xs
sm
md
lg

สศอ. เตรียมดันลงทุนโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมัน 2 ชนิดสู่เชิงพาณิชย์

เผยแพร่:


สศอ. เผย เตรียมผลักดันการลงทุน 2 ผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันที่มีศักยภาพสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 หวังเพิ่มมูลค่าปาล์มน้ำมันไทย

นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (ผศอ.) เผย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เร่งศึกษาแผนที่จะนำไปสู่แนวการปฏิบัติในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเพื่อเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมโอเลโอเคมี ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ (Biofuels and biochemical) 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะการให้เกิดการผลิตโอเลโอเคมีเพื่อทดแทนการนำเข้า รวมถึงการส่งออกจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนยกระดับเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับนวัตกรรมให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยต่อไป

ทั้งนี้จากการระดมความเห็นเพื่อคัดเลือกเป้าหมายการพัฒนาโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันพบว่าไทยมีศักยภาพ 2 ผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนาเชิงพาณิชย์ คือ เมทิลเอสเทอร์ซัลโฟเนต (Methyl Raster Sulfonate : MES) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสารลดแรงตึงผิว (ถูกผสมในผงซักฟอก) ที่มีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนพบว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 384 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate on Return : IRR) ที่ร้อยละ 35.87 ระยะเวลาคืนทุน 3.41 ปี
กลีเซอรีนบริสุทธิ์ (Refined glycerin) ซึ่งมีคุณสมบัติใช้เป็นสารป้องกันการแข็งตัว เป็นสารบำรุงผิว จึงมักถูกใช้ในอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (เครื่องสำอาง) รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยาสูบ สีและกาว โดยราคาจะผันผวนตามราคาปิโตรเคมี เนื่องจากปัจจุบันกลีเซอรีนส่วนใหญ่ได้มาจากการผลิตไบโอดีเซล ทั้งนี้ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุนพบว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 188 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่ร้อยละ 36.12 ระยะเวลาคืนทุน 3.80 ปี

จากการศึกษามูลค่าทางเศรษฐกิจปี 2559 พบว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจโอเลโอเคมีอยู่ที่ 218,150 ล้านบาท ขณะที่การคาดการณ์ปี 2570 ของห่วงโซ่คุณค่าโอเลโอเคมีของไทย พบว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นเป็น 472,903 ล้านบาท โดยหากมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี คาดว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเป็น 608,975 ล้านบาท
กำลังโหลดความคิดเห็น...