xs
xsm
sm
md
lg

บอร์ด กทพ.สั่งเจรจาใหม่ เล็งต่อรองอายุสัญญาหลังมีเงื่อนไขเพิ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บอร์ด กทพ.สั่งเจรจาค่าชดเชยกรณีพิพาททางด่วนเรื่องทางแข่งขันและค่าผ่านทางกับ BEM เพิ่มเติม หลังมีเงื่อนไขใหม่ เล็งลดต่ออายุสัมปทานลงจาก 37 ปี “สุรงค์” คาดใน 2 สัปดาห์ชัดเจน มั่นใจจบในรัฐบาลนี้และไม่เป็นโฮปเวลล์ 2

นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กทพ.วันที่ 30 เม.ย.ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการเจรจาข้อพิพาทกรณีค่าชดเชยทางด่วน โดยบอร์ดอนุมัติให้คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางดำเนินการคดีข้อพิพาทตามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 และตามสัญญาเพื่อการต่อขยายโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนดี ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และคดีข้อพิพาทตามสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ระหว่าง กทพ.กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือ NECL ที่มีนายปกรณ์ อาภาพันธุ์ เป็นประธานไปเจรจากับเอกชนเพิ่มเติม เนื่องจากมีการตั้งข้อสมมติฐานใหม่และประเด็นเงื่อนไขที่ดีขึ้น เป็นทางเลือกใหม่ ที่มีการวิเคราะห์เข้ามาเพิ่ม โดยให้เร่งสรุปผลการเจรจาโดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบและให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด

“บอร์ด กทพ.ไม่อยากให้คดีทางด่วนเป็นโฮปเวลล์ 2 ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเจรจาแล้วต้องเจรจา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง ขึ้นกับความสามารถในการเจรจาของคณะอนุกรรมการฯ ซึ่ง ครม.มีมติเรื่องนี้ 2 ครั้งแล้ว ดังนั้น ควรสรุปให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้ คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์น่าจะมีข้อสรุป ส่วนจะได้ผลเป็นอย่างไรยังไม่ทราบ“

นอกจากนี้ บอร์ด กทพ.ยังได้รับทราบการแต่งตั้งนายสุทธิศักดิ์ วรรธนวินิจ รองผู้ว่าการฝ่ายกฎหมายและกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำการแทนผู้ว่าฯ กทพ.

โดยล่าสุดบอร์ด กทพ.ครบประกอบแล้ว โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เข้ามาเป็นกรรมการ กทพ.แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล

ด้านนายสุทธิศักดิ์ วรรธนวินิจ รองผู้ว่าการฝ่ายกฎหมายและกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำการแทนผู้ว่าฯ กทพ.กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้รายงานความคืบหน้าการเจรากับเอกชน และเนื่องจากทางที่ปรึกษามีข้อสมมติฐานใหม่ๆ เข้ามา บอร์ดจึงให้คณะอนุกรรมการฯไปเจรจากับเอกชนเพิ่มเติม โดยล่าสุดบอร์ด กทพ.ได้ตั้งอนุกรรมการฯเพิ่มเติมอีก 3 คน ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด ,ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และผู้แทนกระทรวงคมนาคม (นายกฤชเทพ สิมลี อธิบดีกรมทางหลวงชนบท) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐเสียหายน้อยที่สุด

ทั้งนี้ เนื่องจากมีสมมติฐานที่เป็นปัจจัยอื่นเพิ่มเติมเข้ามาซึ่งบอร์ดให้นำไปเจรจากับเอกชนใหม่ โดยไม่เกี่ยวกับการเจรจาในเงื่อนไขที่ได้ข้อยุติแล้ว เช่น การปรับค่าผ่านทางปีละ 1 บาท โดยจะมีการปรับทุก 10 ปี และส่วนแบ่งรายได้ระหว่าง กทพ.และเอกชน ที่สัดส่วน 60:40 และการเจรจาข้อพิพาทรวมทั้งหมด ครอบคลุมทั้งกรณีข้อพิพาททางแข่งขัน และการปรับค่าผ่านทางของทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ระหว่าง กทพ.และ NECL และข้อพิพาท หนี้ค่าผ่านทาง ทางด่วนขั้นที่ 2 ระหว่าง กทพ.กับ BEM ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.

“คาดว่าคณะอนุกรรมการฯ จะเริ่มเจรจากับเอกชนได้ในสัปดาห์หน้า โดยมั่นใจว่าจะมีข้อสรุปเพื่อเสนอบอร์ดโดยเร็ว เนื่องจากหากยิ่งช้า ภาระค่าดอกเบี้ยวันละ 3 แสนบาทจะเพิ่มขึ้นทุกวัน ซึ่งนับจากวันที่ศาลพิพากษา ถึงขณะนี้ค่าดอกเบี้ยอยู่ที่ 40-50 ล้านบาทแล้ว”

รายงานข่าวแจ้งว่า จากที่ศาลปกครองมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 61 ให้ กทพ.จ่ายเงินชดเชยแก่บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด กรณีมีการสร้างทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ช่วงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ-รังสิต เป็นทางแข่งขันวงเงิน 4,200 ล้านบาท และกรณีรวมข้อพิพาทการปรับค่าผ่านทาง ที่พิพาททั้งหมดกับ BEM ทำให้มีวงเงินรวมกันประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งคณะอนุกรรมการฯได้เจรจาลดวงเงิน มาอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยขยายอายุสัญญาสัมปทาน ทางด่วนขั้น 2 ออกไปอีก 37 ปี โดยสัญญาสัมปทานเดิมจะสิ้นสุด ในเดือนก.พ. 2563 ขณะที่เอกชนจะมีการลงทุนประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ในการก่อสร้างทางเพิ่มเป็นทางด่วนชั้นที่ 2 จากอโศก-ประชาชื่น ระยะทาง 17 กม.

ทั้งนี้ กรณีการต่อสัญญา 37 ปี ยังมีข้อทักท้วงจากหลายฝ่าย บอร์ดจึงให้แนวทางเพิ่มเติมในการเจรจาลดระยะเวลาการขยายสัมปทานลดลงจาก 37 ปี ซึ่งทางเอกชนอาจจะต้องลดการลงทุนลงในการเจรจาต่อรอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...