xs
xsm
sm
md
lg

เปิดกลยุทธ์ 3 บริษัทบิวตี้ไทยรุกตลาด “อี-คอมเมิร์ซ” เต็มแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ตามลำดับ ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ประกอบด้วย Alibaba (China) Amazon (U.S.) eBay (U.S.) JD.com และอื่นๆ


ส่วนตลาดในเมืองไทยบ้านเรา ปี 2561 ที่ผ่านมาถือเป็นประเทศที่มีมูลค่าการซื้อขายอีคอมเมิร์ซมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการซื้อแบบ B2C อยู่ที่ประมาณ 9.4 แสนล้านบาท แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักที่นิยม ประกอบด้วย LAZADA Shopee และ JD Central มีสินค้ารวมกันกว่า 75 ล้านรายการ คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 กว่าล้านรายการ โดยสินค้า 80% เป็นสินค้า Cross Border ที่มาจากผู้ขายต่างประเทศ และอีก 20% เป็นสินค้าในประเทศ
ในปีนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียถือเป็นกลุ่มประเทศที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตและสถิติน่าทึ่งมากมายเกิดขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน 4 ตลาดหลักอย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศจีนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มที่จะครองส่วนแบ่งการค้าในรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้นทุกปี


จากภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีแนวโน้มขยายตัวไม่หยุดหย่อน “แบรนด์ไทย” จำนวนไม่น้อยใช้โอกาสนี้แจ้งเกิดในเวทีระดับอินเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางซึ่งไทยได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกว่าเป็นตลาดผู้ผลิตและจำหน่ายที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะกลยุทธ์และความเคลื่อนไหวของแบรนด์ไทยทั้ง 3 บริษัทนี้ที่น่าจับตามอง คือ 1. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY), 2. บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (MISTINE) และ 3. บริษัทดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD

*** “บิวตี้ คอมมูนิตี้” รุกอีก 2 แพลตฟอร์ม
บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ BEAUTY BUFFET / BEAUTY COTTAGE / MADE IN NATURE และ BEAUTY MARKET


ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ในปี 2562 นี้บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจด้วยนโยบาย International Beauty & Health Business เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าสู่การเป็นแบรนด์ด้านความงามและสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีแผนขยายตลาดต่างประเทศจำนวน 15 ประเทศ ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายใน 10 ประเทศ และอีก 5 ประเทศเป้าหมายใหม่ในปีนี้ คือ อินเดีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บรูไน และแคนาดา ในรูปแบบของตัวแทนจำหน่าย Product Distributor, Shop Licence, Shop in Shop หรือ Counter sales รวมทั้งยังเน้นรุกตลาดประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีโอกาสทางธุรกิจสูง โดยมีแผนกระจายสินค้าผ่านช่องทาง Cross Border E-commerce อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่องทางนี้ถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับการค้าออนไลน์ในจีนที่รัฐบาลจีนมีมาตรการสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางโดยผู้ค้าออนไลน์จะได้รับสิทธิส่วนลดทางภาษีในอัตราพิเศษ


ในปี 2561 บริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 8 Platforms ได้แก่ TMALL, JD, Kaola, VIP, YUNJI, Little, Redbook, Beidiam, Jumei คาดการณ์ว่าปี 2562 จะมีอัตราการเติบโตสำหรับช่องทางการจำหน่าย CBEC มากกว่า 100% และในปีนี้มีแผนเจรจาเพิ่มจำนวน Platform อีก 2 ราย และยังขยายจำนวน SKUs สินค้าเข้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เซ็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย 2 รายในประเทศจีนเพื่อจำหน่ายสินค้า Scentio Milk Plus Whitening Q10 Facial Foam เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคจีนมากที่สุด และมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางตลาดหลัก General Trade แต่เพียงผู้เดียวในประเทศจีน (Mainland China) ระยะเวลาสัญญา 3 ปี (2562-2564) มูลค่า 4,500 ล้านบาท และสินค้ามาสก์หน้า T-BEAUTY แบรนด์ Beauty Buffet แต่เพียงผู้เดียว โดยผ่านช่องทางช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ในจีน ในช่วงต่อจากนี้บริษัทฯ จะทำงานร่วมกันกับตัวแทนจำหน่ายทั้งด้านกลยุทธ์การตลาด โปรโมชัน เชื่อมโยงทุกเครื่องมือการตลาดเข้าหากัน ชูจุดเด่นคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้กับลูกค้าในวงกว้าง

