xs
xsm
sm
md
lg

“สมคิด” รับปี 62 เศรษฐกิจผันผวน แต่หลังกลางปีทุกอย่างจะดีขึ้น ขอรัฐบาลใหม่อย่ามัวทะเลาะกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รองนายกฯ ยอมรับปี 62 เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ขณะที่ไทยกำลังมีการเลือกตั้ง ยังไม่ชัดใครเป็นรัฐบาล แต่หลังกลางปีทุกอย่างจะดีขึ้น สงครามการค้าน่าจะคลี่คลาย ในไทยชัดเจนใครเป็นรัฐบาล แม้เป็นรัฐบาลผสมแต่ก็ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้เพราะศักยภาพของไทยมีอยู่ และรัฐบาลนี้ทำไว้ให้มากแล้ว ขออย่ามัวแต่ทะเลาะกัน

วันนี้ (7 ม.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา "KrungThai Next Thailand Economic Challenges 2019 ปีหมูทองเศรษฐกิจไทยไปต่อ?" ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ตอนหนึ่งว่า ปี 2562 เป็นปีแห่งความไม่แน่อน จากปัจจัยภายนอกที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความขัดแย้งกับจีนเรื่องสงครามการค้า ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงกับทุกประเทศ สหภาพยุโรป (อียู) ก็กำลังอ่อนแอ อังกฤษกำลังจะออกจากอียู ฝรั่งเศสมีปัญหากับผู้นำ เยอรมนีกำลังมีการเลือกตั้ง ประเทศที่ขึ้นอยู่กับการส่งออกอย่างไทยจะมีปัญหา ขณะนี้ตลาดหุ้นก็กำลังวิกฤตซึ่งส่งผลถึงเศรษฐกิจโลก และกระทบถึงราคาสินค้าเกษตรที่แปรผันตามตลาดโลกสูง ภาวะโลกตอนนี้จึงถือว่าอึมครึม

ขณะที่ประเทศไทยเจอ 2 เด้ง คือจะมีการเลือกตั้ง ภายในครึ่งปีนี้จึงจะรู้ว่าใครเป็นรัฐบาล เกิดความไม่แน่นอนว่านโยบายที่รัฐบาลนี้ทำอยู่จะทำต่อหรือไม่ นักลงทุนจึงรอดูสถานการณ์ ปีนี้จึงเป็นปีที่มีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภายนอกเราไม่กลัว เพราะรัฐบาลนี้จะประคองไว้ให้ดีที่สุด เราเคยทำได้แล้วตอนที่เราเข้ามาเศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.8 เราทำให้ขึ้นไปถึง 4.8 ก่อนลดลงมา 4.2 ในปีนี้ แต่ที่เราคุมไม่ได้คือสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ

แต่ทั้งนี้โอกาสของเรายังมีจากหลายปัจจัย ไม่มียุคไหนที่เราจัดการความสัมพันธ์กับจีนและญี่ปุ่นได้ดีเท่านี้ จีนจะเชื่อมกับเราผ่านโครงการเบลต์แอนด์โรด ทำรถไฟมาเชื่อมกับเรา และประกาศว่าเราเป็นเป้าหมายการลงทุน เพราะเราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นก็จะใช้เราเป็นฐานการลงทุนเพื่อขยายตลาดไปสู่ CLMV ไทยจึงมีโอกาสสูงมาก ขณะเดียวกันคู่แข่งของเราอย่างเวียดนามก็มาแรงมาก ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกันหรือไม่จริงจังเขาจะแซงเรา รวมทั้งมาเลเซียด้วย ถ้าเราทำไม่ดี นักลงทุนจะเลี้ยวเข้าไปเพื่อนบ้านของเราอย่างแน่นอน เราต้องทำให้เรามีจุดเด่นสูงสุด ให้โอกาสที่เปิดขึ้นมาอยู่กับไทยมากที่สุด

การปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตนเข้ามาดูแลด้านเศรษฐกิจมี 2 ภารกิจ คือ พยุงเศรษฐกิจให้อยู่ได้ กับการปฏิรูป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่ของง่าย รากฐานของประเทศคนไทยยากจน 20-30 ล้านเกษตรกร สินค้าแปรรูปมีน้อย ไม่มีข้อมูลด้านการตลาด ผลิตมาแล้วให้รัฐบาลขายและราคาต้องดี รัฐบาลเข้ามาแก้ปมตรงนี้ เปลี่ยนกระบวนการผลิต เอาเทคโนโลยีลงไป ต้องแปรรูปให้ได้ ต้องรู้ว่าจะขายให้ใคร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะทำแน่ๆ เรื่องการขายออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ทำมาเป็นสิบๆ ปี เราก็เข้ามาทำ อีอีซี สนามบิน เมืองการบิน ท่าเรือแหลมฉบัง เราต้องทำให้หมด ผู้ประกอบการใหม่ๆ หรือสตาร์ทอัพ เราต้องสร้าง ไม่เช่นนั้นสู้เขาไม่ได้

รัฐบาลต้องทำให้คนตื่นตัวเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนโลก ถ้าตามไม่ทันจะตกเทรนด์ เมืองจีนถึงขั้นก้าวกระโดด เวียดนามก็เริ่มเข้าสู่ดิจิทัลแล้ว ถ้าเราเข้าสู่ดิจิทัลไม่ได้ ไม่พัฒนาอะไรเลย อะไรๆ ก็จำนำ อะไรๆ ก็ประกันราคา

อย่างไรก็ตาม นายสมคิดกล่าวต่อว่า ภายในครึ่งปีถ้ารักษาสถานการณ์ให้ดีมันจะดีขึ้น สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ คงจะไม่กินเวลานานขนาดนั้น ในประเทศก็มีความชัดเจนของรัฐบาล สถานการณ์มันจะคลี่คลาย แล้วเราจะทะยานได้ เพียงแต่อย่ามัวทะเลาะกัน ด่ากัน สาดโคลนใส่กัน อยากให้สามัคคีกัน ให้โลกเห็น รัฐบาลหน้าอาจเป็นรัฐบาลผสม แต่ก็เป็นรัฐบาลที่รวมกันสร้างความยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเรามีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนอยู่แล้ว และปีนี้เราเป็นประธานอาเซียนอย่าให้เกิดเรื่องขายหน้าอีกครั้ง

คำต่อคำ : นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในงาน "KrungThai Next Thailand Economic Challenges 2019 ปีหมูทองเศรษฐกิจไทยไปต่อ?

