xs
xsm
sm
md
lg

“เอริค บู๊ทธ์” มือการตลาดตปท.จิมทอมป์สัน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“เอริค บู๊ทธ์” ในวัย 38 ปีวันนี้ แม้ตัวเขาจะไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านการตลาดมาก่อน แต่ก็ทำงานคลุกคลีกับการตลาดมาเกือบ 10 กว่าปีแล้ว เพราะเขาจบการศึกษาไฮสคูลจากโรงเรียนในประเทศฝรั่งเศส และไปศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกา จบปริญญาตรีทางด้านประวัติศาสตร์ที่จอร์จทาวน์ยูนิเวอร์ซิตี้

หลังจากนั้นเดินทางกลับมาไทย ทำงานแรกที่บริษัทหลักทรัพย์ซิมิโก้ เพราะขณะนั้นซิมิโก้ต้องการพนักงานฝ่ายการตลาดที่พูดไทยและอังกฤษได้คล่องแคล่วโดยไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาด้านการเงินมา เขาทำงานที่นี่ได้ 2 ปี จึงลาออกไปทำที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์อีก 2 ปี หลังจากนั้นชีวิตการทำงานก็พลิกผันไปสู่อีกสายอาชีพ เมื่อเขาเข้ามาทำงานที่ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด เจ้าของผ้าไหมไทยแบรนด์จิมทอมป์สัน กับตำแหน่งแรกคือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ กระทั่งปัจจบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ กับระยะเวลาที่บริหารงานที่นี่กว่า 10 ปีแล้ว

ช่วงที่ผ่านมาเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของจิมทอมป์สันมาโดยตลอด ทั้งอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี หรือแม้แต่ช่วงหนักที่สุดคือปีนี้ ที่ยอดขายครึ่งปีแรกหดตัวลง โดยทำได้ 1,400 ล้านบาท ต่ำกว่าครึ่งปีแรกปีที่แล้วที่ทำได้รวม 1,412 ล้านบาท  ส่วนรายได้รวมทั้งปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ  2,500 ล้านบาท ต่ำจากปีที่แล้วที่มีประมาณ 2,604 ล้านบาท หรือตกลงประมาณ 5% เพราะจากปัจจัยลบต่างๆ

จากนี้เขาเองก็วางหมากการเปลี่ยนแปลงตลาดต่างประเทศให้จิมทอมป์สันอีกครั้ง กับแผนขยายตลาดต่างประทศเพิ่มขึ้นภายใน 5 ปีนี้กับสัดส่วนรายได้ถึง 50% เท่ากับในประเทศ จากเดิมที่เวลานีมีเพียงแค่ 13% เท่านั้นเอง

“การมองตลาดต่างประเทศของเรา เพราะดูแล้วมีโอกาส สินค้าเรามีคุณภาพได้รับการยอมรับอย่างดี แบรนด์จิมทอมป์สันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของผ้าไหมไทยไปแล้ว คนต่างชาติเขานิยม ซึ่งลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจิมทอมป์สันในไทยส่วนใหญ่ 90% เป็นคนต่างชาติ”

การเจาะฐานตลาดต่างประเทศมากขึ้นนั้น เขามองว่า จำเป็นต้องมีการปรับรูปแบบการดีไซน์ผลิตภัณฑ์และประโยชน์ใช้สอยใหม่ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้งานของลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติมากขึ้น ทุกวันนี้จิมทอมป์สันก็มีการจ้างดีไซน์เนอร์ต่างประเทศที่เป็นฟรีแลนซ์จากนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน เข้ามาช่วยในการรังสรรค์แบบใหม่ๆด้วย

ในแง่ของความพร้อมสำหรับฐานผลิตในไทยก็เตรียมไว้เช่นกัน ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร ในทุกส่วน การเพิ่มกำลังผลิต การพัฒนาวัตถุดิบตัวไหมให้ดียิ่งขึ้นจากฟาร์มที่ทำอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เอริค บอกไม่ต้องกังวลเท่าใด เพราะได้มีการวางระบบไว้อย่างดีแล้ว

เอริค ก็ยอมรับว่า ในต่างประเทศมีคู่แข่งจำนวนมากจากหลายประเทศ ซึ่งล้วนแต่จับตลาดระดับบนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เอริคเองก็ยังเชื่อมั่นว่า ด้วยจุดแข็งของจิมทอมป์สัน ที่ยังคงมีผ้าไหมไทยที่ทอด้วยมือ ผลิตออกมานี้ จะเป็นตัวที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น เมื่อเทียบกับผ้าไหมจากที่อื่นเช่น ไหมอินเดีย ไหมเวียดนาม ไหมจีน

แม้ว่า จิมทอมป์สัน จะเพิ่งปรับราคาจำหน่ายในต่างประเทศเมื่อเดือนที่แล้วถึง 10% เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้ลูกค้าชาวต่างประเทศลดการซื้อลงแต่อย่างใด เพราะเขาเข้าใจสภานตลาด ทำให้เราดูออกจะมั่นใจว่า ยังไงยังไง ตลาดต่างประเทศ จิมทอมป์สันก็สู้ได้อยู่ดี

รูปแบบการทำตลาดเอริค ตั้งธงไว้ว่า จะตั้งบริษัทขึ้นมาควบคุมและทำตลาดเอง ซึ่งในอนาคต กลุ่มตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศก็คงจะต้องมีติดต่อประสานงานกับทางบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งเวลานี้มี 2 แห่งคือ ที่มิวนิค (เยอรมัน) และฝรั่งเศส รวมทั้งการเปิดชอปเองด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทฯสามารถควบคุมการทำงานได้ทังหมด

ดูเหมือนว่า จะเป็นสิ่งท้าทาย เอริค อย่างมาก กับนโยบายการรุกตลาดต่างประเทศในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก เพราะ วันนี้ แทบจะกล่าวได้ว่า จิมทอมป์สัน กลายเป็นเจเนอริกเนมของผ้าไหมไทยในตลาดโลกไปแล้ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...