xs
xsm
sm
md
lg

สาระสำคัญในข้อตกลงผ่าทางตันงบประมาณสหรัฐ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

         สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ได้อนุมัติ  งบประมาณระยะเวลา 2 ปี ด้วยคะแนนเสียง 332 ต่อ 94 เสียง ซึ่งจะขจัดความเสี่ยงที่จะมีการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐจนถึงวันที่ 1 ต.ค. 2015 
        ทั้งนี้ สภาผู้แทนฯได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเห็นชอบมาตรการดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับประเด็นทางการคลัง หลังจากที่ทำให้หน่วยงานรัฐบาลต้องปิดทำการบางส่วนเป็นเวลา 16 วันในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา  
        ในขั้นตอนต่อไป สภาผู้แทนฯจะส่งงบประมาณฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก โดยจะมีการลงมติในสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะยื่นให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามเพื่อรับรองเป็นกฎหมาย                         
        ข้อตกลงดังกล่าวสร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งสมาชิกของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน
        สมาชิกพรรครีพับลิกันกล่าวว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้มีการปรับขึ้นภาษีและสามารถหาหนทางใหม่ในการลดยอดขาดดุลงบประมาณ ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตกล่าวว่า ข้อตกลงนี้ช่วยลดแรงกดดันที่โครงการด้านการศึกษาและโครงการใช้จ่ายภายในประเทศโครงการอื่นๆได้รับจากมาตรการปรับลดงบรายจ่ายลงโดยอัตโนมัติ (sequester) นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังช่วยสกัดกั้นการปรับเปลี่ยนโครงการเมดิแคร์ (ประกันสุขภาพสำหรับคนชรา) และโครงการสวัสดิการสังคมสำหรับ คนชราด้วย
        นอกจากนี้ สมาชิกของทั้งสองพรรคสามารถกล่าวอ้างได้ว่า ข้อตกลงนี้ ช่วยสกัดการปรับลดงบรายจ่ายครั้งใหญ่สำหรับกองทัพสหรัฐ
        อย่างไรก็ดี ข้อตกลงนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารเครื่องบิน, ลูกจ้างรายใหม่ของรัฐบาลกลางสหรัฐ และทหารบางส่วนที่เกษียณอายุ
        ข้อตกลงนี้กำหนดระดับงบรายจ่ายของรัฐบาลกลางเป็นเวลาสองปีและจะช่วยลดความขัดแย้งด้านงบประมาณในสภาคองเกรสจนถึงวันที่  1 ต.ค. 2015
        ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาสำคัญในข้อตกลง โดยข้อตกลงนี้เป็นผลจากการเจรจาต่อรองกันระหว่างนายพอล ไรอัน ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันและนางแพตตี เมอร์เรย์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ ประจำวุฒิสภา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต:-      
       *SEQUESTER
        ข้อตกลงนี้ลดผลกระทบที่เกิดจากมาตรการปรับลดงบใช้จ่ายในวงกว้าง (sequester) ที่ได้ประกาศใช้ไปแล้ว โดยจะปรับเพิ่มงบรายจ่ายสำหรับหน่วยงานของรัฐบาลกลางและโครงการที่ไม่จำเป็นให้สูงขึ้นจากเดิม 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มงบ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2014 ที่เริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. 2013 และเพิ่มงบ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2015 โดยการเพิ่มงบนี้จะถูกแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียมระหว่างโครงการภายในประเทศและโครงการทางการทหาร
         *ระดับงบรายจ่าย
        ข้อตกลงนี้กำหนดระดับงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้ที่ 1.012 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2014 โดยเพิ่มขึ้น 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์  จากระดับเดิมที่ 9.67 แสนล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขระดับเดิมนี้เป็นตัวเลขที่ได้รับผลกระทบอยางเต็มที่จาก sequester ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงงบประมาณฉบับชั่วคราวในปี 2011 ซึ่งข้อตกลงใหม่นี้กำหนดงบใช้จ่ายทางการทหารไว้ที่ 5.205 แสนล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2014 โดยไม่ต้องปรับลดงบลง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. 2014 ตามแผนการเดิม นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่นี้ยังกำหนดงบรายจ่ายภายในประเทศไว้ที่ 4.918 แสนล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2014
        สำหรับปีงบประมาณ 2015 นั้น ข้อตกลงใหม่นี้กำหนดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้ที่ 1.014 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจากระดับเดิมที่ 9.95 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับผลกระทบจาก sequester
             *การปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณ
