xs
sm
md
lg

บอร์ดแข่งขันวางกรอบทำงาน หลังกฎหมายใหม่บังคับใช้

เผยแพร่:


คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้านัดประชุมครั้งแรก หลังกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ เผยจะยังคงทำหน้าที่ต่อ จนกว่าจะมีการสรรหากรรมการชุดใหม่ได้ ภายใต้กรอบระยะเวลา 450 วัน สั่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุด เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ จัดทำโครงการ และดูเรื่องบุคลากร ย้ำเรื่องเอาเปรียบทางการค้าที่ค้างเดิมกว่า 10 เรื่อง จะเดินหน้าพิจารณาต่อทันที

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้นัดประชุมครั้งแรก หลังจากที่พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2560 โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการทำงานในช่วงรอยต่อที่ยังไม่มีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ชุดใหม่ ซึ่งคณะกรรมการฯ ชุดเดิมจะยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ เพื่อไม่ให้งานสะดุด เพราะตามกฎหมายใหม่คณะกรรมการฯ ชุดเดิมจะยังคงทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการฯ กำหนดให้อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นเลขานุการฯ ไปก่อน จนกว่าจะมีเลขาธิการฯ คนใหม่เช่นเดียวกัน

โดยหลังจากนี้จะมีตั้งคณะกรรมการสรรหา กขค. ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ , เกษตรและสหกรณ์ , อุตสาหกรรม, คลัง , ยุติธรรม , สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทำการสรรหาคณะกรรมการ กขค. ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน จากนั้น กขค. จะทำการคัดเลือกเลขาธิการฯ ภายใน 180 วัน นับจากมี กขค. รวมแล้วทั้งหมดไม่เกิน 450 วัน นับจากวันที่ 5 ต.ค.2560

นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะทำงาน 3 คณะ โดยชุดแรกเป็นคณะทำงานเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) โดยจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของ สศช. ชุดที่ 2 เป็นคณะทำงานที่ดูเรื่องโครงสร้างของ สขค. อัตรากำลังคน และงบประมาณ และชุดที่ 3 ดูเรื่องบุคลากรว่าจะมาจากไหน โดยปัจจุบันมีกำลังคนอยู่ที่ 65 คน

ทั้งนี้ สขค. จะมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่ราชการ ไม่ใช่องค์การมหาชน แต่ทำหน้าที่คล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการต้องทำงานแบบเต็มเวลา

นายบุญยฤทธิ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนการเอาเปรียบทางการค้าที่มีอยู่เดิมประมาณ 10 เรื่อง จะถูกโอนมาเป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามกฎหมายใหม่ แต่ในการพิจารณาองค์ประกอบความผิด จะใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับเดิมปี 2542 ส่วนการลงโทษจะใช้โทษตามกฎหมายฉบับใหม่ปี 2560 เพราะกฎหมายต้องเป็นคุณกับผู้กระทำผิด โดยกฎหมายเดิมมีแต่โทษอาญา แต่กฎหมายใหม่มีโทษอาญาและทางปกครอง ส่วนคดีใหม่หลังจากวันที่ 5 ต.ค.2560 จะใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาตามกฎหมายใหม่ทั้งหมด

“ยืนยันว่า คดีที่ค้างอยู่ การพิจารณาจะไม่ล่าช้า เหมือนกฎหมายเก่า เพราะไม่ต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาอีก สามารถพิจารณาต่อได้เลย”นายบุณยฤทธิ์กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...