*** ‘มิสทิน’ ผนึก TMALL ขยายตลาดจีน

บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (MISTINE) สร้างชื่อและความแข็งแกร่งในตลาดไทยมากว่า 30 ปี วันนี้ ‘มิสทิน’ ก้าวไปอีกขั้นในฐานะ Interbrand ที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคเอเชีย โดยปัจจุบันมิสทินวางขายใน 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในอนาคตเตรียมเดินหน้าเข้าไปขยายการขายให้ครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย ฯลฯ


สำหรับกลยุทธ์การก้าวสู่สนามแข่งขันในฐานะ Interbrand ของเอเชีย การบุกตลาดต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าใจผู้บริโภคทั้งพฤติกรรม รสนิยม ความต้องการ อย่างตลาดจีนที่มิสทินกำลังโด่งดังและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในขณะนี้ บริษัทเข้าไปเปิดตลาดใน 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาด Color Cosmetics ของจีนเพิ่งเริ่มต้น ขณะที่ ‘แบรนด์’ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะผู้บริโภคจีนมองว่า แบรนด์ไทยเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ และสำหรับแบรนด์มิสทิน ผู้บริโภคจีนรับรู้ว่าเป็นแบรนด์ที่เกิดในไทยมานานกว่า 30 ปี จึงมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในสินค้า


“การที่เรา Joint Venture นำสินค้าเข้าไปขายใน E-Commerce โดยเฉพาะ TMALL ในเครืออาลีบาบา เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เราสำเร็จในจีน ซึ่งการขายผ่านช่องทางนี้จะเป็นในลักษณะ Cross Border E-Commerce ทำให้บริหารจัดการได้ง่าย เพราะไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการเรื่องเอกสารต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง และนอกจากการทำตลาด E-Commerce แบรนด์มิสทินยังมีการเปิด Flagship store ที่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน” ผู้บริหารของมิสทินกล่าว

*** “ดู เดย์ ดรีม”
บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD ขยายฐานต่างประเทศเจาะตลาดเวียดนาม ไต้หวันอินโดนีเซีย สร้างโมเดล ดิสทริบิวเตอร์ พร้อมรุกฟิลิปปินส์และจีนตามแผน คาดสัดส่วนรายได้แตะ 25-30% ปัจจุบันบริษัทได้มีการจำหน่ายใน 2 ประเทศ คือ ประเทศจีน และฟิลิปปินส์ ซึ่งฟิลิปปินส์ได้เริ่มเข้าไปขยายตลาดในปีที่ผ่านมา คาดว่าปีนี้จะมียอดขายราว 110-120 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดในประเทศจีน บริษัทคาดว่าจะทำยอดได้ใกล้เคียงปีก่อนราว 200 ล้านบาท โดยในจีนบริษัทได้มีการตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าหรือดิสทริบิวเตอร์ใหม่ 1 ราย ถือเป็นตัวแทนรายใหญ่ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ช่วยระจายสินค้าใน Mainstream E-Commerce และบริษัทยังวางแผนจะจ้างดาราจีนเพื่อโปรโมตสินค้าทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น จากกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายในประเทศจีนได้ เพราะตลาดจีนถือเป็นตลาดที่มีความท้าทายเป็นอย่างมากประเทศหนึ่ง


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีผู้ประกอบการหลายรายที่จะมุ่งเน้นขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคด้วยช่องทาง อีคอมเมิร์ซเพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตของยอดขาย แต่อุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก คือทำอย่างไรให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ เข้าถึงและครองใจกลุ่มลูกค้า ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการปรับตัวทางธุรกิจ แต่หากสำเร็จคงไม่ต้องถามถึงฐานลูกค้าทั่วโลกที่ใหญ่โตมโหฬาร


กำลังโหลดความคิดเห็น...