xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ค้าปลีกในประเทศไทยปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


การออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการค้าปลีกควบคู่ไปกับพัฒนาการในด้านพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในภาคการค้าปลีกของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

มาตรการด้านภาษีใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เจาะจงไปที่เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้คนไทยบริโภคน้ำตาลน้อยลงเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับเร่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

ทั้งนี้ จะมีการคิดภาษีร้อยละ 20-30 ของราคาขายปลีกสำหรับเครื่องดื่มหวานที่มีน้ำตาล รวมทั้งคิดภาษีสุราที่ร้อยละ 45 ตามมูลค่าของเครื่องดื่ม นอกเหนือจากภาษีร้อยละ 50 ตามระดับแอลกอฮอล์ โดยระดับการคิดภาษีจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงหกปี

การจัดเก็บภาษีแบบใหม่อาจนำไปสู่การเป็นพันธมิตรระหว่างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กับสถาบันการศึกษา

ในขณะที่ภาษี ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในอุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว (FMCG) และการขายในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมาตรการด้านภาษีอาจจะนำไปสู่การเชื่อมโยงกับนักวิจัยด้านอาหารมากขึ้น

ด้วยภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้ผลิตสินค้าจำเป็นต้องผลิตผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำตาล และผู้ค้าปลีกจะต้องส่งเสริมสินค้าเหล่านี้ให้เป็นทางเลือกแทนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นสินค้าที่ราคาแพงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค รสนิยม และมาตรการด้านกฎระเบียบจะเป็นแรงผลักดันในการกระชับภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมการค้าปลีกเข้าหากันมากขึ้น นายเอกพล พงษ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัททิปโก้ฟู้ดส์ด้านการผลิตและส่งออกผลไม้กระป๋องและเครื่องดื่ม กล่าว

“นวัตกรรมต้องพึ่งพาอาศัยการสร้างพันธมิตร เราต้องทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและห้องทดลอง” เขากล่าวกับโอบีจี “ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจบางอย่าง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างพันธมิตรนี้ เราต้องการให้มหาวิทยาลัยคิดเชิงพาณิชย์มากขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคและชีวิตของผู้คน”

ผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไปซื้อของทางออนไลน์

นอกจากการออกกฎระเบียบใหม่แล้ว การเปลี่ยนแปลงวิธีการซื้อสินค้าของผู้บริโภคก็มีผลต่อรูปแบบการค้าปลีก

ความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ไปสู่การซื้อขายแบบดิจิตอล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลุ่มสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวเร็วจำเป็นต้องตามติด

ทั้งนี้ คาดว่าร้อยละ 10 ของครัวเรือนไทยจะใช้ช่องทางชอปปิ้งออนไลน์ในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 จากปีที่ผ่านมา โดยความนิยมในรูปแบบของการค้าปลีกนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการบริการออนไลน์ดีขึ้น

แม้ว่ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์จะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในยอดขายโดยรวมของธุรกิจค้าปลีก แต่สมาคมผู้ค้าปลีกแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าการเติบโตในระยะสั้นจะอยู่ที่ร้อยละ 15-20 ต่อปีเทียบกับการเติบโตโดยเฉลี่ยที่ร้อยละ 3-5 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของการบริโภคค้าปลีกโดยรวม ขณะเดียวกัน ผู้ค้าปลีกจำนวนมากกำลังลงทุนอย่างเต็มที่ในด้านดิจิตอล และมองไปทางระยะยาว

กิจกรรมล่าสุดในกลุ่มร้านขายของชำออนไลน์ดูเหมือนว่าจะช่วยกระตุ้นเทรนด์ดังกล่าวนี้

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกอาหารไทยได้รับการยกย่องว่ามีศักยภาพในการแข่งขันสูงมาโดยตลอด นายปาสคาล บิลโลว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวกับโอบีจี “แนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยจะมีผู้ค้าขายทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) รายใหญ่ เช่น JD.com ซึ่งร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลและรายอื่นๆ เข้าสู่ตลาด”

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสวนกับการลดลงเป็นเวลาสี่เดือน

ผลการสำรวจความคิดเห็นรายเดือนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้กลับมาฟื้นตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งนับเป็นบรรยากาศที่น่าพอใจสำหรับการลงทุนดังกล่าว

ดัชนี - ขณะที่ดัชนีต่ำกว่า 100 แสดงถึงแนวโน้มที่ทรุดลง และดัชนีมากกว่า 100 หมายถึงแนวโน้มการฟื้นตัว - ทั้งนี้ ดัชนีได้ชี้ว่าความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 74.5 เพิ่มขึ้นจาก 73.9 ในเดือนกรกฎาคม แม้ว่าตัวเลขดัชนียังคงต่ำกว่าระดับที่เป็นบวก ตัวเลขของเดือนสิงหาคมกลับเพิ่มขึ้นสวนกระแสหลังจากที่ลดลงเป็นเวลาสี่เดือน

ข้อมูลจากอินไซต์ รีเทล เอเชีย ระบุว่า แม้จะมีการเริ่มต้นที่ช้าสำหรับภาคธุรกิจส่วนนี้ ประกอบเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวในต้นปีนี้ การเติบโตของตลาดร้านขายของชำคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราการเติบโตประจำปีอยู่ที่ร้อยละ 7 ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 โดยยอดขายอาหารทั้งหมดผ่านกลุ่มร้านค้าปลีกต่างๆ คาดว่าจะมีมูลค่าสูงสุดถึง 1.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี พ.ศ. 2563 โดยเพิ่มขึ้นจาก 7.3 หมื่นล้านเหรียญในปี พ.ศ. 2558
กำลังโหลดความคิดเห็น...