ท่านรัฐมนตรีทุกท่าน มาพูดวันนี้ก็ตั้งใจว่าจะไม่ค่อยพูดอะไร เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะพูดอย่างไร การเลือกตั้งก็กำลังจะมีขึ้น รัฐบาลก็จะเน้นในเชิงของการเทคแคร์เรื่องหลักๆ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งปีหมูทอง ก็จะต้องเป็นรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉะนั้นการพูดวันนี้เป็นการบรรยายที่ยากมาก แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็จะพูดในฐานะกลางๆ จากคนที่ทำงานและมองไปข้างหน้า จากความคิดเห็นส่วนตัวของผม
เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เรามีการประชุมกันเพื่อจะจัดทำงบประมาณว่าปีหน้าจะเป็นกรอบวงเงินเท่าไร อย่างไร ออกมา วันนั้นก็มีการสรุปกันแล้วว่าตัวเลขปีที่ผ่านมา ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าจะอยู่ในช่วง 4-4.2 ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผลประกอบการของเดือนธันวาคมเป็นสำคัญ ถ้าธันวาคมดี การเบิกจ่ายดี มันก็มีโอกาสไปถึง 4.2 ถ้าไม่ดีเท่าไร มันก็จะลดลงมา แต่คงจะอยู่ในช่วง 4-4.2

ตัวเลขล่าสุดเรื่องของการลงทุน ก็เป็นข่าวที่น่ายินดี คือมันทะลุเป้า ทะลุพอสมควรทีเดียว การลงทุนดีมากเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีอีซี เพิ่มเป็น 100% ตัวเลขการท่องเที่ยวก็ฟื้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสำคัญๆ จะมีก็เรื่องของราคาสินค้าเกษตรที่ค่อยๆ กระเตื้องขึ้นมา ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯ พาณิชย์ รัฐมนตรีฯ เกษตรฯ ก็พยายามที่จะดูแลอยู่ในขณะนี้ ฉะนั้นปีที่ผ่านมาต้องถือว่าเป็นปีที่ ถ้าได้ถึง 4% ก็ถือว่าดีมากแล้ว มีเพียงเรื่องปัญหาของรากหญ้าที่ต้องดูแลกันอย่างจริงจังในอนาคตข้างหน้า

มองไปในอนาคต ผมมีข้อสังเกตอยู่ประมาณ 3 ประการ ประการที่หนึ่ง ผมคิดว่าปีนี้ ที่เราจะเห็นนี้ มีความไม่แน่นอนสูงนะ จะว่าอึมครึมมันก็อึมครึม แต่ว่าชี้ชัดลำบาก ประการหนึ่งมันเป็นความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยซึ่งเราคุมมันไม่ได้ แต่ว่าเราจะถูกกระทบจากมันแน่นอน ทุกคนก็รู้ว่าตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ก็สามารถสร้างความไม่แน่นอนสูงทีเดียว เพราะท่านเองตอนนี้เป็นทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศด้วยมั้ง เป็นทุกอย่าง จะว่าท่านผิด ก็ไม่ใช่ เพราะสไตล์ของท่านมาจากภาคเอกชน อย่างเช่นนโยบายต่างประเทศ ปกติเราอยู่ในการเมือง เรารู้การวางนโยบายต่างประเทศมันต้องละเอียดอ่อนทุกอย่าง แต่ท่านประธานาธิบดีทรัมป์ท่านสามารถตัดสินใจแป๊บๆ ได้เลย เหมือนกับการต่อรองทางธุรกิจ จะชัตดาวน์ ก็ชัตดาวน์ได้ อยู่ที่ว่าท่านจะให้เงินผมหรือเปล่า อย่างนี้เราไม่เคยเห็น แต่สิ่งเหล่านี้มันเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ท่านประกาศนโยบาย America first แล้ว พอเน้นนโยบายอเมริกามาก่อน ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของเศรษฐกิจอเมริกา ฉะนั้นมันก็เป็นการกลับหัวกลับหางกับสิ่งที่เคยทำมาแต่ในอดีต

ท่านต้องอย่าลืมว่า จริงๆ แล้วอดีตอเมริกายึดนโยบายการแยกตัวนะ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลก สมัยตั้งแต่ก่อนสงคราม แล้วเขาก็สร้างความเป็นปึกแผ่นของเขาได้ดีมากทีเดียว จนกระทั่งเขาเริ่มเข้ามาสู่สงคราม แล้วเขาก็ชนะสงคราม จากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาก็สามารถสร้างตัวได้ยิ่งใหญ่มาก และสามารถสร้างความสำคัญระหว่างประเทศ โดยที่ตัวเขาเองเป็นผู้นำ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังสงครามเป็นต้นมา

ความที่เขาสามารถสร้างอิทธิพลในโลกขณะนี้ได้ มันเป็นผลพวงจากสิ่งที่เขายอมเสียสละไปในโลก ฉะนั้นฐานะของเขาเองก็ค่อยๆ อ่อนลง แต่อิทธิพลในโลกสูงมาก นั่นมันเป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้น ฉะนั้นเศรษฐกิจของอเมริกาเองก็ลำบากในช่วงที่ผ่านมา การว่างงานก็สูง จีนในขณะนั้นก็ผ่านขึ้นมาได้ดีมากทีเดียว แต่เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเปลี่ยนแปลง America First ทุกอย่างเพื่อคนอเมริกันก่อน เพื่อเศรษฐกิจอเมริกาก่อน สินค้าซึ่งไม่ควรผลิตในอเมริกา ก็จะผลิตในอเมริกา ทุกอย่างให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น ท่านอยากจะสร้างกำแพง ท่านก็จะสร้างกำแพง ไม่ให้สร้างผมก็ชัตดาวน์ แล้วก็ต่อรอง ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน

เดิมทีท่านสร้างความสำคัญเอาไว้มากทีเดียว อเมริกานี่ ทั้งอียู ทั้งนาโต ทุกอย่างเลย ทั่วโลกเลย กลับมาสู่ฐานเดิมก็คือว่า นาโตอยากจะให้ช่วยก็ต้องจ่ายเพิ่ม ช่วยตัวเองมากหน่อย คือเขาเน้นตัวเขาเอง ฉะนั้น ลักษณะเช่นนี้ถ้าถามว่าเขาผิดหรือไม่ เราตอบแทนเขาไม่ได้ เพราะว่าเศรษฐกิจอเมริกามันดีขึ้นจริงๆ มีการผลิต มีการจ้างงาน ทุกอย่างมีขึ้นมา จีดีพีมันพุ่งขึ้นมา

