xs
xsm
sm
md
lg

ทอท.ชี้สุวรรณภูมิแน่นทำเรตติ้งตก ปรับแผนผุดเทอร์ 2 ฟื้นคุณภาพ ขึ้นฮับการบิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทอท.ยันแผนแม่บทสุวรรณภูมิเดิมมีปัญหาเชิงคุณภาพ ต้องปรับเพื่อเพิ่มระดับความพึงพอใจในการให้บริการของผู้โดยสาร หลังสุวรรณภูมิเจอวิกฤตแออัด จนตกมาอยู่ระดับ D ยันอาคาร 2 จะช่วยพลิกฟื้น และทำให้ไทยขึ้นที่ 1 ฮับการบินได้ เผยเบื้องต้น สศช.เห็นด้วยแล้ว รอชี้แจงภาพรวมเพิ่มเติมเท่านั้น คาดปลายปี ครม.เคาะเร่งเดินหน้าปี 65 รับได้ 90 ล้านคน

นายเอนก ธีระวิวัฒน์ชัย รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมสื่อมวลชนเพื่อดูจุดสำหรับก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 และอาคารส่วนต่อขยายด้านตะวันออก (East Expansion Building) และตะวันตก (West) โดยระบุถึงการปรับปรุงแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีถึง 5 ครั้ง ว่าเริ่มต้นแผนปี 2536 นั้น กำหนดโดยดูสภาพที่ดิน กายภาพ รูปแบบจราจรทางบก ทางอากาศ เส้นทางบิน มีการกำหนดตำแหน่งอาคารและรันเวย์ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ที่ดิน 2 หมื่นไร่ได้สูงสุด โดยทุกครั้งอยู่ภายใต้คำแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ขณะที่แผนแม่บทไม่ใช่คัมภีร์ ดังนั้น สามารถพัฒนาปรับปรุงได้เพื่อให้สอคล้องกับเป้าหมายธุรกิจและนโยบายรัฐบาล

ครั้งแรกปี 2536 ศึกษาโดย GEC ภายใต้นโยบายสนามบินคู่ (Dual Airport) มีอาคารผู้โดยสาร 2 หลัง, 4 รันเวย์รองรับ 100 ล้านคน/ปี ครั้งที่ 2 ปี 2546 นโยบายปรับเป็นสนามบินเดี่ยว (Single Airport) มี 2 อาคาร, 4 รันเวย รองรับ 120 ล้านคน/ปี คร้งที่ 3 ปี 2552 กลับไปเป็นนโยบาย Dual Airport มี 2 อาคาร, 4 รันเวย รองรับ 135 ล้านคน/ปี

ครั้งที่ 4 ปี 2554 นโยบาย Single Airport มี 3 อาคาร, 5 รันเวย์ รองรับ 135 ล้านคน/ปี ครั้งที่ 5 ปี 2561 นโยบาย Dual Airport มี 3 อาคาร, 4 รันเวย์ รองรับ 150 ล้านคน/ปี จะเห็นได้ว่านโยบายเรื่อง Dual Airport กับ Single Airport สลับไปมา

อาคาร 1 แน่น ทำระดับบริการสุวรรณภูมิตกต่ำ หมดหวังเป็นฮับต้องเร่งอาคาร 2 กอบกู้

เรื่องสำคัญคือ ออกแบบครั้งแรกเริ่มต้นมี 120 หลุมจอด โดยแบ่งเป็น 51 หลุมจอดประชิด (Contact Gates) ที่เหลือเป็น Bus Gate ในเชิงปริมาณถือว่าดี แต่ในเชิงคุณภาพต้องปรับปรุง เพราะผู้โดยสารไม่สะดวกสบาย โดยเริ่มที่รองรับ 30 ล้านคน มี 1 อาคารผู้โดยสาร มีอาคารเทียบเครื่องบิน ต่อมาปรับให้รองรับที่ 45 ล้านคน/ปี ก็ยังมี 51 หลุมจอดเท่าเดิม วันนี้ผู้โดยสารเติบโตผิดปกติ ไปถึง 65 ล้านคน ก็ยังมีที่ 51 หลุมจอดประชิดอาคารเท่าเดิม ซึ่งที่ยังรองรับได้ สนามบินไม่แตก เพราะ ทอท.ได้มีการปรับปรุงเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคาร แต่กายภาพคับคั่ง ผู้โดยสารเดินไกลขึ้น ต้องนั่งรถไปขึ้นเครื่องไม่สะดวก มีสภาพเป็นคอขวดทำให้กระทบต่อระดับการให้บริการหรือ Service Level ที่ตกจากระดับ C มาอยู่ที่ ระดับ D ซึ่งเท่ากับการไม่ได้ขึ้นเป็นที่ 1 และเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคด้วย

