xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐผลักดันกฎโวล์คเกอร์สำเร็จ ปิดช่องโหว่แบงก์เทรดแบบมีความเสี่ยงสูง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

        ธนาคารของสหรัฐจะไม่สามารถทำกำไรขนาดใหญ่จากธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง (proprietary trading)  ได้อีกต่อไป หลังจากหน่วยงานควบคุมกฎระเบียบของสหรัฐเสร็จสิ้นการกำหนดกฎเกณฑ์ในการปิดธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งเคยทำกำไรให้แก่ธนาคารย่านวอลล์สตรีทได้เป็นจำนวนมากในช่วงก่อนเกิดวิกฤติสินเชื่อ
        กฎเกณฑ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่ากฎโวล์คเกอร์ โดยตั้งตามชื่อของนาย  พอล โวล์คเกอร์ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยกฎนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายด็อดด์-แฟรงค์ ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูปธุรกิจย่านวอลล์สตรีทในปี 2010 โดยกฎนี้ตั้งเป้าที่จะรับประกันว่า ธนาคาร
    จะไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อเก็งกำไรขนาดใหญ่ในแบบที่มีความเสี่ยงสูงได้อีกต่อไป เพราะความเสี่ยงดังกล่าวอาจกระทบต่อบริษัทหรือระบบการเงินในวงกว้าง
        ธนาคารหลายแห่งเคยตั้งความหวังว่าจะสามารถผ่อนคลายกฎ โวล์คเกอร์นี้ อย่างไรก็ดี เจพีมอร์แกนมียอดขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2012 และปัจจัยนี้กระตุ้นให้หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบตัดสินใจกำหนดกฎโวล์คเกอร์ที่เข้มงวด
        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบ 5 หน่วยงานของสหรัฐได้ใช้เวลา  ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาในการร่างกฎโวล์คเกอร์ที่มีความซับซ้อนสูงนี้  และหน่วยงานทั้ง 5 ก็ได้ลงนามในกฎโวล์คเกอร์ที่มีความยาวราว 900  หน้าเมื่อวานนี้ โดยมีการกำหนดขอบเขตที่แคบลงสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างถูกกฎหมาย
        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบ 5 หน่วยงานนี้ได้แก่ คณะกรรมการ การค้าสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐ (CFTC), คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐ, ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), สำนักงานคลัง (OCC) และบรรษัทประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC)
        นายโวล์คเกอร์ระบุว่า มาตรการจำกัดการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง ถือเป็นมาตรการที่สามารถปรับลดความเสี่ยงลงได้โดยง่าย   ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐยอมรับว่า ร่างกฎเกณฑ์ในขั้นสุดท้ายนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คาด
        ธนาคารหลายแห่งระบุว่า ทางธนาคารยังคงศึกษารายละเอียดใน  กฎเกณฑ์นี้อยู่ แต่ไม่คาดว่าทางธนาคารจะต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินงานครั้งใหญ่เพราะกฎดังกล่าว โดยธนาคารขนาดใหญ่อย่างเช่น  โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ปรับลดการดำเนินงาน  ในแผนกซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเองแล้วเพื่อเตรียมรับมือกับการประกาศกฎโวล์คเกอร์นี้
        อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มาตรการปฏิรูปนี้จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคาร โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ควบคุมกฎระเบียบจะตรวจสอบธนาคารต่างๆอย่างเข้มงวดมากเพียงใด เพื่อรับประกันว่าธนาคารไม่ได้พยายามปกปิดการเก็งกำไรไว้ในรูปแบบของการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต        
