xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่” โชว์ศักยภาพนำของเสียผลิตไฟฟ้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่” โชว์ประสิทธิภาพ “โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากน้ำกากส่า” คว้ารางวัลไทยแลนด์เอนเนอร์ยี อวอร์ด 2018 ด้านพลังงานทดแทนดีเด่น สามารถลดต้นทุนพลังงานพร้อมสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าเข้าระบบ


นายปราโมทย์ สมชัยยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจรับบำบัดน้ำเสียให้กับโรงงานผลิตสุราของกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เปิดเผยว่า ในการดำเนิน “โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากน้ำกากส่า” เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จ โดยในปี 2561 บริษัทฯ ได้เข้ารับรางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมบนเวที Thailand Energy Awards 2018 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

แนวทางการพัฒนาโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากน้ำกากส่า เป็นโครงการที่บริษัทฯ รับดำเนินการในขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียให้แก่โรงงานผลิตสุรา บริษัท อธิมาตร จำกัด ใช้เทคโนโลยีระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิดที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพ นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำทดแทนน้ำมันเตาได้ 95-100% ส่วนก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มากเกินความต้องการจะนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยปี 2560 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 4,775,960 kWh ความสามารถการผลิตกระแสไฟฟ้าของโครงการดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน ทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ และส่วนหนึ่งยังขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ภายใต้แผนงาน พพ.ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 19 ปี ปีนี้มีโครงการรับรางวัล Thailand Energy Awards 2018 รวม 69 รางวัล โดย 25 โครงการได้รับคัดเลือกส่งเข้าร่วมประกวดในเวที ASEAN Energy Awards 2018 ที่จะจัดขึ้นในเดือน ต.ค.ที่ประเทศสิงคโปร์

ปัจจุบันกลุ่มไทยเบฟฯ มีโรงงานสุราในประเทศ 18 โรงงาน โดยมีโรงงานที่ดำเนินโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากน้ำกากส่า ซึ่งเป็นของเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตแล้ว 8 โรงงาน แบ่งเป็นการผลิตก๊าซชีวภาพ 5 โรงงาน ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี และปราจีนบุรี ซึ่งจะนำก๊าซชีวภาพมาเป็นเป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำทดแทนน้ำมันเตาในกระบวนการผลิต ส่วนก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้เกินความต้องการจะนำไปผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายไฟฟ้า 2 โครงการ กำลังการผลิตแห่งละ 1 เมกะวัตต์ ซึ่งการลงทุนในระบบดังกล่าวใช้เงินลงทุนราว 260 ล้านบาท/แห่ง


กำลังโหลดความคิดเห็น...