การปรับแผนพัฒนา โดยกำหนดเฟส 3 ที่มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 และรันเวย์ที่ 3 เข้ามาแทรก เพื่อเป้าหมายยกระดับ Service Level มาที่ C คือ ระดับพอใจกลางๆ และมุ่งหวังว่าจะปรับไปเป็นระดับ B และ A ที่พอใจมากในที่สุด ซึ่งอาคารใหญ่อาจไม่ใช่คำตอบมากกว่าความสะดวก รวดเร็ว ดังนั้นอาคาร 2 จะลดปัญหาที่มีของอาคาร 1 ได้มาก และอาคารหลังที่ 2 ลงทุนน้อยแต่ได้ประโยชน์สูง

โดยเมื่อเฟส 2 เสร็จ ในปี 2563 ประกอบด้วย อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1) มีเพิ่ม 28 หลุมจอด และมีอาคารผู้โดยสารด้านตะวันตก จะรองรับได้ 60 ล้านคน แต่ผู้โดยสารจริงจะมีถึง 71 ล้านคน เท่ากับยังไม่ทันต่อความต้องการ

แต่เมื่อมีเฟส 3 มาแทรก โดยเสร็จในปี 2565 จะมีอาคารหลังที่ 2 ที่มีหลุมจอดประชิดอาคารเพิ่มอีก 14 หลุมจอด รวมเป็น 93 หลุมจอดประชิดอาคาร รองรับที่ 90 ล้านคน ซึ่งดีกว่าเดิม ขณะที่คาดว่าในตอนนั้น จะมีผู้โดยสารประมาณ 75 ล้านคน แต่กรณีไม่มีอาคาร 2 แล้วไปทำอาคารตะวันออกและตะวันตกจะมี 79 หลุมจอด คือ 51 บวกกับ 28 หลุมจอดที่ Satellite 1 และรับผู้โดยสารที่ 75 ล้านคนเท่านั้น

“หากไม่มีข้อติดขัด ทอท.จะเซ็นสัญญาออกแบบอาคาร 2 กับดวงฤทธิ์ ซึ่งในทีโออาร์ได้กำหนดให้ออกแบบรายละเอียดความต้องการของอาคารไว้ชัดเจนแล้ว นอกจากนี้ ยังต้องออกแบบระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ระบบขนส่ง APM ภายในAirside เพื่อเชื่อมจากอาคาร 1 ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 สถานีระบบขนส่งด้าน Land side เพื่อเชื่อมไปยังสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ถนนยกระดับแยกจากมอเตอร์เวย์ และแลมป์ที่เข้าสู่หน้าอาคาร 2 พื้นที่จอดรถ พื้นที่สำนักงานสายการบิน โดยทั้งหมดจะต้องก่อสร้างอยู่ภายใต้งบ 4.2 หมื่นล้านบาท หากเกิน ทอท.จะไม่ยอมรับแบบ” นายเอนกกล่าว

เตรียมจ้างตรง 50 ล้าน ออกแบบขยายอาคารตะวันตก

สำหรับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านตะวันตกก่อน เพื่อลดปัญหาระหว่างการก่อสร้าง และทำได้รวดเร็วกว่าด้านตะวันออกที่มีปัญหามากกว่า ซึ่งในเดือน ต.ค.นี้ ทอท.จะจ้างที่ปรึกษารายเดิมที่ออกแบบอาคารด้านตะวันออก วงเงิน 50 ล้านบาท ให้นำแบบเดิมของอาคารด้านตะวันออกมาพัฒนาปรับปรุงแบบกลับด้าน ใช้เวลาปรับปรุงแบบประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งจะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ ครม.จะอนุมัติโครงการ และจะเปิดประมูลก่อสร้างได้ในราวต้นปี 2562 ส่วนแบบด้านตะวันออกที่ออกแบบไว้เสร็จแล้ว ค่าจ้าง 180 ล้านบาทนั้นยังสามารถใช้ได้

