xs
xsm
sm
md
lg

รองเท้ากีฬา : พิษค่าเงินบาท ต้นทุนเพิ่ม สู้จีนและเวียดนามไม่ได้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬานับเป็นอีกอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการบางรายต้องปิดตัวลง และบางรายเริ่มใช้มาตรการชะลอการจ้างงาน เมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบของค่าเงินบาท หลังจากในระยะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทั้งที่มีการปรับเพิ่มค่าแรงงาน และต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ปัญหาที่อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาที่ไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นับว่าเป็นกรณีตัวอย่างของปัญหาอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต เนื่องจากผู้ประกอบการพร้อมจะย้ายฐานการผลิตและคำสั่งซื้อไปยังแหล่งที่มีต้นทุนถูกกว่า โดยปัญหาการลดคำสั่งซื้อรองเท้ากีฬาจากไทยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่ผู้ผลิตรองเท้ากีฬาในอินโดนีเซียก็ประสบปัญหาเดียวกัน กล่าวคือ บริษัทแม่ลดคำสั่งซื้อรองเท้ากีฬาจากโรงงานบางแห่งในอินโดนีเซีย จากที่เคยมีคำสั่งซื้อเดือนละ 650,000 คู่ เหลือเพียง 200,000 คู่ เนื่องจากโรงงานเหล่านั้นไม่สามารถผลิตสินค้าตามมาตรฐานได้ แม้ว่าบริษัทแม่จะย้ายคำสั่งซื้อไปยังโรงงานอื่นๆที่อยู่ในอินโดนีเซีย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาในอินโดนีเซียเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย

การผลิต...ต้นทุนพุ่ง มุ่งย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ
อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาไทยมีผู้ผลิตรวมประมาณ 50 ราย เงินลงทุนรวม 5,000 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานรวม 30,000 คน ปริมาณการผลิตรองเท้ากีฬาประมาณปีละ 490,000 คู่ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.1 ต่อปี โดยการผลิตรองเท้ากีฬาแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

1.การผลิตตามใบอนุญาตเป็นการผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทแม่ในต่างประเทศ โดยต้องทำสัญญา ซึ่งมีตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออกและผู้ผลิตมีสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย

2.การรับจ้างผลิตตามแบบ (Original Equipment Manufacturing : OEM) ของผู้ว่าจ้างในต่างประเทศ เป็นการรับจ้างผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างจะออกแบบ กำหนดขนาด และจัดหาวัตถุในการผลิตให้ สินค้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด ผู้ผลิตไทยจึงไม่มีสิทธิจำหน่ายในประเทศ

3.การผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง เป็นการผลิตโดยผู้ผลิตออกแบบเอง ซึ่งในระยะหลังผู้ผลิตรองเท้ากีฬาของไทยหันมาพัฒนาการผลิตและยี่ห้อของตนเอง(Private-label Market) โดยตลาดนี้ยังมีผู้ทำการผลิตจำนวนน้อยราย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาดโดยการผลิตรองเท้ากีฬาเฉพาะประเภทมากขึ้น เช่น กลุ่มรองเท้าวิ่ง รองเท้าแอโรบิค รองเท้าแบดมินตัน เป็นต้น

ตั้งแต่ปี 2546 บริษัทผู้ว่าจ้างผลิตรองเท้ากีฬาเริ่มมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตถูกกว่าไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม ทำให้ผู้ผลิตของไทยหันมาปรับทิศทางการผลิตและการตลาดโดยหันมาให้ความสนใจกับตลาดในประเทศมากขึ้น โดยปัจจัยหนุนคือ ตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากปัญหาการย้ายฐานการผลิตแล้ว ผู้ผลิตรองเท้ากีฬาของไทยยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น

ตลาดในประเทศ...รองเท้านำเข้าตัดราคา กำลังซื้อลด
คาดว่าตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศในปี 2550 มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 6.0 ต่อปี ซึ่งนับว่าตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากที่เคยมีอัตราการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 10.0-15.0 ต่อปี ตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งในส่วนผู้ผลิตของไทยและรองเท้ากีฬาที่นำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศลดลง ผู้ประกอบการเน้นประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน โดยไม่มีผู้ประกอบการรายใดลงทุนเพิ่ม เพียงแต่การปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อรักษายอดจำหน่ายและรักษาฐานลูกค้าไว้

ปัจจุบันสัดส่วนของตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศมีประมาณร้อยละ 20.0 ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ตลาดเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพตนเอง โดยกลุ่มนี้จะเน้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องนับว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวของตลาดรองเท้ากีฬาในประเทศ

ผลกระทบของผู้ประกอบการรองเท้ากีฬาในประเทศแยกออกได้ ดังนี้
-รองเท้ากีฬาระดับล่างหรือรองเท้ากีฬาในระดับราคา 200-300 บาท/คู่ ยังมียอดจำหน่ายทรงตัว เนื่องจากราคาไม่แพง ลูกค้ายังกล้าที่จะตัดสินใจซื้อ แต่ผู้ประกอบการของไทยก็ต้องเผชิญกับรองเท้ากีฬาราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตัดราคาจำหน่าย กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกปี 2550 ไทยนำเข้ารองเท้ากีฬา 9.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 และเมื่อพิจารณามูลค่าการนำเข้าตลอดช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงเกือบร้อยละ 25.0 ต่อปี แหล่งนำเข้ารองเท้ากีฬาที่สำคัญของไทยคือ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีแหล่งนำเข้าใหม่ที่เริ่มเข้ามาตีตลาดรองเท้ากีฬาในไทยคือ บราซิล อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี กัมพูชา และโรมาเนีย ซึ่งน่าจะเป็นการนำเข้ามาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่ม แม้ว่ามูลค่าการนำเข้ายังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออก แต่ก็มีอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูงอย่างน่าจับตามอง เนื่องจากต้องส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรองเท้ากีฬาในประเทศไทย

-รองเท้ากีฬาระดับกลางขึ้นไป ต้องเผชิญปัญหายอดจำหน่ายลดลง เนื่องจากเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากต้องแข่งขันกับรองเท้ากีฬานำเข้า ซึ่งมีการทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำตรายี่ห้อให้กับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย แม้ว่ารองเท้ากีฬาที่ผลิตได้ในประเทศจะมีราคาต่ำกว่ารองเท้ากีฬานำเข้าร้อยละ 20-30 ก็ตาม แต่การแข่งขันของรองเท้ากีฬาในกลุ่มนี้ราคาไม่ใช่ประเด็นหลักในการพิจารณาเลือกซื้อของลูกค้า แต่ดีไซน์ คุณภาพและชื่อเสียงของตรายี่ห้อที่ได้รับการยอมรับจะเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจของลูกค้า

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศด้วยกัน และจากสินค้านำเข้า ซึ่งนับวันจะมีบทบาทมากขึ้น นับว่าเป็นแรงกดดันและท้าทายความสามารถของผู้ผลิตรองเท้ากีฬาไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้นผู้ผลิตที่สามารถจะอยู่รอดได้จะต้องมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต ด้านคุณภาพของสินค้า กลยุทธ์การตลาด และต้องมีระบบการบริหารจัดการที่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญเพื่อความอยู่รอด คือ การพัฒนารูปแบบของรองเท้ากีฬาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความหลากหลายของสินค้าและสร้างความได้เปรียบกับคู่แข่ง การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพทำให้เกิดความเชื่อถือของลูกค้า และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้า และทำให้ตรายี่ห้อเป็นที่รู้จักมากขึ้น (โปรดติดตามอ่านต่อตอนที่ 2)
กำลังโหลดความคิดเห็น...