xs
xsm
sm
md
lg

เครื่องรับโทรทัศน์ปี ’ 50 : ทิศทางตลาดส่งออก…..หลังถูกสหรัฐฯตัดสิทธิ GSP

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ปัจจุบัน การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในปีหนึ่ง ๆ จะสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศประมาณร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อการส่งออก สูงถึงร้อยละ 70 ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์อันดับ 7 ของโลก และสามารถนำรายได้เข้าประเทศเฉลี่ยปีละ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของมูลค่าการส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference : GSP) อย่างไรก็ตาม จากการยกเลิกสิทธิพิเศษ GSP ที่สหรัฐฯให้แก่ไทยในสินค้าเครื่องรับโทรทัศน์บางรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมานั้น อาจส่งผลให้การส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ มีปริมาณลดลง

การผลิต….มุ่งสนองตลาดส่งออกที่เน้นจอภาพขนาดใหญ่
อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในประเทศไทยได้เริ่มพัฒนามาจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ต่อมานักลงทุนต่างชาติได้มีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง นักลงทุนจากญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 70 ของการผลิตทั้งหมด ทำให้การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ได้รับการพัฒนามาเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก

ปัจจุบัน มีผู้ผลิตภายในประเทศจำนวน 41 ราย มีอัตราการใช้กำลังการผลิตประมาณร้อยละ 69.4 ของการผลิตทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ของไทยมีปริมาณลดลง อันเป็นผลจากการปิดโรงงานผลิตเครื่องรับโทรทัศน์จอภาพ CRT (Cathode Ray Tubes ) ประกอบกับผู้ผลิตบางรายมีการนำเข้าเครื่องรับโทรทัศน์จากจีนเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดังจะเห็นได้จาก ในปี 2549 ปริมาณการผลิตอยู่ที่ 6,255,000 เครื่อง จาก 6,916,000 เครื่องในปี 2548 หรือลดลงร้อยละ 9.6 ส่วนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 2,242,000 เครื่อง ลดลงร้อยละ 7.9 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการระบายสต็อกเครื่องรับโทรทัศน์รุ่นเก่าออก ก่อนที่จะผลิตรุ่นใหม่ออกมาป้อนตลาดส่งออก

การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ระยะต่อไปมีแนวโน้มที่จะพัฒนาระดับเทคโนโลยีและคุณสมบัติในการทำงานสูงขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องรับโทรทัศน์จอภาพแอลซีดี (Liquid Crystal Display : LCD) และจอภาพพลาสมา (Digital Plasma Display) ที่สามารถขยายจอภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการหลอมรวมของเทคโนโลยีของสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องบันทึกภาพและเสียง

ตลาดในประเทศ : ยังเติบโตต่อเนื่อง…..โดยเฉพาะทีวีแอลซีดี
ตลาดเครื่องรับโทรทัศน์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 2,516,000 เครื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 จากปีก่อน ส่วนในปี 2550 คาดว่า ปริมาณการจำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์จะอยู่ที่ประมาณ 2,600,000 เครื่อง หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท เฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องรับโทรทัศน์แบบจอภาพแอลซีดี จะมีปริมาณการจำหน่ายประมาณ 120,000 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนร้อยละ 26.7 ของมูลค่าตลาดเครื่องรับโทรทัศน์ทั้งหมด

สำหรับผู้นำตลาดเครื่องรับโทรทัศน์แบบจอภาพแอลซีดี ในปัจจุบันอยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ ซัมซุง ” ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดร้อยละ 30 ของมูลค่าตลาดเครื่องรับโทรทัศน์แบบจอภาพแอลซีดีทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ โซนี่ ร้อยละ 28 ฟิลิปส์ ร้อยละ 20 ชาร์ป ร้อยละ 15 และอื่น ๆ อีก ร้อยละ 7

ตลาดส่งออก : แนวโน้มชะลอตัวลง…..หวัง JTEPA ช่วยหนุน
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ของไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของการผลิตทั้งหมด อันเป็นผลมาจากการย้ายฐานการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ของผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่มีชื่อเสียงหลายรายที่เข้ามาผลิตในประเทศไทย โดยได้ทำการผลิตและส่งออกตามความต้องการของบริษัทแม่และของลูกค้าในตลาดต่างประเทศ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่ง ในปี 2549 ที่การส่งออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1,976.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่า 1,543.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 จากปีก่อนหน้า

สำหรับในปี 2550 คาดว่า มูลค่าการส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2,030 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.7 จากปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการชะลอตัวลงของภาวะเศรษฐกิจในประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญ เฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบจากการเแข็งค่าขึ้นมากของเงินบาท ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากคู่แข่งที่สำคัญ เช่น จีน ที่การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากผู้ผลิตภายในประเทศเองและผู้ผลิตต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้าไปในจีน จากการมีปัจจัยพื้นฐานพร้อมในการดึงดูดการลงทุน เฉพาะอย่างยิ่ง ด้านค่าจ้างแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับตลาดส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ไทยที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนร้อยละ 38.0 ของมูลค่าการส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ทั้งหมด รองลงมา คือ อิหร่าน ร้อยละ 7.6 อินเดีย ร้อยละ 7.5 และ ตลาดอื่น ๆ อีก ร้อยละ 46.9

ปัจจุบัน การส่งออกสินค้าของไทยยังมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ของไทย อาจถูกสหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษีการต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti – Dumping : AD) ถึงร้อยละ 29 และขณะนี้ได้มีการเรียกเก็บภาษี AD หลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์จากประเทศจีนแล้วถึงร้อยละ 44.6 ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการผลิตให้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง การนำหลอดภาพเครื่องรับโทรทัศน์ของจีนมาใช้ในการผลิตนั้น อาจถูกสหภาพยุโรปเรียกเก็บภาษี AD ถึงสองต่อ ดังนั้น ผู้ผลิตไทยควรหลีกเลี่ยงการใช้ชิ้นส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์จากจีน อย่างไรก็ตาม การทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (Japan – Thailand Economic Partnership Agreement : JTEPA) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ตุลาคม ศกนี้นั้น ทำให้อัตราภาษีนำเข้าเครื่องรับโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่นจะเรียกเก็บจากไทยลดลงเหลือร้อยละ 0 ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการส่งออกเครื่องรับโทรทัศน์ไทยไปยังตลาดญี่ปุ่นให้เพิ่มมากขึ้น

ที่มา : ฝ่ายวิจัย ธนาคารนครหลวงไทย (โปรดติดตามอ่านต่อตอนจบ)
กำลังโหลดความคิดเห็น...