ยันอาคารหลักไม่ได้ก่อสร้างไว้เผื่อต่อขยายปีกตะวันออก-ตก

นายเอนกกล่าวถึงการก่อสร้างขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกและตะวันตกว่า ในการขยายอาคารด้านตะวันออก และตะวันตกนั้น จากการตรวจเช็กโครงสร้างอาคารหลักพบว่าคานที่มีเดิมไม่สามารถเกี่ยวหรือยึดโครงสร้างใหม่ที่จะต่อขยายได้จึงต้องสร้างโครงการใหม่หมด เนื่องจากหลังคาเดิมเป็นเพียงให้บังแดดเท่านั้น ดังนั้น หน้าตาของอาคารขยายทั้งสองด้านจะเป็นเหมือนกล่องที่เสียบเข้าไปใต้อาคารเดิม โดยจะต่ำกว่าอาคารเดิม 4 เมตร ขณะที่โครงสร้างจะแยกจากอาคารเดิม ระยะห่าง 2 เมตรโดยจะเปิดกระจกของอาคารเดิมประมาณ 3 บานและทำทางเชื่อมเพื่อให้ทั้ง 2 ส่วนทะลุถึงกัน เมื่อก่อสร้างด้านตะวันตกและตะวันออกเสร็จ อาคารผู้โดยสารปัจจุบันจะกลายเป็นอาคารที่มี 3 ห้อง ซึ่งต้องยอมรับว่าความสวยงามของสถาปัตยกรรมแสนล้านบาทจะหายไป

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เลื่อนการขยายปีกอาคารด้านตะวันออกและเร่งขยายปีกอาคารด้านตะวันตกแทน ในฐานะผู้บริหารสนามบินคงมองแบบคนทั่วไปไม่ได้ ทั้ง 2 ด้านใช้เงินเท่ากัน พื้นที่เท่ากัน ในแง่การก่อสร้างมีเทคนิคทำได้หมด แต่การทำหน้าบ้านแล้วเสี่ยงกระทบต่อการให้บริการ ผู้โดยสารเข้าอาคารไม่สะดวก และฝั่งนี้บริเวณชั้น 2 จะต้องรื้อทางเลื่อน รื้อย้ายจุด transfer ผู้โดยสาร ส่วนชั้น 4 รื้อบันไดเลื่อน 2 ตัว รื้อพื้นที่พรีเมียมของการบินไทย ดังนั้น เมื่อลงทุนเท่ากันทำไมไม่ไปทำหลังบ้านก่อน วันนี้ผู้โดยสารแน่นก่อ สร้าง 3 ปี กว่าจะเสร็จผู้โดยสารจะเป็น 70 ล้านคนแล้ว

“เราใช้ผู้อออกแบบรายเดิม ไม่เห็นมีประเด็นอะไร แค่เปลี่ยนทำเลจากตะวันออกไปตะวันตก มีตัวเลขสนับสนุนข้อมูลชี้แจง สศช. ทอท.ไม่ได้ปรับแผนเพื่อใคร แต่เพื่อแก้ปัญหาในอดีต ผมเป็นผู้บริหาร ต้องกล้าบอกสิ่งที่คิด และเสนอ สศช. และ ครม. ทุกอย่างอยู่บนเหตุผล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แต่เพื่อไม่ให้กระทบ Level Service หากเราต้องการให้สนามบินเป็นอันดับ 1 ก็ต้องบอกว่าที่คิดมามันผิดจะได้หรือไม่ ไปทำหน้าบ้านแล้ววุ่นวาย ไปทำหลังบ้านที่ได้พื้นที่เท่ากันใช้เงินเท่ากันก่อนไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าเมื่อขอและอนุมัติมาแล้วจะต้องทำตามนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ทั้งนี้ ถ้าเสนอ ครม.แล้วไม่ให้เราก็พร้อมทำด้านตะวันออกก่อนเหมือนเดิม” นายเอนกกล่าว

โดยขณะนี้ ทอท.ได้เสนอแผนลงทุนรันเวย์ที่ 3 มูลค่างาน 2.2 หมื่นล้านบาท, อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท และส่วนต่อขยายด้านตะวันตก (West Wing) ของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 มูลค่า 6,942.395 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเบื้องต้น สศช.เห็นด้วยแต่ต้องการให้ ทอท.ชี้แจงเพิ่มเติม ในภาพรวมการพัฒนาทั้งหมด ว่าจะทำอะไรบ้าง ได้ประโยชน์อย่างไร ซึ่ง ทอท.จะชี้แจงถึงเหตุผลที่วันนี้ยังไม่ได้อันดับ 1 เพราะติดอะไรบ้าง ซึ่งไม่ใช่แค่แผน แต่เป็นคุณภาพ และเป้าหมายของเฟส 3 ที่มีอาคารหลังที่ 2 จะทำให้มีขีดความสามารถบริการเหนือความความต้องการ และเป็นสนามบินที่สมบูรณ์แบบ สร้างความพอใจแก่ผู้โดยสาร









กำลังโหลดความคิดเห็น...