPC ลงทุนทลฉ.ขั้น 3 – ลุ้นฝ่ายกม.อีอีซี ชี้ขาดคำอุทธรณ์ NCP

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กทท.ยันตัดสิทธิ์ กลุ่ม NCP ตามเงื่อนไข เอกสารสำคัญไม่ครบถ้วน กระทบกรณีรับผิดชอบและรับหนี้ร่วม ลุ้น ฝ่ายกม.อีอีซี ชี้ขาดยืนตัดสิทธิ์ พร้อมเดินหน้าเจรจาผลตอบแทนการเงิน กลุ่ม GPC “ผอ.กทท.”ยันต้องเจรจาผลตอบแทนรัฐ ให้ได้มากที่สุด




เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในฐานะประธานกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ได้แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีเอกชนไม่ผ่านการพิจารณาเอกสารซองที่ 2 (ซองคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ) ยื่นอุทธรณ์และกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ข้อเสนอซองที่ 4(ข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอนแทน) ของเอกชนกลุ่มดังกล่าว สูงกว่า ข้อเสนอของเอกชนอีกกลุ่ม โดยจากที่มีเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศซื้อเอกสารการคัดเลือกเอกชนของโครงการฯ ทั้งสิ้น 35 ราย และกำหนดรับซองข้อเสนอวันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 09.00 น. – 12.00 น. โดยมีกลุ่มบริษัทเข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี (GPC) ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แทงค์เทอร์มินัล จำกัด และ China Harbour Engineering Company Limited และ 2. กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี (NCP) ประกอบด้วย บริษัท นทลิน จำกัด บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค ฮีลลิ่ง จำกัด และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด

ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ดำเนินการประชุมและพิจารณา ซองที่ 1 (ไม่ปิดผนึก) เอกสารหลักฐานเอกสารของผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 2 กลุ่ม ในวันรับซองทันที ปรากฏว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดทั้ง 2 กลุ่ม จึงได้พิจารณาซองที่ 2 (ปิดผนึก) ซองคุณสมบัติของ ได้แก่ คุณสมบัติของนักลงทุน คุณสมบัติของทางการเงิน ประสบการณ์ของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่ง ปรากฏว่ากลุ่มเอ็นซีพี ยื่นเอกสารในส่วนสัญญากิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ของกลุ่มฯ ลงนามไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารคัดเลือกเอกชนของโครงการฯ

ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญ เนื่องจากเป็นเอกสารแสดงให้เห็นว่าสมาชิกของกิจการร่วมค้าจะร่วมกันและแทนกันรับผิดอย่างหนี้ร่วม ในการดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุน กลุ่มเอ็นซีพี จึงเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 และไม่สามารถทำการเปิดซองที่ 3 (ปิดผนึก) ข้อเสนอทางเทคนิค และซองที่ 4 (ปิดผนึก) ข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอนแทน และซองที่ 5 (ปิดผนึก) ต่อไปได้

“ขอยืนยันว่า คณะกรรมการคัดเลือกฯได้พิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์ ตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน (RFP) ไม่สามารถใช้ดุลพินิจได้ ซึ่งกรณีเอกสารไม่ครบกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ถือว่าไม่ผ่านการประเมิน” ผอ.กทท.กล่าว
***ฝ่ายกม.อีอีซี ประชุมบ่ายนี้ ชี้ชาดรับอุทธรณ์หรือไม่

ดังนั้นเมื่อกลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ผ่านการประเมินซองที่ 2 คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยพิจารณาซองที่ 3 ซึ่งได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และได้เปิดซองที่ 4 (ผลประโยชน์ตอบแทน) แต่ทั้งนี้ เนื่องจาก กลุ่มเอ็นซีพียื่นเรื่องอุทธรณ์ และยื่นเรื่องไปที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึงยื่นฟ้องศาลปกครองเป็นคดีดำเลขที่ 818/2562 และศาลปกครองพิจารณาไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีเป็นคดีแดงเลขที่ 488/2562 แล้ว

ซึ่งขอชี้แจงข้อกล่าวหาว่าคณะกรรมการคัดเลือกฯ ทำข้ามขั้นตอน ว่า คณะกรรมการคัดเลือกฯได้ให้ข้อมูลกรณีที่ร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งหลักการตามพ.ร.บ.รัฐธรรมนูญ ประกอบการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อกระบวนการเข้าสู่ศาลแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจะวินิจฉัยไม่ได้

ขณะที่กรณีเอกชนอุทธรณ์ ตามวิธีการปกครอง โดยกลุ่มเอ็นซีพียื่นเรื่องอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2562 คณะกรรมการคัดเลือกฯจะต้องพิจารณาภายใน 30 วัน หรือไม่เกิน 23 พ.ค. 2562 ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯได้พิจารณายืนยันเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2562 แล้ว ว่าไม่ผ่าน และตามขั้นตอนต้องเสนอคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยการประชุม กพอ.ล่าสุด ได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมาย ของอีอีซี พิจารณาผลอุทธรณ์ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ ยืนไป ภายใน 30 วัน หากไม่เรียบร้อยให้ต่ออีก 30 วัน