แต่ในขณะเดียวกัน การที่เขาตัดสินใจรวดเร็ว เกิดความไม่แน่นอนสูง แล้วก็ไปสร้างเรื่องของ conflict กับทางจีน เรื่องสงครามการค้า ซึ่งภาคธุรกิจประเมินแล้วว่ามันมีความเสี่ยง ไม่ใช่แค่จีน ทุกประเทศในโลกมันโดนหมด ฉะนั้นภาวะที่ไม่สามารถทำนายอะไรได้แน่นอน นักธุรกิจไม่ชอบ ความเสี่ยงมันมี ฉะนั้นการทำอะไรก็แล้วแต่ของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ conflict ที่มีกับจีน ความอ่อนแอของอียู อังกฤษกำลังจะออกจากอียู ฝรั่งเศสกำลังมีปัญหาผู้นำ เยอรมันกำลังจะมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่ต้องรอดูเหตุการณ์ทั้งสิ้นเลย

ฉะนั้น ลักษณะเช่นนี้ถามว่าอะไรมันเกิดขึ้น ผมคิดว่าประเทศที่จะเจอปัญหามากที่สุดก็คือประเทศที่ต้องขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นสำคัญ ประเทศอย่างสิงคโปร์ ประเทศอย่างไทย ประเทศไต้หวัน อย่างจีน ลักษณะอย่างนี้จะถูกกระทบเยอะ การส่งออกของไทยก็เห็นภาพแล้ว จากบวกอยู่ดีๆ เปลี่ยนมาเป็นติดลบ ปริ่มน้ำ มันจะไม่กระทบได้อย่างไร ถ้ามัน depend on จีดีพี เกือบ 70% เป็นการส่งออก ฉะนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมา อย่าว่าแต่ไทยเลย อาเซียนก็โดน ไทยเรามันมีตัวแปรหลายตัว เพราะว่าทางการค้ามันไปส่งผลกระทบถึงทางการเงินทั่วโลก ตลาดหุ้นเขาบอกว่าตอนนี้เป็น the worst ของโลก ตั้งแต่ปี 2008

เมื่อตลาดหุ้นถูกกระทบ แน่นอนที่สุด มันก็กระทบทั่วโลก ท่านก็รู้ว่าถ้าหุ้นตกเมื่อไร ความมั่งคั่งมันก็หายไปรวดเร็วทีเดียว คนก็จับจ่ายซื้อของน้อยลง ไม่ค่อยกล้าจับจ่ายเท่าไร ฉะนั้นภาวะที่มันมีความผันผวนของตลาดหุ้นขณะนี้ มันทำให้ทุกคนมองปีหมูทองว่ามันยังเป็นหมูอยู่หรือเปล่า ราคาสินค้าเกษตร มันแปรผันตามราคาน้ำมัน ก็ยังเป็นที่กังวลอยู่ว่าปีนี้ราคาสินค้าเกษตรจะเป็นอย่างไร ในเมื่อสินค้าเกษตรของเราส่วนใหญ่นั้นมันเป็น commedity ราคาแปรผันตามตลาดโลกสูง ฉะนั้นปีนี้ผมเชื่อว่าทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลสินค้าเกษตรให้ดี

ภาวะที่เกิดขึ้นมาอย่างนี้ ผมก็มองว่ามันค่อนข้างที่จะอึมครึมนิดหน่อย และมีความไม่แน่นอนอยู่ ไทยเราเจอสองเด้ง เด้งหนึ่งคือจากภายนอกเป็นอย่างนี้ มีความไม่แน่นอนของมันอยู่ ทุกคนเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันก็เจอเด้งที่สอง คือเราจะมีการเลือกตั้ง เมื่อเรารู้ว่าเราจะมีการเลือกตั้ง เราก็รู้ว่ายังไงๆ ก็ภายในครึ่งปีนี้ล่ะ ใครจะมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลหน้าเป็นใคร นโยบายที่ผ่านมาจะยังคงต่อหรือไม่ เอาใจเขามาใส่ใจเรา นักลงทุนไม่ว่าจะต่างประเทศ ไม่ว่าจะเอกชนของไทยเอง ก็ต้องดูสถานการณ์เหมือนกัน ฉะนั้นผมถึงได้เรียนตั้งแต่ตอนต้นว่า ปีนี้จะมีความไม่แน่นอน แต่ว่าจะดีมาก ดีน้อย หรือไม่ดี มันขึ้นกับรัฐบาลที่จะต้องดูแลกันต่อไป

หน้าที่ของรัฐบาลนี้ก็คือว่า ดูแลจากวันนี้ให้ดีที่สุดไปถึงวันที่ส่งไม้ในการเลือกตั้ง หน้าที่นั้นคือการประคองเศรษฐกิจนี้ให้ดี ถ้าตลาดโลกมันทรุด เราก็อย่าทรุดตามเขา พยายามประคองไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราไม่กลัว เพราะตอนที่เราเข้ามาอยู่นั้น มันอยู่ที่ 0.8-0.9 เราดันจนกระทั่งมันมาถึง 4 กว่า 4.8 แล้วก็ปีที่ผ่านมาลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.2 ฉะนั้นการเผชิญสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลแต่ประการใด แต่เราต้องรับสภาพจริงว่าโลกมันเป็นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เราคุมมันไม่ค่อยได้ แต่สิ่งที่เราน่าจะคุมกันเองได้ คือสถานการณ์ภายในประเทศ ฉะนั้นเรื่องนี้ผมตอบแทนไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่นักการเมือง ประชาชน จะต้องช่วยกันดูแลเรื่องเหล่านี้

มิติที่สองที่ผมอยากจะพูดถึง เป็นข้อสังเกตของผม ก็คือว่า แม้ว่ามันจะมีความไม่แน่นอนที่เป็นอยู่ และมองไปข้างหน้า มันไม่ชัด แต่โอกาสมันมีนะ ผมเรียนท่านด้วยความสัตย์จริง โอกาสมันมีสูงมาก ผมจับเรื่องต่างประเทศมา 2-3 ปี ไม่มียุคไหนที่เราจะสามารถ handle กับจีน กับญี่ปุ่น ได้เท่ายุคสมัยนี้เลย นโยบาย Belt and Road ของจีนที่ลงมา ผ่านไทยลงไปข้างล่าง เราเป็นประเทศแรกๆ เลยที่เขาหมายตาไว้ ญี่ปุ่น ซึ่งลงทุนกับเรามากที่สุด ก็ใช้ไทยเป็นฐานหลักใหญ่เลยทีเดียว รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเราทั้งหมด handle ทั้งจีนและญี่ปุ่นอย่างมีดุลยภาพ

