xs
xsm
sm
md
lg

แผนพีดีพีใหม่ฉลุย “กพช.” เด้งรับมหาดไทยเพิ่มซื้อไฟขยะอีก 400MW

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กพช.อนุมัติแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ (PDP 2018) ปี 61-80 เด้งรับนโยบายกำจัดขยะมหาดไทยเปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์ รวมของเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 900 เมกะวัตต์ พร้อมปรับเงื่อนไขซื้อไฟโรงไฟฟ้า SPP จากขยะชุมชนในพื้นที่เอกชนได้ด้วย นายกฯ สั่ง กฟภ.-กฟผ.ทำสมาร์ทกริด และค่าไฟที่ถูกลงเพื่อกระตุ้นลงทุนอีอีซี


นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เปิดเผยว่า กพช.ได้มีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 (PDP 2018) ซึ่งภายใต้แผนจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นถึงปี 2580 ไว้ที่ 77,211 เมกะวัตต์ โดยในสัดส่วนนี้จะเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ช่วงปี 2561-80 ทั้งสิ้น 56,431 เมกะวัตต์ แยกเป็นโรงไฟฟ้าหมุนเวียน 20,766 เมกะวัตต์ซึ่งจะมีโรงไฟฟ้าตามนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐช่วงปี 2561-80 ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขยะชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์จากเดิม 500 เมกะวัตต์รวมเป็น 900 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 120 เมกะวัตต์

“นโยบายกำจัดขยะทำให้ กพช.ได้เห็นชอบเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะเพิ่มขึ้นอีก 400 เมกะวัตต์เพื่อให้มากพอที่จะกำจัดขยะได้ทั่วประเทศตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีการศึกษาร่วมกับกระทรวงพลังงาน เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐ 120 เมกะวัตต์โรงไฟฟ้าที่จะเปิดรับซื้อตามนโยบายส่งเสริมของรัฐจะเป็น 520 เมกะวัตต์” นายศิริกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่เหลือที่จะอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ประกอบด้วยชีวมวล 3,376 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ 546 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัยหรือโซลาร์ภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2,725 เมกะวัตต์ พลังลม 1,485 เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม 44 เมกะวัตต์ เป็นต้น รวมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 18,176 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ 500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าระบบโคเจเนอเรชัน 2,112 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม 13,156 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน/ลิกไนต์ 1,740 เมกะวัตต์ ซื้อไฟต่างประเทศ 5,857 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าใหม่/ทดแทน 8,300 เมกะวัตต์ แผนอนุรักษ์พลังงาน 4,000 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ 56,431 เมกะวัตต์ โดยแผนพีดีพีใหม่จะมีสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล 35% ประกอบด้วยพลังน้ำต่างประเทศ 9% พลังงานหมุนเวียน 20% การอนุรักษ์พลังงาน 6% ผลิตไฟจากถ่านหินลดเหลือ 12% และก๊าซธรรมชาติ 53%

“แผนพีดีพีฉบับนี้ได้ประมาณค่าไฟขายปลีกช่วงปี 2561-80 เฉลี่ยที่ 3.58 บาทต่อหน่วย และแผนนี้จะทบทวนทุก 5 ปีหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้มีดำริมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมมือกันพัฒนาโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมกับทำแผนพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ หรือ Grid Connection ในภูมิภาค และระบบจำหน่ายรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคตเพื่อที่จะทำให้ค่าไฟถูกลงเป็นการดึงดูดการลงทุนในอีอีซี” นายศิริกล่าว

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กพช.ยังได้เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เสนอขอปรับปรุงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในสถานที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้าเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหรือเป็นเอกชนได้ด้วย

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กพช.ยังได้มอบหมายให้ กบง. และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไปพิจารณาแนวทางการดำเนินการโครงการพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์ภาคประชาชนปีละ 100 เมกะวัตต์ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติซึ่งคาดว่าจะเปิดรับซื้อได้ไม่เกินกลางปีนี้ โดยกำลังพิจารณาแนวทางการส่งเสริมในเรื่องของการเงินที่จะเข้าไปช่วย เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ออมสิน กรุงไทย ฯลฯ ส่วนหลังคาบ้านที่ติดตั้งนอกจากบ้านเรือนประชาชนอาจจะมีโรงพยาบาล และโรงเรียนด้วย


กำลังโหลดความคิดเห็น...