xs
xsm
sm
md
lg

โรงพยาบาลเอกชนไทย….ทิศทางยังสดใส

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน นับเป็นธุรกิจบริการด้านสุขภาพที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากความนิยมในการเข้ามารักษาพยาบาลของกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป ประกอบกับการเอาใจใส่ดูแลด้านสุขภาพที่มีมากขึ้น แม้เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างในปัจจุบัน แต่ภาวะ การป่วยไข้ของประชาชนยังคงมีอยู่และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ตามการเพิ่มจำนวนของประชากรและสัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น นอกจากนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังถือเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการสุขภาพที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภาคบริการ ตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศปีละจำนวนมหาศาล

สถานะผู้ประกอบการ…ส่วนใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ
ฝ่ายวิจัยของธนาคารนครหลวงไทย ระบุว่า ในปี 2549 โรงพยาบาลเอกชนของไทยมีทั้งหมด 344 แห่ง มีจำนวนเตียงทั้งหมด 35,806 เตียง ซึ่งมีทั้งรูปแบบโรงพยาบาลเดี่ยวและกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างแพทย์กับนักธุรกิจ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการที่แพทย์หรือนักธุรกิจจะลงทุน ด้วยตนเอง ปัจจุบัน กลุ่มโรงพยาบาล เอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 17 แห่ง และหากพิจารณาแยกตามภูมิภาคแล้วจะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่ในเขตภาคกลาง มีสัดส่วนร้อยละ 62.79 และมีการกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครถึงร้อยละ 29.65 ขณะที่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีสัดส่วนรองลงมา คือ ร้อยละ 14.83 12.79 และ 9.59 ตามลำดับ

จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ ประชาชนมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อ การเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยในประเทศไปด้วย กลุ่มผู้ป่วยในประเทศนี้ ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 65 ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทยทั้งหมด โดยผู้บริโภคบางส่วนได้เริ่มหันไปใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐหรือคลินิกนอกเวลาทำการแทน เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนบางรายได้มีการปรับลดเป้าหมายรายได้และการขยายตัวของโรงพยาบาลลง รวมทั้งชะลอการลงทุนขยายกิจการออกไป

ตลาดต่างประเทศ….JTEPA ดันคนไข้ญี่ปุ่นโต
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนหลายรายได้หันมาให้ความสนใจกลุ่มผู้ป่วยชาว ต่างชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลปิยะเวท และโรงพยาบาลพระรามเก้า นอกจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาลกรุงเทพ ที่ได้เน้นทำการตลาด ผู้ป่วยต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ เพื่อชดเชยรายได้ในส่วนของผู้ป่วยในประเทศที่หายไปเพราะ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และเพื่อสนองตอบนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub of Asia โดยในปี 2549 มีชาวต่างชาติที่เข้ารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านคน หรือขยายตัวร้อยละ 12 จากปีก่อนหน้า ส่วนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก คือ กลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง (Expatriate หรือ Expat.) โดยนิยมเข้ามารักษาโรคทั่วไป โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคหัวใจ โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่มีสัดส่วนสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมดที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในไทย

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่มีความต้องการเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรคเฉพาะทางหรือโรคที่รักษายาก โดยนิยมเข้ามารักษาโรคหัวใจมากที่สุด รองลงมา คือ โรคมะเร็ง โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท รวมถึงการผ่าตัดแปลงเพศ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด

กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยแล้วเกิดเจ็บป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุ จึงได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของไทย มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนผู้ป่วยต่างชาติทั้งหมด

ผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นถือเป็น ผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยเป็นสัดส่วนมากที่สุด โดยอยู่ที่ร้อยละ 15 ของจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สหรัฐอเมริกา และเอเชียใต้ มีสัดส่วนร้อยละ 11 และร้อยละ 8 ตามลำดับ ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) หรือ JTEPA ทำให้เอื้อต่อการเข้ามาใช้บริการรักษาพยาบาลในไทยของผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น ทั้งในกลุ่มที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยและกลุ่มที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยโดยตรง ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนหลายรายสนับสนุนให้พนักงานของตนเข้าซื้อบริการด้านสุขภาพของโรงพยาบาลในต่างประเทศที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่าย ต่ำกว่าโรงพยาบาลในประเทศของตน โดยหนึ่งในนั้นมีโรงพยาบาลเอกชนของไทยรวมอยู่ด้วย ส่งผลให้ ผู้ป่วยจากทั้ง 2 ประเทศนี้ยังมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก

กลุ่มผู้ป่วยจากประเทศในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 นั้น ประเทศในแถบยุโรปและอเมริกาได้มีมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมเคยเข้ารับการรักษาพยาบาลในประเทศเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้าไปในประเทศเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้หันเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยมากขึ้น (โปรดติดตามอ่านต่อตอนที่ 2)
กำลังโหลดความคิดเห็น...