การประชุมล่าสุดที่ปักกิ่งของเขา นโยบายของจีน ญี่ปุ่น ซึ่งไม่เคยร่วมมือกันเลย ก็พูดกันชัดๆ เลยว่าต่อจากนี้ไปเขาจะมีการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม และยกชื่อประเทศไทยขึ้นมาเลยว่าประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของเขาในการลงทุน ก็เพราะว่าทุกคนมองเมืองไทยเป็นศูนย์กลางจริงๆ ของอนุภูมิภาคแห่งนี้

ในอาเซียน ผมถามท่านจริงๆ ไม่ใช่ประเทศไทยหรือที่ขณะนี้โดดเด่นค่อนข้างมากทีเดียว ที่ผ่านมา ตัวเลขจีดีพีที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นมา ตัวเลขแมคโครที่ไม่มีอะไรเสียเลย แถมยังมีโนบาย Belt and Road ของจีนลงมา ซึ่งทางรถไฟต่อลงไปถึงข้างล่างได้ในอนาคตข้างหน้า ญี่ปุ่นเข้ามาอยู่กับเรา อเมริกาก็เป็นมิตรเก่าแก่ของเรา เราไม่มีใครที่ไม่เป็นผู้ที่ไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่คนเดียว จีน ทางการส่งนักธุรกิจมาตั้งเท่าไร หวัง หย่ง มาเอง เกิน 500 คน เดินข้างหน้า แคร์รี แลม ฮ่องกง มาเอง มาตั้งออฟฟิศอีทีโอ ที่ประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ พูดง่ายๆ ว่าหัวหอกของจีนในการที่จะรุกสู่ต่างประเทศ ก็คือตัวฮ่องกง มาใช้ไทยเป็นฐาน บริษทเอกชนที่ทำให้ตัวเลขการลงทุนในไทยสูงมากๆ ในขณะนี้ ก็เพราะเขาจะใช้ไทยเป็นฐานในการขยายตัวสู่ CLMV ทั้งสิ้น

ฉะนั้น โอกาส เมื่อมันมาอยู่ตรงหน้า และเราก็เป็นผู้นำของ CLMV เราสามารถร่างตัวแผนพัฒนา มาสเตอร์แพลนของ CLMV จีน ญี่ปุ่น ตอบรับในการที่จะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้ ฉะนั้นนึกภาพดู ถ้าเราสามารถทำตัวเราเองได้ดีขณะนี้ ไม่มีอะไรที่มา disrupt มาทำให้มันเสียบรรยากาศ ไทยนี่ล่ะ โอกาสสูงมากอยู่หน้าประตู

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องรู้ว่าคู่แข่งน่ะมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมจะเรียนท่านเลยว่า เวียดนามนี่ รุนแรงมากนะ ผมจะบอกให้ ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกัน เอ้อระเหยกันนะ ในเวลาไม่นานนัก เขาจะแซงประเทศไทย ถ้าเราไม่จริงจังกับมัน จะเหนื่อย มาเลเซียนี่อย่าไปคิดว่ามหาเธร์อายุมากนะครับท่าน นิตยสารนิกเกอิเพิ่งเขียนในฉบับล่าสุด บอกว่ามหาเธร์นี่สามารถทำให้สิงคโปร์ look out of date เลยนะ เขาอายุ 90 กว่าก็จริง แต่ความคิดเห็นของเขานี่ยังก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา

สิงคโปร์ ผมกลับไม่เป็นห่วง เพราะว่าเขาอิ่มตัวแล้ว แต่ว่าประเทศอย่างเวียดนาม มาเลเซีย นี่คือคู่แข่งสำคัญของเรา ถ้าเราทำไม่ดี การลงทุนจากต่างประเทศเลี้ยวแน่นอน อย่าว่าแต่เขาเลย นักธุรกิจไทยก็เลี้ยว เพราะว่าข้างๆ เรามันโตเร็ว ฉะนั้นจะทำอย่างไรที่ตัวเราเองต้องทำตัวเราเองให้เป็นจุดเด่นสูงสุด เพื่อที่จะใช้โอกาสที่เปิดขึ้นมานี้ให้เกิดประโยชน์กับไทยมากที่สุด แทนที่จะเลี้ยวไปทางอื่น ตรงนี้มันอยู่ที่ตัวเราเอง ฉะนั้น การปฏิรูป การเปลี่ยนแปลง จึงสำคัญ

ตอนที่ผมเข้ามาใหม่ๆ ผมประกาศแล้วว่าภารกิจของคณะเศรษฐกิจมีอยู่ 2 ข้อ หนึ่ง คือ พยุงเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย เราทำได้สำเร็จ แต่ข้อที่สอง มันสำคัญมาก ซึ่งมันค้างมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยแล้ว คือการที่ประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง ฉะนั้นทันทีที่เข้ามา เราทำมากนะครับ ผมเรียนท่านว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศ การปรับปรุงทั้งหลาย ไม่ใช่ของง่าย และไม่ใช่แค่รัฐมนตรีแค่ไม่กี่คนนี้ แต่มันต้องทำให้ทุกคนในเมืองไทยซาบซึ้งใจว่ามันจะต้องทำร่วมกัน เพราะว่าปัญหามันไม่ใช่ง่ายๆ นะ ตัวอย่าง ท่านคิดว่าง่ายไหม มิติแรก คุณปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฐานรากของเรา จน ผมก็ถามว่ามันจนเพราะอะไร จนเพราะรัฐบาลนี้ใช่หรือไม่ มันไม่ใช่นะ ไอ้ที่สาดโคลนกันจะมาเลือกตั้งน่ะ ขอความกรุณาเลย ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า 20-30 ล้านคน เป็นเกษตรกรทั้งสิ้น สินค้าก็เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ แปรรูปน้อย มูลค่าน้อย การผลิตก็ไม่มีข้อมูลการตลาด ผลิตแล้ว ก็ไม่รู้ล่ะ รัฐบาลต้องเอาไปขายล่ะ ราคาต้องดี การเชื่อมต่อกับตลาดก็มีน้อย ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะไปแก้ปมตรงนี้มันคือการไปรดน้ำที่ราก มันต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต ต้องหาผู้นำเกษตรกรที่เขาสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้ ต้องเอาเทคโนโลยีลงไป ต้องแปรรูปสินค้าให้ได้ ที่สำคัญคือ จะขายใคร จะขายใครก็ชวนเอกชนมาชี้นำ เอาข้อมูลมา อนาคตกระทรวงพาณิชย์ต้องทำแน่ๆ ก็คือว่า อี-คอมเมิร์ซขายไปทุกๆ แห่งที่จะทำได้ การให้เกษตรกรรู้จักการใช้เว็บไซต์ ใช้อี-คอมเมิร์ซ ท่านคิดว่าง่ายไหมล่ะ

