xs
xsm
sm
md
lg

“นุชญา ภัทรพรไพศาล” จุดเปลี่ยนของ “ลีคิทเช่น” รุ่นที่ 2

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“นุชญา ภัทรพรไพศาล” อยากเป็นครูบนดอย แต่ต้องมาขายอาหาร

“ลีคิทเช่น” ร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงมานาน หลายคนต่างยอมรับในฝีมือการปรุงอาหารและเมนูที่หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นมาจาก “ชัยเทพ-ชไมพร ภัทรพรไพศาล” สองสามีภรยา ซึ่งตัวของชไมพรมีพื้นฐานเคยทำโรงอาหารที่แบงก์กรุงเทพสีลมมาก่อนหลายปี มีความสามารถในการทำอาหารไทย ขณะที่ชัยเทพนั้นก็มีความสามารถในการทำอาหารจีน ฝรั่ง

จากธุรกิจร้านอาหารจีนกวางตุ้งในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2537 ในชื่อว่า Lee Kitchen ชัยเทพ ภัทรพรไพศาล ที่คนรู้จักมักเรียกว่าคุณลี หรือมิสเตอร์ลีมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารจีนมากกว่า30 ปีโดยเฉพาะร้านอาหารในโรงแรมระดับ5 ดาวแม้ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเชฟ และทำอาหารไม่เก่งในครั้งแรกแต่ความรู้สึกชอบทำอาหาร จนท้ายสุดตัดสินใจลาออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว

จากร้านสาขาแรกที่เปิดให้บริการบริเวณถนนจันทร์ตัดใหม่ ใกล้กับตึกทีพีไอได้ลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นนักธุรกิจ นักการเมืองระดับสูงจนถึงปัจจุบันที่เติบโตจนสามารถขยายสาขาที่อาคารธนิยะ พลาซ่า ด้วยรสชาติอาหารจีนแท้ ทำให้มีชื่อเสียงจากการบอกแบบปากต่อปากของลูกค้าที่ได้ลองลิ้มรส

ถึงวันนี้ ลีคิทเช่นเติบใหญ่ไม่น้อยภายใต้การบริหารงานของผู้ก่อตั้ง

ปัจจุบันมีการแตกแขนงกิจการออกไปหลากลาย ประกอบด้วย ภัตตาคารลีคิทเช่น เปิดมา 19 ปีแล้ว มี 9 สาขา ร้านลีเพลซ (เน้นอาหารไทย) เปิดมาประมาณ 10 ปี และร้านลีคาเฟ่ (สไตล์เทรนดี้ ) เพิ่งเริ่มมาได้ 5 ปี มีจำนวน 6 สาขา โดยทั้งสามแบรนด์นั้นมีความแตกต่างกันไป

แม้ว่าวันนี้ทั้งชัยเทพและชไมพร ยังไม่ได้วางมือจากการบริหารงานทั้งหมดก็ตาม เพราะยังมีความสุขกับการทำงานที่ตนเองรัก

แต่ก็เปิดทางให้รุ่นที่ 2 คือ ลูกๆได้เข้ามาโชว์ฝีไม้ลายมือด้วยเช่นกัน

ทายาทของชัยเทพ-ชไมพร มีทั้งหมด 3 คน แต่เข้ามาช่วยดูแลกิจการของลีแฟมิลีกรุ๊ปจริงจังเพียง 2 คนเล็กคือ นุชญา อายุ 29 ปี ดูแลด้านประชาสัมพันธ์ โดยมีสามีคือ ภาคย์พรหม ลิ้มพรชัยเจริญ เข้ามาช่วยด้านการตลาด และคนเล็กคือ ธันวา อายุ 28 ปี ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป โดยมีลูกคนโตคือ รริน ทำธุรกิจของตัวเอง

“ตอนนี้คุณพ่ออายุ 60 ปี คุณแม่อายุ 59 ปี ยังคงเป็นตัวหลักในการตัดสินใจและการวางนโยบายอยู่ โดยคุณแม่ดูจัดซื้อ คุณพ่อดูเรื่องอาหาร วัตถุดิบ ส่วนเรื่อการลงทุนหรือขยายงานก็จะให้ลูกๆรับผิดชอบ ในรุ่นของเรามีการจัดวางโครงสร้างการทำงานความรับผิดชอบชัดเจน” นุชญา ภัทรพรไพศาล ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เดอะ ลี แฟมิลี่ จำกัด หรือ นุช ที่ทำงานธุรกิจของครอบครัวได้ประมาณ 4 ปีแล้ว กล่าวให้ฟัง พร้อมแจงต่อว่า

