xs
xsm
sm
md
lg

“โออิชิ” งัด 4 กลยุทธ์สยายปีกอินเตอร์ ปั้น “แพกเกจฟูด” คู่ “เครื่องดื่ม-ฟูดเชน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ทีมบริหารโออิชิ (จากซ้าย) กชกร, ไพศาล, นงนุช, เจษฎา, มนต์ฤดี
ผู้จัดการรายวัน 360 - เมื่อแบรนด์ “โออิชิ” ในวันนี้และวันหน้ามิได้เป็นแค่แบรนด์ชาเขียว และร้านอาหารญี่ปุ่น แค่ตลาดในเมืองไทยต่อไปอีกแล้ว ความท้าทายครั้งใหม่เริ่มอุบัติขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การกุมบังเหียนของ “นงนุช บูรณะเศรษฐกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมงานมืออาชีพระดับแม่ทัพ
นงนุช บูรณะเศรษฐกุล
“เป้าหมายปีงบประมาณ 2561 บริษัทฯ มุ่งเน้นรักษาความเป็นผู้นำทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง และขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องในไทย และต่างประเทศ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในตลาดอาเซียนด้วยภายในปี 2563 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1. การเข้าถึงผู้บริโภค 2. นวัตกรรม 3. การใช้ดิจิตอลขับเคลื่อนธุรกิจ และ 4. การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งจะใช้งบลงทุนรวมปี 2561 นี้ประมาณ 600 ล้านบาท” นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กล่าว

ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของปัจจุบันมี 2 กลุ่มหลัก คือ 1. เครื่องดื่ม สัดส่วนรายได้ 52.1% และ 2. ร้านอาหาร สัดส่วน 47.9% แต่ภายในปี 2573 หรือปี ค.ศ. 2030 สัดส่วนรายได้จะเท่ากันใน 3 กลุ่มหลัก คือ 1. เครื่องดื่ม 2. ร้านอาหาร และ 3. อาหารพร้อมปรุงและพร้อมรับประทาน หรือ (Packaged Food) ซึ่งกลุ่มแพกเกจฟูดนี้ถือเป็นเรือธงกลุ่มใหม่ที่จะมีบทบาทมากขึ้น และมีสัดส่วนรายได้ 15% ในกลุ่มร้านอาหาร ที่นงนุชย้ำว่าปีที่แล้วแพกเกจฟูดเติบโตมากที่สุด และเติบโตเร็วกว่าส่วนที่เป็นร้านอาหารด้วย เราจึงหันมาดูตัวเราว่าเรามีจุดแข็งเรื่องอาหาร เรื่องการผลิต จึงน่าจะขยายมาส่วนนี้ให้มากขึ้น

สำหรับยอดขายปี 2560 (1 ต.ค. 59-30 ก.ย. 60) ของโออิชิ มีรายได้จากการขายรวม 13,551 ล้านบาท ลดลง 0.6% จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จาก 1. ธุรกิจอาหาร 6,497 ล้านบาท ติดลบ 0.8% 2. ธุรกิจเครื่องดื่ม 7,054 ล้านบาท ติดลบ 0.4% ขณะที่กำไรสุทธิรวม 1,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% จากปีก่อน แบ่งเป็น ผลกำไรสุทธิจาก 1. ธุรกิจอาหาร 210 ล้านบาท เติบโต 76.5% เนื่องจากการปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ธุรกิจเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิ 1,233 ล้านบาท เติบโต 22.8% จากการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และการจัดแคมเปญโปรโมชันที่โดนใจผู้บริโภค บวกกับการบริหารกำลังการผลิต และการบริหารงบประมาณการตลาดที่มีประสิทธิภาพ
กชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาหาร โออิชิ
นางกชกร อรรถรังสรรค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจอาหาร กล่าวว่า ตลาดอาหารแช่แข็ง และ Packaged Food เติบโตอย่างมาก จึงเตรียมแผนรองรับการขยายตัวของตลาด โดยมุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งให้โดดเด่น ทั้งรูปแบบ รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเรามีครัวกลางที่บ้านบึง ชลบุรีรองรับไว้แล้ว ด้วยกำลังผลิต 24,000 ตันต่อปี ขณะนี้เพิ่งจะเดินเครื่องแค่ 50% เท่านั้น ยังรองรับได้อีกหลายปีและจะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งภูมิภาคเอเชีย และกลุ่มสหภาพยุโรป ผ่านการซินเนอร์ยีกับพันธมิตรกลุ่มธุรกิจในเครือ