การท่องเที่ยว เรารู้ว่าเมื่อไรที่การท่องเที่ยวเลิกกระจุกตัว เราจะได้อานิสงส์สูงมาก นักท่องเที่ยวปีนี้ล่าสุด 38 ล้านคน ที่เชียงใหม่แห่งเดียว 10 ล้านคนโดยประมาณ ประมาณ 8-10 ล้านคน ภูเก็ตประมาณ 10 ล้านคน แทนที่มันจะกระจุกตัว ท่านสามารถ set ให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้เข้าไปตามเมืองรอง ไปตามหมู่บ้าน ทำได้ไหม ถ้าทำได้แปลว่าอะไร เพราะว่ารายได้จากการท่องเที่ยวมันไม่ใช่แค่โรงแรม ไม่ใช่แค่จ้างงาน แต่มันเป็นสินค้าเกษตร ชาวบ้านมีรายได้ที่มาจุนเจือกันได้ แต่สิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไร มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ท่องเที่ยว ต้องสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การคมนาคมต้องไปถึงได้

เคยไหม คมนาคมที่ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี เคยเน้นเรื่องของการไปต่างจังหวัดไหม รถไฟใช่ไหม ที่รัฐบาลนี้บอกว่าให้ทำรถไฟเชื่อมโยงจังหวัดรองๆ ลงมา เพิ่งประชุม คจร.ไป บอกว่าต่อจากนี้ไปรถไฟไม่ใช่จะออกจากกรุงเทพฯ นะ แต่มันหมายความว่า จากเชียงใหม่ จากโคราช จากขอนแก่น ให้มันต่อเป็นเส้นทางรถไฟย่อยๆ ออกไปสู่ต่างจังหวัด ให้คนสามารถไปมาสัญจรได้ ทุกอย่างเมื่อมันสร้างแล้ว ทางบกมันก็จะเชื่อมต่อกันเอง เมื่อคนไปเที่ยวได้ ชุมชนรู้จักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ท่านรู้ไหมว่างบประมาณที่เราเพิ่งมองผ่านไปเมื่อวันศุกร์ มีเงินสะสมอยู่ที่ท้องถิ่นเกือบ 6 แสนล้าน ซึ่งการเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลมีน้อยมาก เพราะว่าท้องถิ่นเป็นอิสระในการที่จะดูแลงบประมาณเหล่านี้ 6 แสนล้านนะครับ เราต้องปันเงินนี้เข้าไปทุกๆ ปี ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงกันได้ รู้จักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ท้องถิ่น อะไรมันจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาทันที สินค้าเกษตรก็จะสามารถขายสู่นักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ เกิดความเชื่อมโยงทุกอย่างของการผลิต การตลาด ต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ท่านคิดว่าง่ายไหม

ถ้าสักแต่ว่าพูด นโยบายเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย หาโอกาสเพิ่ม ผมได้ยินกับหูสองข้างบ่อยมาก นั่นมันตั้งแต่สมัยนู้น ผมยังอยู่นู่นเลย 15 ปี โลกมันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว คือยุคนี้สำคัญอย่างยิ่งที่ท่านต้องมีความคิดใหม่ๆ ออกมา นี่คือข้อแรกนะ ว่าท่านจะทำอย่างไร การที่คุณจะปฏิรูป เปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรสำคัญมาก ทำไมญี่ปุ่นสามารถเปลี่ยนภาคการเกษตรของเขาให้รุ่งเรืองได้ เพราะเขาเอาจริง ไม่ใช่สักแต่ว่าด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ด่าทอซึ่งกันและกัน ป้ายความผิดให้แต่ละคนๆ จริงๆ มันสั่งสมมาตลอด เอาง่ายเข้าว่า

การที่เข้าไปจุนเจือ ดูแลเกษตรกร เป็นเรื่องจำเป็น เพราะระยะสั้นเขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย คุณจะจำนำ คุณจะประกันรายได้ คุณจะประกันยุ้งฉาง คุณทำไปเถอะ แต่ว่าหัวใจก็คือต้องเปลี่ยนแปลงมัน สวัสดิการก็เหมือนกัน คุณให้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างเดียว คุณให้ได้ก็เพื่อที่จะพยุงให้คนซึ่งไม่ไหวแล้ว ให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์บ้าง แต่การปฏิรูปต้องเกิดขึ้น ข้าราชการต้องเช้าใจ เอาจริง จะพัฒนาให้วิสาหกิจชุมชนมีอี-คอมเมิร์ซ ต้องเอาจริงกับมัน ทุ่มเทกับมัน ของพวกนี้ผมจะบอกให้ เหนื่อยแสนสาหัสนะ ไม่ใช่เหนื่อยกายนะ เหนื่อยใจ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็แล้วแต่ คือการที่จะต้องให้คนหมู่มากร่วมพลัง ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง

เรื่องของ Infrastructure การเปลี่ยนแปลงจำเป็นมาก ไม่เคย move ไม่เคยเคลื่อนไหวมาเลยเป็นสิบๆ ปี ครั้งนี้ใช่ไหมที่มันเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ยังไม่จบ รัฐบาลนี้ถ้ามีเวลา 5 เดือน ต้องสานต่อให้ได้

อีอีซี ตัวสำคัญ เพราะการลงทุนมาลงที่นั่นเยอะมากทีเดียว เรื่องของสนามบิน เรื่องของเมืองการบิน เรื่องของแหลมฉบัง เรื่องของมาบตาพุด ทุกอย่างจะต้องพยายามเอามันออกมาให้หมด ให้เห็นชัดๆ ตัวเป็นๆ ว่ามันเกิดแล้ว