***ลุ้น เดินหน้าเจรจาซอง4 ข้อเสนอการเงิน “กลุ่มจีพีซี “

โดยวันนี้(17 พ.ค.) เวลา 14.30 น. ฝ่ายกฎหมายอีอีซี ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานจะประชุม หากผลพิจารณายืน ตามคณะกรรมการคัดเลือกฯ จะเข้าสู่กระบวนการประมูล คณะกรรมการคัดเลือกฯจะซองที่ 4 (ปิดผนึก) ข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอนแทน ซึ่งได้เปิดซองแล้วโดยอยู่ระหว่างให้กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ชี้แจงเพิ่มเติมในข้อสงสัยของคณะกรรมการคัดเลือก ฯ เช่น Financial Model ที่มาของการคำนวณตัวเลขผลตอบแทนต่างๆ ไม่ได้เป็นการให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมแต่อย่างใด จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเจรจาต่อรอง

หากฝ่ายกฎหมายอีอีซี มีความเห็นต่างจาก คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะต้องกลับไปเปิดข้อเสนอซองที่ 3 (ข้อเสนอทางเทคนิค) ของกลุ่ม เอ็นซีพี ซึ่งจะต้องได้คะแนนเกิน 80% จึงจะมีสิทธิ์เปิดข้อเสนอซองที่ 4 (ผลตอบแทน) ต่อไป
“ตอนนี้คณะกรรมการฯ คัดเลือกยังไม่มีการเจรจาใดๆ กับ กลุ่มจีพีซี จนกว่า ฝ่ายกฎหมายอีอีซีจะพิจารณาเรื่องอุทธรณ์และส่งหนังสือแจ้งผลให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ทราบ ซึ่งขณะนี้ ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอน และกรอบเวลาที่กำหนด ส่วน ซองที่ 5 (ปิดผนึก) ข้อเสนอเพิ่มเติมที่เป็นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในให้บริการ แต่ไม่มีผลต่อข้อเสนอซอง 1- 4 ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะพิจารณาต่อจากการเจรจาซอง 4 โดยยืนยัน การพิจารณาและเจรจาต้องให้รัฐได้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะที่การศึกษาประเมินว่า รัฐจะได้ผลตอบแทนที่ 3.2 หมื่นล้านบาทนั้นเป็นตัวเลขที่คาดว่าจะได้ หากเอกชนเสนอต่ำกว่า กทท.จะต้องเจรจาให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้”ผอ.กทท.กล่าว
***โต้ ข่าวรั่ว ซองการเงิน เอ็นซีพี อยู่ในห้องมั่นคง
ส่วนกระแสข่าวกรณีกลุ่มเอ็นซีพีเสนอผลตอบแทนสูงกว่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเอกสารข้อเสนอด้านการเงิน(ซองที่4 ) ของกลุ่มเอ็นซีพี แต่อย่างใด ซึ่งเอกสารจะถูกเก็บในห้องมั่นคงที่ท่าเรือแหลมฉบัง มีกล้องCCTV และระบบการตรวจสอบรัดกุมทุกขั้นตอน หากจะมีการเปิดเอกสารจะต้องผ่านการตรวจสอบ มีการบันทึกวีดีโอ และต้องเชิญเจ้าของข้อเสนอ เข้ามาตรวจสอบเอกสาร ว่าไม่มีรอยเปิดผนึกก่อนแต่อย่างใด ดังนั้น จะไม่มีผู้ใดสามารถที่จะทราบได้ว่ากลุ่มเอ็นซีพี ยื่นข้อเสนอทางด้านเทคนิค ข้อเสนอทางด้านการเงิน และข้อเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นอย่างไร การที่ข่าวว่าผู้ไม่ผ่านการพิจารณาเสนอข้อเสนอทางการเงินด้วยจำนวนเงินที่สูงกว่าผู้ผ่านนั้น คณะกรรมการคัดเลือกฯ ย่อมไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ และก่อให้เกิดความเสียหายคณะกรรมการคัดเลือกจึงไม่ทราบว่า ตัวเลขออกมาจากทางใด

สำหรับโครงการท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 ระยะที่ 1 ท่าเทียบเรือ F วงเงิน 84,361 ล้านบาท การท่าเรือฯ จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด เช่น ถมทะเล ขุดลอกร่องน้ำ ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ท่าเทียบเรือชายฝั่ง ถนน ระบบราง ระบบไฟฟ้า ประปา ค่าก่อสร้างประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนเอกชนผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องลงทุนก่อสร้างท่าเทียบเรือ และอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับให้บริการสำหรับท่าเรือ F1, F2 รวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 35 ปี


กำลังโหลดความคิดเห็น...