xs
xsm
sm
md
lg

“อาคม” ติดเครื่อง แหลมฉบังเฟส 3 วงเงิน 8.3 หมื่นล้าน ใช้ ม.44 เร่งประมูลปี 60

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“อาคม” ยันใช้ ม.44 เร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 วงเงิน 8.3 หมื่นล้าน คาดเสนอคณะ กก.PPP ปลายปีนี้ เปิดประมูลปี 60 เผยมีเอกชนจีนและไทยรวม 3 รายสนใจลงทุน แบบ 100% ขณะที่ กทท.เซ็นสัญญาจ้าง ITD สร้างศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ วงเงิน 1,926 ล้าน สร้าง 18 เดือน จูงใจใช้รถไฟขนส่งสินค้าเชื่อมท่าเรือ ลดระยะเวลา ลดใช้พลังงาน ลดต้นทุนลอจิสติกส์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดและแนวทางในการลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 คาดว่าจะใช้เวลา 8 เดือน คาดว่าช่วงปลายปีนี้จะสรุปเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เพื่อขออนุมัติโครงการและเปิดประกวดราคาได้ภายในปี 2560 โครงการนี้จะใช้มาตรา 44 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดังนั้น เมื่อประกวดราคาเสร็จกระบวนการลงนามในสัญญาจะต้องรอรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) อนุมัติก่อน

โดยขณะนี้มีเอกชนจีน 2 ราย และไทย 1 ราย แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน คือ บริษัท ไชน่า เมอร์ชานต์ส และกองทุนของจีน อีกรายเป็นบริษัทคนไทย ซึ่งได้ส่งทีมงานเข้ามาขอข้อมูลเพื่อไปทำการศึกษา โดยเฉพาะเอกชนไทยสนใจลงทุน 100% ซึ่งรูปแบบลงทุนจะเปิดประมูล PPP เอกชนที่สนใจสามารถยื่นประมูลตามขั้นตอน ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งรัดการลงทุนเพราะเศรษฐกิจยังไม่โตเต็มที่ ต้นทุนต่างๆ จะยังต่ำ หากไปรอลงทุนช่วงที่เศรษฐกิจขึ้นไปแล้วจะไม่ทันเวลา โดยการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 นั้น เป็นเรื่องสำคัญเพราะท่าเรือไม่ใช่แค่บริการส่งออกและนำเข้าเท่านั้น ดังนั้นจะต้องพัฒนาท่าเรือไทยให้เป็นท่าเรือถ่ายลำ หรือ transshipment ports ด้วยซึ่งจะท่าเรือไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางน้ำในภูมิภาค (ฮับ)

สำหรับท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มูลค่าประมาณ 8.3 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 3-5 ปี เพิ่มขีดความสามารถรองรับได้อีก 8 ล้านทีอียูต่อปี จากปัจจุบันที่เฟส 1 และ 2 มีขีดความสามารถที่ 11-12 ล้านทีอียูต่อปี ขณะที่มีปริมาณสินค้าแล้ว 7 ล้านทีอียูต่อปี มีอัตราการเติบโตประมาณ 4-5% ต่อปี ดังนั้นการพัฒนาเฟส 3 ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้รองรับได้ทัน

เรือเอก สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการ กทท.กล่าวว่า ได้ศึกษาเปรียบเทียบการลงทุน 2 รูปแบบ คือ เอกชนลงทุน 100% ซึ่งภาครัฐจะไม่ต้องรับภาระ กับรัฐรับลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกับเฟส 1 และเฟส 2 โดยมีสัดส่วนประมาณ 40% เอกชนลงทุน 60% โดยจะเลือกรูปแบบที่ผลตอบแทนการลงทุนเหมาะสมที่สุด ขณะที่การคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ขณะนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น โดย 2-3 ปีที่ผ่านมา กทท.ได้ทำงานร่วมกันชุมชนฟังความเดือดร้อนและสิ่งที่ประชาชนต้องการ และเร่งเข้าไปแก้ไข นโยบาย รมต.คือ เน้นเรื่องสันติสุข ประชาชนอยู่ในชุมชนได้ มีอาชีพมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้

โดยวันที่ 21 เม.ย. นายอาคมได้เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) (Single Rail Transfer Operator : SRTO) ระยะที่ 1 ระหว่าง กทท.กับ บริษัท ITD-WH Consortium, บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท Henan Weihua Heavy Machinery Company Limited มูลค่าสัญญา 1,926 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน แล้วเสร็จเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นการปรับการใช้พื้นที่ของ ทลฉ.ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนด้านลอจิสติกส์ ประหยัดพลังงาน ลดปัญหาจราจรภายในท่าเรือและบนโครงข่ายถนน ส่งเสริมการใช้รางในท่าเรือ เชื่อมโหมด ถนน รางและท่าเรือเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางจาก 7% เป็น 15% ในอนาคต ที่สำคัญเป็นโครงการที่ต้องการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ

ทั้งนี้จะมีการก่อสร้างทางรถไฟต่อเชื่อมจากสถานีแหลมฉบังระยะทางประมาณ 4.3 กม. เข้าไปภายในท่าเรือพื้นที่โซน 4 ระหว่างท่าเทียบเรือชุด B และ C เนื้อที่ 600 ไร่ ก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟ และติดตั้งรางรถไฟ 6 พวงราง แต่ละรางมีความยาว 1,224-1,434 เมตร สามารถจอดขบวนรถไฟได้รางละ 2 ขบวน รวม 12 ขบวน ในเวลาเดียวกัน พร้อมติดตั้งเครื่องมือยกขนตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane : RMG) ทำงานคร่อม รางรถไฟได้ 6 รางในเวลาเดียวกัน ขีดความสามารถขนถ่ายสินค้าได้แล้วเสร็จ 1 ชม.ต่อขบวนจากเดิมประมาณ 2.5 ชม. สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ 2 ทีอียูต่อปี
กำลังโหลดความคิดเห็น...