ทางใต้ เรารู้อยู่แล้วว่าลำบาก ถ้าคุณอาศัยแค่ผลิตผลการเกษตร ยาง ปาล์ม แล้วรอธรรมชาติ รอการจำนำ รอการประกัน มันไม่ใช่ รถไฟรางคู่ต้องลง และภายในปีนี้จะต้องเกิดโครงการขึ้นมา จากกรุงเทพฯ เชื่อมอีอีซี ลงไปให้ถึงชุมพร จากชุมพร ตัดดออกระนอง เพื่อให้การผลิตทั้งหลายสามารถออกไปสู่อันดามัน หรืออ่าวไทย

การท่องเที่ยวริมชายฝั่งต้องเกิดขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อไรก็แล้วแต่ที่การท่องเที่ยวเกิดขึ้นทางใต้ คนสามารถลงไปได้ง่าย การบินเชื่อมต่อได้ รถไฟเชื่อมต่อได้ มันจะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คนจะมีงานทำ ราคาผลิตผลดีมากๆ ฉะนั้นผมกำลังจะให้บีโอไอดูเรื่องของ Southern Economic Corridor และ Northern ด้วย อีสานด้วย ทำไปแต่ละโครงการออกมา เพื่อให้มาเกิดการพัฒนา การหมุนเวียน ไม่ใช่นั่งภาวนารอให้ฝนตก รอให้อย่าให้น้ำท่วม อย่างนั้นมันพูดง่ายทั้งนั้น

เรื่องของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทำไมเราถึงกังวลกับเรื่องส่งออก ท่านเข้าใจใช่ไหม โลกดี เราเป็นบวก 7-8% โลกไม่ดี เราติดลบ เพราะอะไร สินค้ามีไม่เกิน 5 ตัวที่หลักๆ ฉะนั้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทั้งหลาย แล้วก็รถยนต์ ตอนนั้นมันตก คุณโทรเช็กโตโยต้าได้เลยว่าเพราะอะไร สมมุติว่าตะวันออกกลางไม่ซื้อ เศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายรถยนต์ตก เหลือกี่ตัว เพราะฉะนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าโครงสร้างการส่งออกของเราแม้ว่าจะมี แต่มันไม่ใช่ตัวซึ่งสามารถสร้างมาร์จินใหญ่ๆ ให้เราได้ อุตสาหกรรมเป้าหมายต้องให้มันเกิดให้ได้ ถึงบอกว่าให้อุตตม รับผิดชอบเรื่องนี้เต็มๆ เมื่อไรที่มันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มันก็จะสามารถสร้างรากฐานในอนาคตได้

ผู้ประกอบการใหม่ๆ ผมพูดมาหลายครั้งแล้ ก็ไม่อยากจะพูดอีกแล้ว ถ้าคุณบอกว่าประเทศนี้อยู่ได้เพราะบริษัทเพียงแค่ไม่กี่สิบบริษัทใหญ่ๆ ในขณะที่จีนมีผู้ประกอบการใหม่ๆ เป็นล้านคน ทุกคนเป็น engine ของการเติบโต แล้วเราจะสู้เขาได้อย่างไร เวียดนามมีเลือดของพ่อค้าเต็มตัว ฉะนั้นเราก็จะต้องสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆ ขึ้นมา โอกาสที่เราให้มา 3-4 ปี ไปเช็กเลยว่าเราพยายามให้งบประมาณในการสร้างสตาร์ทอัพเยอะแค่ไหน 4 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเคยมีใครพูดถึงสตาร์ทอัพบ้างไหม ไม่เคยเลย หูไม่กระดิกเลย ตอนนี้ตื่นตัวแล้วใช่ไหม ต้องทำต่อไปเพื่อให้มันเกิดการประกอบการใหม่ๆ ขึ้นมา หลักสูตรมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยน เพื่อให้โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนทั้งกระบวนการผลิต เปลี่ยนทั้งผู้ประกอบการผลิต ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องพยายามเกื้อหนุนให้เกิดสตาร์ทอัพขึ้นมา เพราะเขาเองถ้าไม่มีสตาร์ทอัพ ในอนาคตข้างหน้าเขาก็จะอยู่ลำบาก แบงก์ทั้งหลาย ลองไม่มี FinTech สตาร์ทอัพ อนาคตจะอยู่ที่ไหน นี่คือสตาร์ทอัพ

Digital Economy เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ในช่วงเวลา 5 เดือนที่เหลือนี้ รัฐมนตรีที่มีอยู่ในขณะนี้ต้องพยายามให้เปลี่ยนผ่านให้ได้ไปสู่ Digital Economy ท่านรู้ไหมว่ามันจำเป็นมากๆ นะ เรากลัวว่าโลกไม่ดี เศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่จริงๆ แล้วขณะนี้โลกกลัวว่ามันจะเกิด disruption แรงมากจากเทคโนโลยีนี้ ผู้ประกอบการเจ๊งเร็วมากเลย

โตโยต้าวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กำลังพูดถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะไปลงสู่รถไฟฟ้าอย่างไร เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเร็ว ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลง คุณจะจบเลยนะ

ชาวบ้าน พฤติกรรมเปลี่ยน ใช่ไหม คนที่อายุ 20-30 เดี๋ยวนี้ซื้อของไม่ได้มาซื้อโชห่วยแล้ว โชห่วยนั่นรุ่นพวกผม แล้วเมื่อก่อนเวลาเราเดินออกจากบ้าน ปากซอย คุณมีหาบเร่แผงลอย คุณมีตลาดสด คุณมีร้านโชห่วย ซื้อของ เดี๋ยวนี้กี่คนเดินเข้าตลาดสด กี่คนเดินเข้าโชห่วย โน่น โมเดิร์นเทรดทั้งนั้น ฉะนั้นภาวะซบเซาอย่างนี้ มันไม่ใช่ซบเซาชั่วคราวนะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงมันอย่างเร็ว หาบเร่แผงลอยก็จะลำบาก เราต้องหากระบวนวิธีที่จะรองรับเขา สิ่งเหล่านี้ ถ้าหากว่าทิศทางการค้าขายมันเปลี่ยนแปลงไป เขาจะอยู่ได้อย่างไร