        นอกเหนือจากการลดผลกระทบจาก sequester ในระดับ 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว ข้อตกลงนี้ยังส่งผลให้มีการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณของสหรัฐลงได้อีก 2.0-2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับช่วง 10 ปีข้างหน้าด้วย  โดยผ่านทางการลดสวัสดิการของรัฐบาล, ลดงบรายจ่ายของรัฐบาล และเพิ่มรายได้ของรัฐบาล โดยนายไรอันเชื่อว่า มาตรการออมเงินเพิ่มเติมนี้จะช่วยจูงใจสมาชิกพรรครีพับลิกันให้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนข้อตกลงนี้เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ถึงแม้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนคัดค้านข้อตกลงนี้ โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงนี้ฝ่าฝืนเพดานงบรายจ่ายที่กำหนดไว้ภายใต้ sequester
        *สวัสดิการเงินบำนาญของรัฐบาลกลางสหรัฐ
        ข้อตกลงนี้จะช่วยให้สหรัฐออมเงินได้ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยผ่านทางการปรับเปลี่ยนโครงการเงินบำนาญสำหรับลูกจ้างของรัฐบาลกลาง และสำหรับทหารที่เกษียณแล้วแต่ยังอยู่ในวัยทำงาน โดยลูกจ้างของรัฐบาลกลางที่ได้รับการจ้างงานหลังวันที่ 1 ม.ค. 2014 จะต้องสมทบเงินเพิ่มขึ้นในระดับ 1.3 % ของค่าจ้างของตนเองเข้าสู่กองทุนเงินบำนาญในช่วง 5 ปีแรกของการทำงานนอกจากนี้ จะมีการลดเงินบำนาญสำหรับทหารลง โดยผ่านทางการปรับในส่วน ของค่าครองชีพ แต่ทหารที่มีอายุสูงกว่า 62 ปี และทหารที่เกษียณเพราะได้รับบาดเจ็บหรือพิการจะไม่ได้รับผลกระทบ
        *ค่าธรรมเนียมความปลอดภัยทางการคมนาคม
        ข้อตกลงนี้จะส่งผลให้มีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สายการบินต่างๆจ่ายให้แก่สำนักงานความปลอดภัยทางการคมนาคม ถึงแม้ข้อตกลงนี้ไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่แน่นอน แต่กลุ่ม อุตสาหกรรมสายการบินคาดการณ์ว่า จะมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมขึ้นเป็นสองเท่า สู่ 5 ดอลลาร์ต่อตั๋วเครื่องบินหนึ่งใบ และมาตรการนี้จะส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 1.0-1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา 10 ปี
        *การขยายมาตรการตัดลดงบรายจ่ายในส่วนที่จำเป็น
        มาตรการ sequester ที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงงบประมาณประจำปี 2011 มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปี 2021 อย่างไรก็ดี ข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะต่อเวลาออกไปอีกสองปีสำหรับมาตรการตัดงบรายจ่ายโดยอัตโนมัติในส่วนของโครงการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงโครงการเมดิแคร์ (ประกันสุขภาพสำหรับคนชรา) โดยการต่ออายุมาตรการนี้ออกไปถึงปี 2022 และ 2023 จะช่วยประหยัดงบได้ 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในเวลา 10 ปี โดยนายไรอันยกย่องข้อกำหนดนี้ว่า เป็นขั้นตอนแรกในการควบคุมงบรายจ่ายที่จำเป็น
          *มาตรการออมเงินอื่นๆ
        ข้อตกลงนี้บรรจุมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งรวมถึงการยกเลิกโครงการสำรวจทรัพยากรน้ำลึก และการยกเลิกเงินทุนสำหรับใช้ในคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (SPR) นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังปรับลดค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อการศึกษา, ขยายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมด้านศุลกากรและการควบคุมพรมแดน และขึ้นค่าพรีเมียมที่บริษัทเอกชนจ่ายให้แก่รัฐบาลกลางสหรัฐเพื่อค้ำประกันสวัสดิการเงินบำนาญ
         *สิ่งที่ไม่อยู่ในข้อตกลงนี้
        ข้อตกลงนี้ไม่ได้บรรจุมาตรการหลายมาตรการที่ถือว่ามีความสำคัญในการอภิปรายเรื่องงบประมาณโดยรวม โดยมาตรการเหล่านี้ได้แก่
        --การต่ออายุโครงการสวัสดิการว่างงานระยะยาวที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. สำหรับคนว่างงานชาวสหรัฐราว 1.3 ล้านคน
        --มาตรการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลที่เรียกร้องโดยพรรคเดโมแครต โดยการเพิ่มรายได้นี้กระทำผ่านทางการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีบางมาตรการสำหรับคนรวยและสำหรับบริษัทขนาดใหญ่
        --มาตรการปรับลดโครงการสวัสดิการของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นมาตรการที่เรียกร้องโดยพรรครีพับลิกันซึ่งระบุว่า การเติบโตของโครงการเมดิแคร์, เมดิเคด (ประกันสุขภาพสำหรับคนจน) และโครงการสวัสดิการสังคม ถือเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณในระยะยาว
        --แผนการเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลกลาง โดยเพดานหนี้ที่ระดับ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์จะหมดอายุลงในวันที่ 7 ก.พ. 2014และถ้าหากสหรัฐไม่ปรับเพิ่มเพดานหนี้ให้ทันเวลา รัฐบาลก็จะเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ภายในฤดูใบไม้ผลิปี 2014
(ข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์)
 
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
Executive Vice President.
RHB-OSK Securities (Thailand)PLC
RHB Banking Group
กำลังโหลดความคิดเห็น...