“เราได้ประสบการณ์การทำงานรอบด้านหลายอย่างจากคุณพ่อคุณแม่ ที่ชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังทั้งการบริหารงาน การบริหารคน ซึ่งในเนื้อหาที่เล่านั้นก็จะทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ไปโดยปริยาย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารคนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เราได้รับมาจากคุณพ่อ เพราะเราเองอายุยังไม่มาก แต่ลูกน้องโดยเฉพาะคนเก่าๆที่อยู่กับเรามานาน อายุมากกว่าเรา ตรงนี้เราก็ต้องมีวิธี แต่บุคลากรที่นี่น่ารัก เราอยู่กันแบบเข้าใจกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และต่างคนก็มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง เรารับรู้จากคุณพ่อเพราะคุณพ่อจะบริหารงานแบบสไตล์ครอบครัว มีอะไรก็มาพูดคุยกัน มีปัญหาอะไรจะแก้ไขกันอย่างไร เป็นแนวทางที่เราซึมซับมาโดยตลอด”

นุช ยอมรับว่า ปัญหาเรื่อง คน เป็นปัญหาที่หนักที่สุด เพราะว่า เราไม่สามารถที่จะสั่งให้เขาไปทางซ้ายหรือไปทางขวาได้ เพราะเขาก็มีความคิดเหมือนเรา เราเพียงแต่เป็นนายจ้างเท่านั้น ดังนั้นการบริหารจะต้องทำให้เกิดความสมดุลย์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงนี้ยากมาก แต่ก็ดีที่มีคุณพ่อเป็นต้นแบบถือว่าเรายังพอทำได้ ประกอบกับตัวเราเองก็เป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาด้วย ทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กันได้ ในฐานะที่เป็นทั้งผู้บริหารและเป็นทั้งอาจารย์

แต่นอกจากเรื่องคนที่ให้ความสำคัญอย่างมากแล้ว เธอมองว่าสิ่งที่จะทำให้การบริหารงานประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่ 2 ปัจจัยหลักคือ 1.การบริหารระบบการจัดซื้อ และ 2.การควบคุมต้นทุน แต่ไม่ได้ลดคุณภาพ ซึ่งอาหารต้องสดใหม่เสมอ เพราะเรื่องของอาหารนั้น จะมีปัญหาต้นทุนจุกจิกมากมายซึ่งถ้าหากควบคุมไม่ดีแล้ว โอกาสที่จะเสียหายก็มีมาก

เมื่อต้องเข้ามาดูแลธุรกิจร้านอาหาร ถามว่า เธอเป็นคนชอบทานอาหารหรือไม่นั้น

ได้รับคำตอบว่า เมื่อก่อนนุชเป็นคนที่ทานอะไรยากมาก แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป แต่ถ้าเป็นอาหารจีนนั้นเราก็คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว จึงทำให้เป็นวัตถุดิบทางสมองอย่างหนึ่งสำหรับเราในการคิดค้นเมนูใหม่ๆได้

หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก นุชเองก็ไม่ได้คาดฝันว่าจะต้องมาทำธุรกิจร้านอาหารเลย

“ชีวิตของนุช สมัยตอนเรียนมัธยมมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นครูบนดอย อยากหยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่อยู่ห่างไกลโอกาสด้านการศึกษา แต่ความฝันต้องหยุดลงเพราะความห่วงของพ่อ แม่นั่นเอง แต่ความตั้งใจที่จะเป็นครูก็ไม่เคยเลือนหายไป หลังจากจบมหาวิทยาลัย ก็ได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นตัวเปลี่ยนชีวิตให้โตขึ้นที่ “ญี่ปุ่น”ประเทศที่มีแต่ความทันสมัยในทุกๆด้าน ที่เลือกไปประเทศนี้ เพราะชอบภาษาและนักร้องสมัยมัธยมปลาย จนต้องเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนมหาวิทยาลัย”

การไปครั้งนี้ทำให้ความคิดเกี่ยวกับการเป็นครูกลับมาอีกครั้งอยากเป็นครูในรูปแบบ ให้ทั้งวิชา และ ให้ประสบการณ์ต่างๆ เพราะเราคิดว่าชีวิตของเราที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ระดับหนึ่งเพราะมีพ่อแม่คอยเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขาให้เราฟัง สิ่งที่ได้ฟังมานั้นแม้ในบางทีมันอาจแก้ปัญหาให้เราไม่ได้แต่มันทำให้เรามีสติว่า เวลาจะทำให้มันค่อยๆคลี่คลายลงได้ นี่คือปณิธานที่มุ่งมั่นจนได้มีโอกาสสอนที่โรงเรียนหอวัง

หลังจากได้สอนนั้นทำให้เราย้อนกลับมามองตอนเราเป็นเด็กว่า เราเป็นเด็กประเภทไหน และก็ทำให้รู้ว่าการเป็นครูไม่ได้ง่ายเลย มันเหมือนการออกรบแค่ศึกในแต่ละครั้งเราต้องใช้กลยุทธ์แบบไหนในการจัดการ ทุกวันนี้หลังจากสอนหนังสือช่วงเช้า ก็จะกลับมาทำงานหลัก คือ ฝ่ายการบริหารงานการจัดการ ที่ร้าน Lee Caf? รายละเอียดงานส่วนใหญ่คือ การพูดคุยกับลูกค้าเพื่อนำมาเป็นข้อมูลต่างๆในการปรับปรุงคุณภาพทั้งด้านบริการและอาหาร