        นายแบรดลีย์ ซาเบล ทนายความของบริษัทเชียร์แมน แอนด์ สเตอร์ลิง  กล่าวว่า "ในอนาคตจะต้องมีการเขียนคู่มือสำหรับผู้ตรวจสอบว่าต้องตรวจสอบสิ่งใดบ้าง และเรื่องวิธีการบังคับใช้กฎโวล์คเกอร์ โดยคู่มือนี้จะถือเป็นเอกสารที่มีความสำคัญมาก"
        คำถามสำคัญประการหนึ่งก็คือว่า ธนาคารจะยื่นเรื่องคัดค้านในทางกฎหมายหรือไม่ โดยธนาคารในย่านวอลล์สตรีทเคยประกาศเตือนมาเป็นเวลานานแล้วว่า การกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจนเกินไป อาจสร้างความเสียหายต่อสภาพคล่อง ในตลาด และจำกัดความสามารถของธนาคารในการทำประกันความเสี่ยง
        ทางด้านกลุ่ม Better Markets ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านธนาคารขนาดใหญ่ แสดงการขานรับต่อกฎโวล์คเกอร์ขั้นสุดท้าย โดยระบุว่าสิ่งนี้ "ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจย่านวอลล์สตรีท"
        นายไบรอัน มอยนิแฮน ซีอีโอแบงก์ ออฟ อเมริกากล่าวว่า กฎโวล์คเกอร์ ส่งผลให้แบงก์ ออฟ อเมริกาสูญเสียรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส เมื่อแบงก์ ออฟ อเมริกาถอนตัวออกจากกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ถูกสั่งห้ามภายใต้กฎโวล์คเกอร์
        อย่างไรก็ดี นายมอยนิแฮนกล่าวว่า เนื้อหาของกฎโวล์คเกอร์ขั้นสุดท้ายไม่น่าจะส่งผลให้แบงก์ ออฟ อเมริกาต้องปรับเปลี่ยนสิ่งใดมากนัก 
        กฎโวล์คเกอร์มีผลบังคับใช้เพียงแค่กับธนาคารที่สามารถกู้เงินจากช่องทาง discount window ของเฟด หรือมีช่องทางเข้าถึงมาตรการค้ำประกันอื่นๆของรัฐบาลกลางสหรัฐ ขณะที่สถาบันการเงินที่ไม่มีช่องทางกู้เงินดังกล่าว  เช่น บริษัทเจฟฟรีส์ จะสามารถถือครองกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ต่อไป หรือ สามารถซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของตนเองได้ต่อไป
        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบของสหรัฐใช้เวลาในช่วง 2-3 ปีทีี่ผ่านมา ในการหาทางบรรลุข้อตกลงกันในการกำหนดเนื้อหาของกฎโวล์คเกอร์ โดยถึงแม้กฎนี้จะห้ามกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็จะยังคงอนุญาตให้ธนาคารสามารถแบกรับความเสี่ยงแทนลูกค้าได้ในฐานะของมาร์เก็ตเมคเกอร์, อนุญาตให้ธนาคารทำประกันความเสี่ยงได้ และให้ธนาคารแบกรับความเสี่่ยงในการทำอันเดอร์ไรท์หลักทรัพย์ได้ โดยภาคธนาคารระบุว่าการดำเนินงานเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อตลาด
        ข้อเสนอที่ออกมาในเดือนต.ค. 2011 เป็นข้อเสนอที่คลุมเครือ และรวมถึงคำถามเกี่ยวกับการขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างถูกกฎหมาย และการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง
        กฎที่ออกมาในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาคธนาคารในแง่ที่ว่า กฎนี้จำกัดการทำประกันความเสี่ยงในพอร์ทลงทุน โดยการทำประกันความเสี่ยงในพอร์ทลงทุนคือการที่ธนาคารทำการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อทำประกันต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นๆของธุรกิจ แต่ธนาคารบางแห่งอาจใช้ สิ่งนี้ในการซุกซ่อนการเก็งกำไร
        กฎขั้นสุดท้ายนี้ระบุว่า ผู้จัดการธนาคารต้องยืนยันว่า ธนาคารของตนมีแผนงานในการปฏิบัติตามกฎโวล์คเกอร์ 
        กฎขั้นสุดท้ายระบุว่า เทรดเดอร์จะไม่ได้รับเงินโบนัสก้อนใหญ่อีกต่อไป เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนสำหรับการลงทุนแบบเสี่ยงสูง และระบุว่าค่าตอบแทนควรที่จะ "ได้รับการออกแบบมาเพื่อไม่ให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง ซึ่งถืิอเป็นสิ่งต้องห้าม"