ตอนนี้ข้างหน้าผมนี่สื่อทั้งนั้นเลย กำลังจะถูกเลย์ออฟเยอะนะ ขอแสดงความเป็นห่วงล่วงหน้านะ เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ใครเปิดหนังสือพิมพ์อ่านบ้างล่ะ ทุกคนออนไลน์หมดแล้วใช่ไหม โฆษณาก็ไปออนไลน์หมด แล้วใครจะจ้างเรา จะจ้างอย่างไร นี่ผมเห็นลูกศิษย์ลูกหาผมที่รักกันดี ไปกันทีละคนๆ ผมถามว่าคุณมีลูกมีเมียแล้วนี่ แล้วจะไปทำอะไรกิน เป็นห่วงเขานะ ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ธุรกิจก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดีพาร์ตเมนต์สโตร์สมัยนี้ใครไปซื้อของล่ะ มีแต่ไปกินข้าวกันทั้งนั้น อย่างนี้จะทำอย่างไรให้คนไทยตื่นตัว เปลี่ยนแปลงให้เร็ว

เรื่องคิวอาร์โค้ด ต้องเร็ว ทุกอย่าง มีคนมาแขวะว่าคิวอาร์โค้ดไม่เห็นเกิดเลย มันเป็นไปไม่ได้ในเมืองไทย คุณไปดูเมืองจีนสิ อาแป๊ะ อาซิ้ม คิวอาร์โค้ดหมด เงินสดเขาไม่ใช่กันแล้ว

ถ้าธุรกิจเปลี่ยน คนเปลี่ยน กระบวนการผลิตเปลี่ยนไหม เปลี่ยนแน่นอน AI เกิดแน่นอน มันใช้ข้อมูลหมด สมัยนี้บ้านจัดสรร โทษทีนะ สมัยก่อนจ้างอาจารย์ทำ market research วิจัยตลาด เดี๋ยวนี้เขาทำ AI นะ คุณเอาข้อมูลใส่โครมเดียว เอาทุกอย่างใส่โครมเดียวเข้าไป คุณรู้เลยว่า บ้านแบบนี้คนต้องการในอนาคตข้างหน้า ร้านเสื้อผ้าใหญ่ๆ ระดับโลก เวลาเขาโชว์แฟชั่นโชว์ กี่เจ้าๆ ใส่เข้าไป เขารู้เทรนด์ก่อนเลยว่าอนาคตเสื้อผ้าจะออกมาแบบไหน แล้วเมืองไทยยังจะมานั่งดีไซน์อยู่ในบ้านเราน่ะเหรอ จะขายให้ใคร คุณดูยูนิโคลสิ ฉะนั้นทุกอย่างมันกำลังพลิกอย่างนี้ หน้าที่รัฐบาลคือทำอย่างไรให้เกิดความตื่นตัว เอื้อให้เอกชนสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็ว Digital Economy มันจะทำให้ประเทศที่เปลี่ยนทัน โตเร็วมาก ประเทศที่เปลี่ยนไม่ทัน ตกเวทีเลย ท่านว่าจริงหรือไม่จริง

ในห้องนี้ สมมุตินะ ถ้าผมสามารถทำให้ห้องนี้สามารถที่จะค้าขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ ทุกคนจะสามารถมีบริษัท มีคน 4-5 คนได้ เป็น engine ของการเติบโตในอนาคตทั้งนั้น คุณสร้างได้สัก 1 แสนราย มันสามารถสร้างงานได้เท่าไร ไม่อย่างนั้นเมืองจีนมันไม่ก้าวกระโดดแบบนี้หรอก แต่ว่าเขามาสู่อันนี้แล้ว เวียดนามก็มาสู่อันนี้แล้ว เราเห็นแล้วว่ามันต้องมาทางนี้ ฉะนั้นหน้าทีนี้คือของใคร มันก็คือของรัฐบาล ของเอกชน และของรัฐบาลหน้า ถ้าคุณเปลี่ยนแปลงสู่ Digital Economy ไม่ได้ Digital Economy มันไม่ใช่ว่ามี Infrastructure ให้คุณเล่นเกมนะ มันคือชีวิตของคนในอนาคตเลยนะ

การเรียนหนังสือ ท่านนึกดูสิ ถ้าประเทศอื่น เด็กต่างจังหวัดสามารถเสิร์ชอินเทอร์เน็ต เรียนรู้จากอินเทอร์เน็ตได้ แต่เรายังอยู่วัดลิงขบอย่างนี้ จะแข่งกันอย่างไร อนาคตจะสู้กันได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ผมถึงบอกไง โอกาสมาแล้ว หน้าที่เราคือทำอย่างไรให้ตัวเราสามารถดูดี แข็งแรง เปลี่ยนแปลง ทันสมัย เข้ากับมันได้ คนก็จะมาประเทศนี้ ถ้าเราไม่มีบุคลากร ไม่มี Infrastructure ไม่มีความคิดในการเปลี่ยนแปลงเลย ไม่มีแนวทางในการพัฒนาเลย อะไรๆ ก็จำนำ อะไรๆ ก็ประกัน ผมไม่อยากจะพูดอะไร เพราะว่ามันเลือกตั้ง แต่ขอร้องเลยว่า ข้อเท็จจริงมันคืออย่างนี้ ต้องช่วยกัน

มิติที่สามที่จะพูด นอกจากคุณต้องทำอย่างนี้แล้ว ผมบอกเลยว่า ปีนี้มันเลือกตั้งแน่นอน ผมเปิดบางกอกโพสต์วันนี้ หน้าหนึ่งเลย บทความเรื่องของการทำนายการเมืองที่จะเกิดขึ้น ไม่ทราบว่าท่านอ่านหรือเปล่า ผมว่าอันนี้เป็นความรู้สึกของคนทั่วไปนะ ความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ความขัดแย้งจะมีสูง การต่อรองจะมีสูง ทุกอย่างจะเคลื่อนลำบาก อันนี้มันเป็นกรอบความคิดของคนทั่วไปว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันนะ เมื่อไรที่มันมีรัฐบาลผสม เมื่อนั้นก็จะต้องเป็นอย่างนี้ มันเดินหน้าลำบาก ใช่ไหม

แต่ประเทศไทยไม่มีเวลาอีกแล้วนะ ปีนี้กับปีหน้าผมว่าเป็นปีที่สำคัญมาก ถ้าคุณสามารถขับเคลื่อนต่อเนื่องในเรื่องนโยบาย ทำประเทศไทยให้ดี ท่านเชื่อผมอย่างหนึ่งนะ ทันทีที่หมดครึ่งปี ถ้าท่านขับเคลื่อนนโยบายได้ดี ผมเชื่อว่า ณ ขณะนั้น 1. สถานการณ์โลกจะดีขึ้น ทั้งจีน ทั้งอเมริกา สู้กันมาตลอด มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเจ็บตัวทั้งคู่นั่นล่ะ มันจะมีการ settle บางอย่างก่อนสิ้นปีแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น

