xs
xsm
sm
md
lg

PTTGC ลั่นสรุปโครงการปิโตรฯ ที่สหรัฐฯ ใน 4-5 เดือนนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“พีทีที โกลบอล เคมิคอล” ขอเวลา 4-5 เดือนก่อนตัดสินใจลงทุนโครการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่สหรัฐฯ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีเกินคาดดันค่าก่อสร้าง-ค่าแรงในประเทศขึ้น พร้อมกับดึงพันธมิตรยุโรปร่วมทุนตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกในไทยมูลค่า 2 พันล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้รายได้ใกล้เคียงปี 61 แม้ว่ามีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นแต่ราคาปิโตรเคมีอ่อนตัวลง

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่สหรัฐอเมริกาว่า บริษัทฯ เลื่อนการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายโครงการดังกล่าวออกไปอีก 4-5 เดือนนี้จากเดิมในไตรมาสนี้ หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีเกินคาดทำให้ค่าแรงและค่าก่อสร้างขยับสูงขึ้น ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะลงทุนต่อหรือไม่ แต่ก็มองว่าการลงทุนโครงการดังกล่าวมีความน่าสนใจอยู่เนื่องจากวัตถุดิบไม่แพงและพันธมิตรเกาหลีใต้ก็พร้อมที่ดำเนินการร่วมกันอยู่


“โครงการนี้มีความคืบหน้าไปมาก ต้องเอาให้ได้ ไม่พับแผนลงทุนแน่ เพราะเป็นประเทศที่มีวัตถุดิบถูก แต่เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีเกินคาด ทำให้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ดังนั้น ในอีก 4-5 เดือนข้างหน้าจะมีความชัดเจนการลงทุน ขณะที่แหล่งเงินทุนก็ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินยุโรป”


โครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ที่สหรัฐฯ ทางบริษัทฯ จะร่วมทุนกับบริษัท Daelim Industrial Co., Ltd. (DAELIM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเกาหลีใต้ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้โครงการรวมถึงการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อเดินหน้าโครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ที่สหรัฐฯ ขนาดกำลังการผลิตเอทิลีน 1.5 ล้านตันต่อปี ต่อยอดการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์ขั้นปลาย เช่น โพลีเอทิลีน ชนิดความหนาแน่นสูง (HDPE) และโมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) เป็นต้น โดยใช้อีเทนจาก ShaleGas มาเป็นวัตถุดิบ


นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อไปว่า บริษัทใกล้บรรลุข้อตกลงดึงพันธมิตรยุโรปที่จะเข้ามาถือหุ้น 30-50% ตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกครบวงจรขนาด 4- 4.5 หมื่นตันต่อปี จ.ระยอง มูลค่าการลงทุน 2 พันล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมทั้งจัดหาวัตถุดิบที่เหมาะสมคาดว่าจะชัดเจนภายในปีนี้ โครงการดังกล่าวใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือนแล้วเสร็จในปี 2563


ส่วนความพร้อมเพื่อผลิตน้ำมันให้ได้มาตรฐาน EURO 5 นั้น ปัจจุบันโรงกลั่นของบริษัทนับเป็นโรงกลั่นน้ำมันเดียวที่มีศักยภาพพร้อมที่จะผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 โดยไม่ต้องลงทุนใหม่เพิ่มเติม แต่ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตเพราะจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงยังต้องรอความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐ โดยยังคงมีเพียงการผลิตน้ำมันดีเซลตามมาตรฐาน EURO 4 เท่านั้น เนื่องจากโรงกลั่นของบริษัทผลิตน้ำมันดีเซลราว 450 ล้านลิตร/เดือน คิดเป็นกว่า 20% ของความต้องการใช้น้ำมันดีเซลราว 1,800 ล้านลิตร/เดือน ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นยังไม่มีการผลิตเข้าสู่ตลาดเช่นกัน

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จากการขายจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 5.15 แสนล้านบาท แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากการเข้าซื้อธุรกิจ PTA และธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ PET ของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เข้ามาเมื่อปีที่แล้ว แต่ราคาปิโตรเคมีมีแนวโน้มอ่อนตัวลง จากความต้องการที่อาจถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกและอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้น


ขณะที่บริษัทยังมุ่งให้ความสำคัญต่อการลงทุนในประเทศเป็นหลัก โดยวางแผนจะลงทุนราว 1.5 แสนล้านบาทในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วง 3-4 ปี ซึ่งปีนี้ที่จะใช้เงินลงทุนราว 4 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงการต่อเนื่อง 2 โครงการใหญ่ ได้แก่ โครงการขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์ และโครงการ Propylene Oxide (PO)/Polyols รวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่บริษัทยังมองหาโอกาสลงทุนต่อเนื่อง


กำลังโหลดความคิดเห็น...