xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์” ลุยเจาะ 10 มณฑลจีน เผยจัดแมชชิ่งสุดเวิร์ก ซื้อทันที 200 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“พาณิชย์” ทำแผนเจาะ 10 มณฑลจีน เริ่มลุย ก.พ.นี้ คาดภายใน 3-6 เดือนเห็นผล ยอดส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นแน่ เผยนักลงทุนจีนสนใจย้ายฐานการผลิตมาไทย เตรียมประสานบีโอไอแจงสิทธิประโยชน์การลงทุน เล็งทำแผนเจาะอินเดีย แอฟริกาด้วย ส่วนผลการจัดแมชชิ่งผู้ซื้อทั่วโลกกับผู้ผลิตไทย คาดซื้อทันที 200 ล้าน ภายใน 1 ปี 1,800 ล้าน

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้นำแผนยุทธศาสตร์การเจาะตลาดจีนเป็นรายมณฑลที่ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้จัดทำไว้ 10 มณฑล ซึ่งเป็นมณฑลที่สินค้าไทยมีโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมาจัดทำแผนงานและกิจกรรมการทำงานในส่วนของกรมฯ เพื่อเจาะตลาดจีนทั้ง 10 มณฑล โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ก.พ.นี้เป็นต้นไป คาดว่าภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าจะเห็นผลจากมาตรการเชิงลึกในการเจาะตลาด ทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนขยายตัวได้เพิ่มขึ้น

การส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีนเดือน ม.ค. 2562 ติดลบ 16.7% เกิดขึ้นจากปัจจัยสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตสินค้าให้จีนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่เชื่อว่าตลาดจีนจะฟื้นกลับมาดีขึ้น หลังจากกรมฯ ได้นำยุทธศาสตร์เจาะตลาดจีน 10 มณฑลมาทำแผนปฏิบัติจริง และจัดกิจกรรมเชิงลึกที่จะมีการผลักดันการเจาะตลาดเป็นรายสินค้าและรายมณฑล โดยดูสินค้าที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตลาด คาดว่าจะทำให้ยอดการส่งออกไปจีนดีขึ้น และยังจะทำลักษณะเดียวกันนี้กับตลาดอินเดีย และแอฟริกา รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้รับการติดต่อจากนักลงทุนในจีนว่าสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมาไทย โดยจะจัดคณะนักธุรกิจมาไทยในช่วงเดือน พ.ค. 2562 เพื่อดูลู่ทางการลงทุน โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนสนใจย้ายฐานการลงทุนมาไทยส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย หรือกลุ่มเอสเคิร์ฟ ซึ่งกรมฯ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับในอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟต่อไป

สำหรับการทำแผนขยายตลาดอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (อียู) กรมฯ จะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นตลาดหลักที่สำคัญของไทย โดยตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีแผนที่จะเจาะเป็นรายสินค้า เช่น สินค้ากลุ่มผู้สูงอายุ สินค้าที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีโอกาส ส่วนตลาดอียู สินค้าเสื้อผ้า และอัญมณีก็ยังไปได้ดี โดยกิจกรรมที่จะดำเนินการมีทั้งการจัดคณะเจรจาการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างโอกาสให้แก่สินค้าไทย

น.ส.บรรจงจิตต์กล่าวว่า วันนี้ (26 ก.พ.) กรมฯ ได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Sourcing Forum ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่มีการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อจากต่างประเทศทั่วโลกเกือบ 200 บริษัท กับผู้ประกอบการไทยกว่า 500 บริษัท แบ่งเป็นการเจรจาซื้อขายสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคและสินค้าผลไม้ระดับพรีเมียม โดยที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นทุเรียน มังคุด ลำไย และส้มโอ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 1,000 คู่ มูลค่าซื้อขายเกิดขึ้นภายในงาน 200 ล้านบาท และมีการสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องตลอด 1 ปีไม่น้อยกว่า 1,800 ล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...