ตลาดรวมแพกเกจฟูดในไทยมีประมาณ 9,000 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว (2560) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 14,000 ล้านบาทในปี 2563 โดยที่ตลาดในไทยมีศักยภาพอีกมาก เนื่องจากปัจจุบันคนไทยยังรับประทานอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งน้อยมากเฉลี่ยแค่ 800 กรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ออสเตรเลียบริโภคมากถึง 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบาย ความเร่งรีบ และมีครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงส่งผลดีต่อการเติบโตของอาหารแช่แข็งสำเร็จรูปอย่างมาก
ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ     สายงานธุรกิจอาหาร โออิชิ
สำหรับกลุ่มร้านอาหาร นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร กล่าวว่า ตลาดรวมร้านอาหารทั้งหมดในไทยมีมูลค่า 400,000 ล้านบาทในปี 2560 เติบโต 2-4% โดยแบ่งเป็นส่วนของเชนร้านอาหารทั้งไทยและต่างชาติ 120,000 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ส่วนตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท โต 10%

แผนงานกลุ่มร้านอาหารรปี 2561 คือ 1. การขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกไลฟ์สไตล์ จากปัจจุบันมีรวม 8 แบรนด์ รวม 239 สาขา เฉลี่ยปีนี้จะเปิด 20 สาขาในไทย เน้นแบรนด์ชาบูชิ ส่วนต่างประเทศ รูปแบบที่ขยายมีทั้งขายแฟรนไชส์ หรือร่วมลงทุน เน้นแบรนด์ชาบูชิเช่นกัน โดยเปิดแบรนด์ชาบูชิที่พม่าแล้ว 2 สาขา ขณะนี้ในต่างประเทศอยู่ระหว่างการเจรจากกลุ่มทุนที่สนใจทั้งในลาว กัมพูชา คาดว่าจะสรุปเร็วๆ นี้ และกำลังศึกษาตลาดในเวียดนามด้วย

2. เปิดแบรนด์ร้านอาหารรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มพรีเมียมที่โออิชิยังไม่มี และเป็นตลาดที่น่าสนใจ 3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นและระบบการให้บริการต่างๆ ให้ทันสมัยขึ้น 4. ตอกย้ำคุณภาพสินค้าและบริการ
เจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม โออิชิ
ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มชาเขียว ตลาดรวมชาเขียวปี 2560 ติดลบ 6% และคาดว่าปีนี้คงทรงตัว ขณะที่โออิชิปีที่แล้วโต 5% และมีส่วนแบ่งตลาด 46% และเป็นผู้นำในทุกช่องทางการจำหน่าย เช่น ในโมเดิร์นเทรดโออิชิมีแชร์ 40% ในเทรดิชันนัลเทรดโออิชิมีแชร์ 53%

ด้านการจัดจำหน่าย เราใช้การซินเนอร์ยีระหว่างบริษัทในเครือไทยเบฟ โดยนำเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยในการกระจายสินค้า โดยเฉพาะในช่องทางขายในรูปแบบเดิม (Traditional Trade) ซึ่งเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการทำตลาดต่างประเทศ โดยผสานความร่วมมือ (Collaboration) ระหว่างบริษัทกลุ่มพันธมิตรในเครือ F&N ในด้านการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อรุกตลาดซีแอลเอ็มวี และเอเชีย พร้อมเลือกโฟกัสประเทศเป้าหมาย ได้แก่ กัมพูชา ลาว ยุโรป และประเทศ Middle East ซึ่งทำให้วันนี้ตลาดส่งออกของโออิชิโตมาก ล่าสุดเรายังเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในกัมพูชา

ปีนี้จะออกสินค้าใหม่แบบนวัตกรรม รวมทั้งการทำโปรโมชันส่งเสริมการขายที่หลากหลาย ส่วนต่างประเทศ เช่น กัมพูชา จะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเริ่มรุกตลาดพม่า รวมทั้งศึกษาตลาดเวียดนามด้วย ซึ่งตอนนี้เราได้จัดตั้งทีมอินเตอร์เนชันแนลคอมเมอร์เชียลขึ้นมา เป็นการรวมทีมขายกับทีมตลาดเข้าด้วยกันเพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” นางเจษฎากรกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...