ข้อ 2 ความชัดเจนทางการเมืองมันจะเริ่มชัดแล้ว ได้รัฐบาลอย่างไร ความเคลือบแคลงของต่างประเทศที่ว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไร มันจะชัด ทุกอย่างมันจะค่อยๆ คลี่คลาย ฉะนั้นหน้าที่เราก็คือว่า ทำอย่างไรที่จะเซ็ตตัวเราเองให้พร้อมที่สุด เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไป เราก็สามารถทะยานออกไปได้ อย่ามัวแต่ทะเลาะกัน อย่ามัวแต่สาดโคลนกัน อย่ามัวแต่ด่ากัน ผมเห็นแล้ว นี่ผมไม่ได้พูดในฐานะรัฐบาลนะ ไม่ทันไรเกมการเลือกตั้งมันเกิดขึ้นมาแล้ว จะเอาประชาธิปไตย อีกฝ่ายไม่ประชาธิปไตย ไอ้นี่จะเอาไอ้นี่ ไอ้นี่จะเอาไอ้นั่น ผมถามอย่างนี้นะ แล้วมันได้อะไร มันได้อย่างมากก็เอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง ประเทศมันเสียใช่หรือเปล่า เพราะอะไร เพราะประเทศก็เจอความไม่แน่นอนอยู่แล้ว คุณจะทำให้ความไม่แน่นอนเป็นความสับสนเหรอ เพียงแค่ให้ได้อำนาจเปลี่ยนผ่านนี่นะ จริงๆ แล้วคุณต้องทำความไม่แน่นอนนี้ พิสูจน์ให้ชาวโลกเขาเห็นว่านี่ล่ะคือความแน่นอน หลังเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลผสม ผสมแล้วยังไงล่ะ เป็นรัฐบาลผสมซึ่งช่วยกันได้ไหมว่าจะเอาประเทศไทยผ่านตรงนี้ไปให้ดีที่สุด คิดอย่างนั้นเป็นหรือเปล่า ถ้าคิดไม่เป็นอย่าเป็นนักการเมืองเลย ทำลายการเมืองให้มันล้าสมัยเปล่าๆ

คิดสิ ข้างหน้าจะร่วมกันอย่างไร สร้างความแน่นอนให้มันเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอน สังคมต้องมาก่อน ประเทศชาติต้องมาก่อน พรรคมาทีหลัง ได้ยินนะ พรรคมาทีหลัง ต้องหาคนดีๆ มาทำงาน ไม่ใช่มานั่งจับจองพื้นที่ นี่ก็ฝากท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ข้างล่างนะ ผมไม่รู้ว่าพรรคไหนจะมานะ ฝากทุกพรรคล่ะ ท่านต้องร่วมกันทำงานได้ไม่ว่าจะพรรคไหน อายุก็น้อยๆ ทั้งนั้น 40-50 ทั้งนั้นเลย ทำไมต้องไปเอาอย่างคนรุ่นเก่า คิดใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ เอาคนเก่งๆ เข้ามา หนุ่มสาวเข้ามา ประเทศมันก็ดีกันเอง ใช่ไหม ไปกันเอง ถ้ามัวแต่ยึดของเก่า ติดกับของเก่า หลอกลวงปั้นเรื่องตลอดเวลา อย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร

ชาวบ้านจนน่ะ รู้ เกษตรกรก็ลำบาก จะเอาอย่างเก่าตลอดไปอย่างนั้นเหรอ ทำไมไม่คิดว่าจะช่วยกันอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น มีความรู้มากขึ้น เทคโนโลยีลงไป ช่วยกันให้สามารถที่จะสร้างตลาดให้เขาได้ นี่ต่างหากที่ควรจะคิดที่ควรจะทำ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ โลกจะเป็นอย่างไร เราไม่ห่วงอยู่แล้ว เราผ่านมาตั้งแต่เกิดวิกฤต 0.9 จนถึงอย่างนี้ได้ มันไม่ใช่ธรรมดานะ แล้วมาบอกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย รวยกระจุก จนกระจาย ผมถามจริงๆ นะ รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลยจริงหรือเปล่า แล้วที่ผมพูดมาทั้งหมดคืออะไร เอาแค่ว่าหาเสียงให้ชนะ มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ใช่ไหมครับ นี่ผมว่าผมจะพูดน้อยแล้วนะ

เอาล่ะ ไม่เป็นไร พูดให้ผู้จัดการ นี่ปีใหม่แล้ว ผมไม่พูดมากแล้ว ผมอยากให้สามัคคีกัน มันจะเลือกตั้งแล้ว พิสูจน์ให้ชาวโลกเขาดูเถอะว่าเมืองไทยมันเป็นเอกภาพได้ รัฐบาลผสมก็เป็นรัฐบาลร่วม เรียกให้มันดีๆ ได้ไหม รัฐบาลร่วมที่ทำเพื่อชาติ ร่วมสร้างชาติขึ้นมาให้มันยั่งยืน ทำได้ไหม ใช่ไหมครับ แล้วก็สร้างโครงสร้างใหม่ๆ ขึ้นมารองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า เรานี่ไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้วในอาเซียน ยิ่งเขามองว่าเราเป็นศูนย์กลาง

ประเทศที่มีความวุ่นวายสับสนจะเป็นศูนย์กลางได้ไหม เราจะเป็นประธานอาเซียนใช่ไหม ปีนี้ประธานอาเซียน สิบปีที่แล้ว ขอโทษนะ ประธานาธิบดีจีน ผู้นำทั้งหลาย ขึ้น ฮ.แทบไม่ทัน ขายขี้หน้าเขา สิบปีนี้ยังค่อยยังชั่วนะ นี่เขาจะมา เขาชักเกร็งนะ ต้องเอา ฮ. เอาเรือรบมาลอยรอหรือเปล่า อย่าให้ขายหน้าอีกครั้งที่สอง โลกพัฒนาแล้ว เราต้องพัฒนากับเขาบ้าง ฝากไว้แค่นี้ล่ะครับ

ขออวยพร ปีใหม่นี้ขอให้เป็นปีหมูทอง อะไรก็หมูๆ นะ ก็ขอให้ผู้จัดการเจริญรุ่งเรือง คุณปั๊บก็ดูแลธุรกิจให้ดีๆ ให้เป็นสื่อที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ ขอบคุณครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...