xs
xsm
sm
md
lg

โรงพยาบาลเอกชนไทย….ทิศทางยังสดใส (จบ)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ภาวะการแข่งขัน…ยังคงมีความรุนแรง
ในประเทศ….ชูจุดเด่น…ดึงดูดผู้บริโภค

ภาวะการแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันกันในการขยายสาขาและปรับปรุงสถานประกอบการให้มีรูปแบบที่ทันสมัย สวยงาม และการปรับปรุงคุณภาพในการให้บริการซึ่งเป็นจุดขายของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน รวมทั้งยังมีการสร้างความแตกต่างในการให้บริการ โดยการเปิดให้บริการในรูปแบบศูนย์การแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่า จะเป็น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์โรคทางสมอง และศูนย์โรคมะเร็ง

นอกจากนั้นยังมีการขยายกิจการ ในรูปแบบของคลินิกและหน่วยบริการทางการแพทย์ โดยเปิดให้บริการตามสถาบันการศึกษา อาคารสำนักงาน และบริษัทต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการได้มากที่สุด ขณะที่ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทั้งด้านการก่อสร้างอาคารสถานที่ ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนการจ้างบุคลากรที่เชี่ยวชาญ จึงเกิดกระแสการควบรวมกิจการที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน พร้อมทั้งการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารกิจการในเครือโรงพยาบาลของตน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและสร้างความแข่งแกร่งในการให้บริการ นอกเหนือจากการจัด โปรโมชั่นในรูปแบบ Package ราคาประหยัดกันมากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้ เข้ามาใช้บริการในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ทั้งนี้ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการแข่งขันเชิงธุรกิจของตนไว้
ต่างประเทศ….เร่งปรับตัวสู่ Medical Hub of Asia

ปัจจุบัน ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยนั้น นอกจากจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ภายในประเทศแล้ว ยังต้องแข่งขันกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งต่างพยายามกำหนดเป้าหมายและวางกรอบยุทธศาสตร์ในการผลักดันประเทศของตนให้เป็น Medical Hub of Asia เช่นเดียวกับไทย โดยเน้นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานทั้งในด้านสถานพยาบาล บุคลากร รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลและสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น

ทั้งนี้ มาเลเซีย ได้มีการลงทุนสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อรองรับผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับบนและกลุ่มทัวร์สุขภาพ เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยจากประเทศในแถบถูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศมุสลิมด้วยกัน ขณะที่ สิงคโปร์ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจสำหรับการส่งเสริมบริการด้านด้านสุขภาพขึ้นมาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า Healthcare Service Working Group เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยชูจุดเด่นในด้านเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย แทนการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งยังให้การสนับสนุนทั้งด้านการเงินและด้านวิชาการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันกับธุรกิจโรงพยาบาลในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง แต่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย ถือว่ายังมีความได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและบุคลากรที่มีคุณภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดังจะเห็นได้จากการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลสากล (Joint Commission International หรือ JCI) เมื่อปี 2545 จากสถาบันรับรองคุณภาพโรงพยาบาลสากลนั้น ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของไทยและของเอเชียที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานดังกล่าว และยังได้รับการรับรองเป็นครั้งที่สองในเดือนเมษายน 2548 ขณะที่ โรงพยาบาล สมิติเวช เพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ยังมี โรงพยาบาลเอกชนไทยรายอื่นๆที่มีแนวโน้มจะได้รับการรับรองมาตรฐานนี้เพิ่มขึ้นโรงพยาบาลเอกชนของไทยยังมีจุดเด่นในด้านค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับของประเทศคู่แข่ง เฉพาะอย่างยิ่ง การผ่าตัดเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้น ยังมีบุคลากรที่มีความสุภาพอ่อนโยนในการให้บริการ ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการเกิด ความประทับใจ ประกอบกับการมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เหล่านี้ ล้วนเป็นจุดเด่นในการดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติให้เข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ โรงพยาบาลเอกชนไทยอีกด้วย

ปัจจัยลบบางประการ.... ส่งผลกระทบต่อการขยายตัว
ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคบางประการ ซึ่งได้แก่
* การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท
การปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ สรอ. มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2549 แม้ว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนยารักษาโรค รวมถึงการชำระหนี้ในรูปของเงินสกุลดอลลาร์ สรอ. ลดลง อย่างไรก็ตาม การที่เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินของ มาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ นั้น ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของไทยในมุมมองของผู้ป่วยชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลต่อการ ตัดสินใจเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทย

* ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
ปัจจุบัน ไทยสามารถผลิตแพทย์ได้เพียงปีละ 1,300-1,400 คน โดยอัตราส่วนแพทย์ต่อจำนวน คนไข้ อยู่ที่ 1:3,600 คน ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยและยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไข้ ประกอบกับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง โดยผ่าน โครงการประกันสุขภาพและการประกันสังคมนั้น ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการรักษาโรคเฉพาะทางและความสามารถทางด้านภาษา ทำให้เกิดการแย่งซื้อตัวบุคลากรทางการแพทย์ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลรัฐบาล และระหว่างโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเองด้วยการให้อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่การทำงานของแพทย์ก็หนักขึ้นเช่นกัน จนอาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานในการักษาพยาบาลได้

* การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
การแข่งขันของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะแข่งขันกับ โรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเอง รวมทั้งโรงพยาบาลของรัฐแล้ว ยังต้องการแข่งขันกับโรงพยาบาลเอกชนใน ต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่แข่งอย่าง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งพยายามผลักดันประเทศของตนให้เป็น Medical Hub of Asia ในภูมิภาคนี้เช่นเดียวกับประเทศไทย

แนวโน้มปี’50….ทิศทางยังขยายตัว
ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ในปี 2550 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 55,000 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 10 จากปีที่แล้ว แม้ว่าต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และเหตุการณ์ความไม่ความสงบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยครึ่งแรกของปี ส่งผลกระทบต่อการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยภายในประเทศในช่วงสั้นๆเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย นอกจากจะมาจากการขยายตัวของผู้ป่วยในประเทศแล้วยังมาจากการขยายตัวของผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งได้รับปัจจัยเกื้อหนุนการผลักดันให้ไทยเป็น Medical Hub of Asia ของภาครัฐ ประกอบกับการขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่งผลให้มีผู้ป่วยชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2550 คาดว่า จะมีชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.55 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 10.7 จากปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม จากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนจึงต่างมีการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับการขยายสาขาไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการได้ มากที่สุด โดยเฉพาะ จังหวัดที่เป็นเขตชายแดนและจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพในการขยายตัวสูง ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการแล้ว การก้าวไปสู่การเป็น Medical Hub of Asia ของไทยนั้น จำเป็นต้องมีความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมทั้งกำหนดบทบาทและหน้าที่ของทั้งภาครัฐ และเอกชนให้ชัดเจน การพัฒนาคุณภาพในการให้บริการและมาตรฐานของโรงพยาบาลไทย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและการแข่งขันที่จะ ทวีรุนแรงขึ้นในอนาคต
กำลังโหลดความคิดเห็น...