        อย่างไรก็ดี หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ลงในบางด้าน  ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลที่ได้รับการยกเว้นจากกฎโวล์คเกอร์ และการลดประเภทของกองทุนเฮดจ์ฟันด์และกองทุนหุ้นเอกชนที่ธนาคารไม่สามารถลงทุนได้สูงเกินกว่า 3 % ของมูลค่าทั้งหมดของกองทุน
        นอกจากนี้ ผู้ควบคุมกฎระเบียบยังได้ขยายเส้นตายสำหรับธนาคารในการปฏิบัติตามกฎใหม่นี้อย่างเต็มที่ออกไปอีก 1 ปี โดยยืดเวลาไปถึงเดือนก.ค. 2015 เนื่องจากธนาคารมักจะไม่สามารถปฏิบัติตามเส้นตายได้ทันในช่วง ที่ผ่านมา โดยอาจจะมีการเลื่อนเวลาออกไปได้อีกด้วยในอนาคต
        ขณะนี้ นักกฎหมายพยายามมองหาจุดอ่อนของกฎโวล์คเกอร์นี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในศาลเพื่อคว่ำกฎหมายนี้ ในขณะที่หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบเองก็เผชิญกับความเห็นที่ขัดแย้งกันเองภายในองค์กรเกี่ยวกับกฎนี้ เช่นกัน
        นายสก็อต โอ'มาเลีย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันใน CFTC กล่าวว่า เขามีเวลาเพียง 3 สัปดาห์ในการศึกษาเอกสารที่มีความยาวมากฉบับนี้ และสิ่งนี้ถือเป็นการออกกฎอย่างไม่เหมาะสม
        นายแดน กัลลาเกอร์ สมาชิกก.ล.ต.สหรัฐเปรียบเทียบกฎนี้เหมือนกับการที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเร่งเปิดตัวเว็บไซท์ HealthCare.gov  ทั้งๆที่ยังไม่มีความพร้อม โดยนายกัลลาเกอร์กล่าวว่า สิ่งที่หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบทำคือการผลักดันให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซงกิจการครั้งใหญ่ในแบบที่ไม่เคยผ่านการทดสอบมาก่อน
        บรรดานักกฎหมายอาจจะใช้ความเห็นดังกล่าวในการยื่นเรื่องฟ้องในภายหลังและธนาคารอาจจะใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ในการคัดค้านกฎโวล์คเกอร์นี้
       ธนาคารหลายแห่งได้ปิดกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงไปแล้วหลังจากเกิดวิกฤติสินเชื่อ
        มอร์แกน สแตนเลย์ระบุในเดือนม.ค.2011 ว่า ทางธนาคารจะแตกกิจการ Process Driven Trading ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเองออกไป โดยกิจการนี้มีพนักงาน 60 คน
        ทางด้านโกลด์แมน แซคส์ระบุว่า ทางธนาคารได้ปิดแผนกซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารแล้วสองแผนก ซึ่งได้แก่แผนก GSPS และแผนกซื้อขายหลักทรัพย์ตามแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกภายในเดือนก.พ. 2011  ขณะที่ซิตี้กรุ๊ประบุว่า ทางธนาคารได้ปิดแผนกซื้อขายหุ้นที่มียอดขาดทุนไปแล้ว
"รอยเตอร์"เผยสาระสำคัญในกฎโวล์คเกอร์คุมความเสี่ยงภาคธนาคาร                        
        หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบของสหรัฐได้ประกาศใช้กฎโวล์คเกอร์ ที่ห้ามธนาคารมิให้ทำตัวเหมือนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ โดยกฎนี้ตั้งชื่อตาม นายพอล โวล์คเกอร์ อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
        กฎโวล์คเกอร์นี้จำกัดการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง และจำกัดขอบเขตของธนาคารในการถือครองกองทุนเฮดจ์ฟันด์และกองทุนหุ้นเอกชน
        กฎนี้ได้รับการเสนอครั้งแรกในเดือนพ.ย. 2011 หน่วยงานควบคุมกฎระเบียบก็เสร็จสิ้นการทำเอกสารความยาวราว 
    900 หน้าสำหรับกฎดังกล่าว หลังจากได้รับจดหมายแสดงความเห็นกว่า 15,000 ฉบับจากภาคธนาคารซึ่งกังวลว่ากฎใหม่่ที่มีความเข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อกำไรในภาคดังกล่าว
