xs
xsm
sm
md
lg

เสือถอย...แต่ถ้าคิดจะสู้ต้องมีพลังงาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

แมงเม้าท์เล่าอินไซด์มาแล้วจร้าาาาา อนิจจังความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน ต้องใช้กับหุ้นไทย เพราะตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว โดยเฉพาะอาการ 3 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า ไม่ไปไหน บวกแรงๆ เป็นสิบจุดให้ดีใจบ้าง และ ทุบแรงๆ นับสิบจุดให้ตกใจบ้าง แต่สรุปก็คือไม่ไปไหน ยังคงคาบลูกคาบดอกที่ 1440 จุด หรือ แนวราคาปิดเฉลี่ย 200 วัน โดยดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,441.33 จุด ลดลง 0.73% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 25.52% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 43,999.55 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 398.59 จุด เพิ่มขึ้น 1.63% จากสัปดาห์ก่อน

ท่ามกลางข่าวคราวที่ดีๆ ร้ายๆ ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะ เรื่อง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท สรุปว่าจะผิดธรรมนูญหรือไม่ แม้ว่ารัฐจะประกาศว่าไม่ผิด แต่ใครเล่าจะกล้าการันตรี ซึ่งนี่เป็นสิ่งกดดันตลาดหุ้นไทยให้มึนๆ กว่าชาวบ้าน

ขณะที่ภาพของตลาดโลกแม้ว่าจะมีข่าวดีจากฝั่งยุโรป ที่ผู้นำธนาคารกลางยุโรปประกาศชัดเจนว่าจะยังหนุนนโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป และอาจจะลดดอกเบี้ยหากจำเป็น แต่ทว่าในฝั่งมะกันก็ยังแอบกดดันโดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานใหม่ของสหรัฐที่พุ่งทะยานแตะ 195,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่มีการประเมินเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 166,000 อัตรา ทำให้ค่าเฉลี่ยของจำนวนตำแหน่งงานใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 201,000 อัตรา ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วมาก ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ยเดือนละ 185,000 ตำแหน่ง

ซึ่งจุดนี้เองทำให้ ทำให้หลายคนหันมานับถอยหลังว่า สหรัฐเตรียมยกเลิก QE แหงๆ และทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปีสหรัฐทะยานแรงทะลุแนวต้านขึ้นมาอีกรอบที่ 2.74% จุดนี้ต้องระวังว่า จะเกิดอาการ บอนด์ช็อค กระหน่ำขายหุ้น เพื่อมาชดเชยกับการขาดทุนอีกหรือไม่ ? แต่ที่แน่ๆ รอบนี้ ต่างชาติขาย "ทอง" กดราคาดิ่งเหวอีกแล้ว

ท่ามกลาง หุ้น ทอง ที่ไม่ค่อยโสภา แต่สัญญาณราคาน้ำมันกลับทำท่าดูดีขึ้นมาเกินแนวต้าน นั้นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ว่าเงินจะโยกไปสู่ "น้ำมัน" หรือไม่

และถ้าใช่ก็จับตาพลังงานให้ดีอาจจะเป็นพระเอกอุ้มหุ้นก็เป็นได้

สรุปตลาดยังไม่ชัวร์ และการตีขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐก็ทำให้ภาพทั้งหมดเสี่ยงขึ้นอีกแล้ว ดังนั้นถ้ารักจะปลอดภัยก็ถอยห่าง แต่ถ้าจะสู้ก็มอง "น้ำมัน" จะปลอดภัยกว่า ส่วนแนวรับแนวต้านนั้นก็ยังจับตาที่ 1440 ว่าจะเอายังไงผ่านหรือไม่ ถ้าผ่านก็มองอีกครั้งว่าจะผ่าน 1460 - 1470 จุด หรือไม่ ถ้าผ่านก็ยิ้มส่วนแนวรับด่านแรก 1420 ด่านถัดมา 1400 จุด

ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า ในระหว่างที่ดัชนีปรับฐานแรงจากจุดสูงสุดเมื่อ 21 พ.ค.ที่ระดับ 1650 จุด มาถึงจุดต่ำสุดในเดือน มิ.ย.ที่ 1339 จุด หรือลดลงราว 23% กลยุทธ์ในเดือนกรกฎาคมนี้ จึงเน้นการป้องกันพอร์ตด้วยหุ้น Defensive ประเมินว่า หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง จะช่วยป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ในระดับหนึ่ง เพราะเงินปันผล สร้างแรงจูงใจให้กับผู้ถือหุ้น ถือหุ้นข้ามช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนมาก โดยไม่ขายออกมาเสียก่อน ในขณะเดียวกัน ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจะเริ่มขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า หากตลาดเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ในเดือนนี้ หุ้นปันผลน่าจะได้รับความสนใจจากผู้ซื้อก่อน นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ Dividend Yield สูงจูงใจมากขึ้น

จากการศึกษาเชิงปริมาณ พบว่า การลงทุนในหุ้นปันผลให้ได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากทั้ง Capital gain และเงินปันผล ควรซื้อล่วงหน้าตั้งแต่ 1-2 เดือน ก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD จากข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 2543-2556 บ่งชี้ว่า จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 8%ในกรณีซื้อล่วงหน้า 2 เดือนและขายในวัน XD และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% หากซื้อล่วงหน้า 1 เดือน (รวมผลตอบแทนจากทั้งเงินปันผลและราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น)

ทั้งนี้ แนะนำให้ขาย ณ วันขึ้น XD เพราะจากสถิติ ราคาหุ้นหลัง XD มักปรับตัวลดลงและทรงตัวไปอย่างน้อย 1 สัปดาห์ – 1 เดือน กว่าจะเริ่มมีแรงซื้อเข้ามาดันราคาอีกครั้ง จึงแนะนำให้ switch ไปยังหุ้นตัวอื่นที่มีโอกาส outperform มากกว่า อย่างไรก็ตาม เราไม่แนะนำให้ซื้อหุ้นเพื่อรับปันผลในระยะเวลากระชั้นชิดเพียง 1-3 วันก่อนขึ้น XD เนื่องจากผลตอบแทนจะอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 1%

แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นปันผลดังนี้ หุ้นปันผล Defensive เน้นหุ้น Market Cap ใหญ่, ให้ผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยปี 2556ที่ระดับ 1.5% และมีค่า Beta ต่ำ (ต่ำกว่า 1 ยิ่งดี) Top Picksได้แก่ INTUCH, ADVANC, RATCH, SCCC, PTT, PTTEP, BCP,KTB หุ้นปันผลขนาดเล็ก เหมาะแก่การเก็งกำไรระยะสั้น เน้นหุ้นที่คาดจะให้ผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ ได้แก่ MK, STANLY, MAJOR, DRT, DCC

ขณะที่นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (8-12 ก.ค.56) น่าจะทรงตัว ต้องรอดูความเคลื่อนไหวของการประกาศงบไตรมาส2/56 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่าจะออกมาในทิศทางใด รวมถึงความชัดเจนเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อีกทั้งปัจจัยเรื่องกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (fund flow)ยังเป็นเรื่องน่ากังวลอยู่ เพราะจากสถิติตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา ยังไม่มีเงินมาชดเชยหลังจากที่ต่างชาติขายสุทธิไปเป็นจำนวนมาก

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ถือเพื่อรอปรับพอร์ตและรอข่าวปัจจัยบวก ทั้งนี้ประเมินแนวรับที่ 1,415 จุด และแนวต้านที่ 1,450 จุด

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง แนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-12 ก.ค. 2556 ดัชนียังคงผันผวนต่อเนื่อง โดยจับตามองรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ บันทึกการประชุมเฟด และ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Mich. Consumer Sentiment) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,419 และ 1,343 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,475 และ 1,492 ตามลำดับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...