นอกจากงานแล้ว เราต้องให้ความสำคัญกับร่างกายด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยเราเชื่อว่าการรับประทานอาหารดีแล้ว เราต้องออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เพราะถ้ามีร่างกายที่ดี เราจะมีกำลังในการทำงาน ส่วนกิจกรรมอื่นๆกับเพื่อนๆก็มีการทำอาหารทานกัน ในโอกาสต่างๆและ การโยนโบวลิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำกันได้หลายๆคน และนอกจากนี้กิจกรรมที่ชอบอีกอย่างก็คือการสนทนากับเพื่อนๆ บางคนอาจมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับคนที่ทำธุรกิจที่บ้านนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราจะได้รู้ความเคลื่อนไหวที่นอกสายงานของเรา และได้แง่มุมมองความคิดที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย

และด้วยการเปิดมุมมองที่กว้างของนุชนี้เองอาจจะเป็นอีกแรงกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เธอมีความคิดว่า ถึงเวลาที่ลีแฟมิลี่ต้องขยายธุรกิจอีกครั้ง

ปฐมบทแห่งการรุกใหม่ครั้งนี้คือ การรุกธุรกิจด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มทุนอื่น รวมทั้ง แนวความคิดที่จะขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ด้วย ถือได้ว่า เป็นการก้าวย่างครั้งใหม่ของรุ่นที่ 2 ก็ไม่ผิดนัก

นุชเผยให้ฟังว่า ขณะนี้มีโครงการที่จะลงทุนร่วมกันกับพันธมิตรเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นวาซาบิ ในไทย เปิดร้านอาหารไทยขึ้นมาอีกแบรนด์ ซึ่งยังไม่ได้สรุปชื่อร้านว่าจะเป็นชื่ออะไร

“จุดเริ่มต้นที่ได้รู้จักกับพันธมิตรรายนี้ คือ มีลูกค้าแนะนำเราว่าเขารู้จักกับผู้บริหารของร้านอาหารญี่ปุ่นวาซาบิ เราก็เลยได้มีโอกาสรู้จักและพูดคุยกัน ซึ่งผู้บริหารเป็นคนญี่ปุ่นอายุมากแล้ว 60 กว่าปีแล้ว เราคุยกันเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง ในที่สุดก็มีความคิดที่อยากจะลงทุนร่วมกันฝ่ายละ 50% เปิดร้านอาหารไทยขึ้นมา ซึ่งตรงกับที่เรากำลังคิดที่จะทำด้วยเช่นกัน”

ร้านร่วมทุนร้านแรกนี้จะใช้พื้นที่บ้านเก่าที่เป็นที่พักของท่านทูตมาก่อน สูง 2 ชั้น ที่สุขุมวิท โดยคาดว่าจะเปิดบริการเดือนเมษายนนี้หรืออย่างช้ากลางปีนี้ คอนเซ็ปท์ของร้านนี้จะเป็นสไตล์ร้านอาหารไทยสไตล์ญี่ปุ่นที่ดูโมเดิร์น

ผู้ร่วมทุนชาวญี่ปุ่นนี้มีธุรกิจอาหารมากมายในญี่ปุ่น เช่น ร้านอาหารไทยประมาณ 20 กว่าแห่ง ร้านอาหารอินเดีย 3 แห่ง ร้านอาหารเวียดนาม 5 แห่ง และร้านอาหารญี่ปุ่นวาซาบิในไทย 2 แห่งที่ ทองหล่อและเอสพละนาด

ส่วนแนวคิดที่จะขายแฟรนไชส์ร่านอาหารในเครือลีแฟมิลี่นั้น เธอบอกว่า ยังไม่ได้เป็นรูปร่างขึ้นมา เป็นแต่เพียงแนวคิดอยู่ โดยจะเป็นในลักษณะของการขายโนว์ฮาว์มากกว่าที่จะปลงทุนร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการรวมทั้งนักลงทุนหลายรายจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน อินโดนีเซีย ติดต่อมามากมาย แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไรคืบหน้าไปมากนัก เพราะการขายแฟรนไชส์ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องสร้างความพร้อมทั้งระบบ องค์กร ให้ดีก่อน แต่มีที่เกาหลีที่เดียวที่เราได้ไปดูทำเลกับผู้ที่สนใจมาแล้ว

พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่า “อีก 2 ปีคิดว่าคงจะมีอะไรที่ชัดเจนมากกว่านี้ในการขายแฟรไชส์”

อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เธอได้ทำอยู่ในเวลานี้ ในการบริหารร้านในเครือลีแฟมิลี่ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าท้าทายไม่น้อย

กำลังโหลดความคิดเห็น...