        ต่อไปนี้เป็นข้อมูลสำคัญในกฎโวล์คเกอร์ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในวันที่ 21 ก.ค.2015:-   
        *การซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง
        ธนาคารสหรัฐจะไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์, ตราสารอนุพันธ์, สัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ และออปชั่นโดยใช้เงินของธนาคารเองในระยะสั้น 
        อย่างไรก็ดี ธนาคารสามารถดำเนินการตามข้อยกเว้นเหล่านี้ได้:-
             การทำอันเดอร์ไรท์: 
        ธนาคารสามารถถือครองหลักทรัพย์เพื่อจำหน่ายได้โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสนอขายต่อสาธารณชนหรือการเสนอขายโดยตรงตราบใดที่สถานะการถือครองดังกล่าว "ไม่สูงกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้อย่างสมเหตุสมผลสำหรับอุปสงค์ของลูกค้าในระยะใกล้"
             การเป็นมาร์เก็ตเมคเกอร์: 
        ธนาคารสามารถถือครองหลักทรัพย์ "ที่ทางธนาคารมักจะต้องเตรียมไว้เพื่อความพร้อมในการซื้อหรือขาย" สำหรับลูกค้า โดยมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดในการตัดสินว่า สต็อกหลักทรัพย์ ที่ถือครองไว้นี้สอดคล้องกับอุปสงค์ของลูกค้าหรือไม่
             การทำประกันความเสี่ยง: 
        ธนาคารสามารถทำประกันความเสี่ยงได้ต่อไป ตราบใดที่ธนาคารสามารถพิสูจนได้ว่า การทำประกันดังกล่าวสามารถลดสถานะการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ธนาคารจำเป็นต้องสอดส่อง ดูแลและปรับสถานะการลงทุนเหล่านี้ โดยข้อกำหนดนี้ถือเป็นการยุติการทำประกันความเสี่ยงในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารในอดีตมักจะใช้ในการซุกซ่อนการเก็งกำไร
           *พันธบัตรรัฐบาล
        ผู้ควบคุมกฎระเบียบได้ขยายขอบเขตของข้อยกเว้นในการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล โดยระบุว่าธนาคารสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลต่างชาติได้ แต่ในขอบเขตที่จำกัดกว่าการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
             *กองทุน
        ธนาคารไม่สามารถถือครองกองทุนเฮดจ์ฟันด์แต่ละแห่งและกองทุนหุ้นเอกชนแต่ละแห่งได้ในระดับที่สูงกว่า 3 % ของกองทุนนั้น อย่างไรก็ดี  ผู้ควบคุมกฎระเบียบได้ปรับลดประเภทของกองทุนที่อยู่ภายใต้กฎนี้
                 *การจัดการ
        ผู้จัดการธนาคารจำเป็นต้องยืนยันว่า ธนาคารของตนมีแผนงานในการปฏิบัติตามกฎโวล์คเกอร์ แม้ไม่มีความจำเป็นต้องยืนยันว่า ธนาคารได้ปฏิบัติตามกฎดังกล่าว
             *ธนาคารต่างชาติ
        ธนาคารต่างชาติยังคงได้รับอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้เงินของธนาคารเอง ถ้าหากความเสี่ยงนั้นอยู่นอกสหรัฐ ขณะที่การทำธุรกรรมกับธนาคารสหรัฐสามารถกระทำได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างที่ทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์นั้นมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
           *วันบังคับใช้
        กฎโวล์คเกอร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.2014 แต่ธนาคารไม่จำเป็นต้องทำตามกฎนี้จนกว่าจะถึงวันที่ 21 ก.ค. 2015 ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎการรายงานข้อมูลบางประการในช่วงก่อนหน้านั้น
(ข่าวจากสำนักข่าว รอยเตอร์)
 
ทวีสุข ธรรมศักดิ์
Executive Vice President.
RHB-OSK Securities (Thailand)PLC
RHB Banking Group
กำลังโหลดความคิดเห็น...