xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ของไทย : ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทยมีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25 ของสินค้าอุตสาหกรรมและเป็นร้อยละ 20ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ภาคการผลิตในสาขานี้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(Foreign Direct Investment: FDI)จำนวนมากในแต่ละปีอย่างไรก็ตามไทยเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งเช่น เวียดนาม จีนและอินเดียทั้งในด้านการเป็นแหล่งลงทุนในการผลิตและเป็นตลาดส่งออกในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2550 พบว่าสัดส่วนของเงินลงทุนในโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนลดลงมูลค่าการลงทุนในโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนหดตัวลงร้อยละ 14.3 ต่อเนื่องจากปี 2549 ที่ลดลงร้อยละ 8.8โดยอัตราการขยายตัวได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งการชะลอตัวของการลงทุนในภาคนี้จะส่งผลต่อการผลิตและส่งออกในอนาคต

ภาคการผลิตยังขยายตัวได้ดี
ภาคการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการขยายตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม2550โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลผลิตของอุตสาหกรรม (MPI)กระเตื้องขึ้นจากเดือนเมษายนสำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 ขยายตัวร้อยละ 20.6ยังเป็นการขยายตัวที่สูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต่ำกว่าร้อยละ 24.6 ของช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อยและสูงกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยรวมที่อยู่ในระดับร้อยละ 6.2ในหมวดย่อยพบว่ามีการขยายตัวพอสมควรในกลุ่มสินค้าแผงวงจรไฟฟ้า (IC),คอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)ช่วงห้าเดือนแรกของปี เนื่องจากการโยกย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในกลุ่มอุตสาหกรรมHDD และส่วนประกอบระยะหลายปีที่ผ่านมา

ภาคการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมสำหรับช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าดัชนีผลผลิตจะปรับขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของอุตสาหกรรมโดยในช่วงครึ่งหลังของปีการผลิตมักจะมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นตามคำสั่งซื้อที่ต้องการให้ส่งมอบสินค้าในช่วงปลายปี

การเคลื่อนไหวของอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับดัชนีผลผลิต ทั้งนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉลี่ยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2550 อยู่ที่ระดับร้อยละ 73.1 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ย72.1ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หมวดสินค้า IC และ HDD มีการใช้กำลังการผลิตสูงกว่าหมวดอื่นๆ

การส่งออกยังขยายตัวในเกณฑ์ดีแม้ชะลอตัวลงจากปีก่อน
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการส่งออกภาวะการส่งออกในช่วงห้าเดือนแรกของปีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รวม11,718 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 13.5 จากในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดีอัตราการเติบโตปรับลดลงเมื่อเทียบกับร้อยละ17.9 ของปีก่อนหน้าและต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวม โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ IC เป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงรวมกันกว่าร้อยละ 83 ของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยสินค้าสองกลุ่มนี้ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าในอัตราร้อยละ 13.1 และร้อยละ 23.2 ตามลำดับ ในช่วงห้าเดือนแรกการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปยังตลาดที่สำคัญคือ ประเทศสหรัฐอเมริกาขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.50 ลดลงจากร้อยละ 26.5ของช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าสาเหตุจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ การส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นขยายตัวร้อยละ3.8

ในขณะที่อัตราการขยายตัวของการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ11.6 เป็นร้อยละ 25.3 ในปี 2550ทั้งนี้คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้จีนจะแซงหน้าสหรัฐในฐานะประเทศผู้นำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่ที่สุดของไทย สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตจากต่างประเทศพบว่าราคาทองแดงในตลาดโลกอยู่ในระดับที่สูง ความเสี่ยงต่ออนาคตการเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

-ประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ลดลงจากสถิติที่รวบรวมโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ลดลงจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของเงินลงทุนการลงทุนในภาคนี้มีการชะลอตัวตั้งแต่ปี 2548 ในปี 2550จำนวนโครงการของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจนถึงเดือนมิถุนายนมีจำนวน126 โครงการโดยมีมูลค่าการลงทุน 38.8 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.3 จากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 45.3 พันล้านบาท

สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนมีจำนวน 131 โครงการ มีเงินลงทุนในโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ตามการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนทั้งหมดโดยส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานเปรียบเทียบที่หดตัวต่อเนื่องในช่วงระหว่างปี 2548 และ 2549สัดส่วนการลงทุนในภาคอิเล็กทรอนิกส์ได้ลดลงเหลือร้อยละ 13.3 จากร้อยละ 18 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

-นักลงทุนมีการโยกย้ายการลงทุนหรือเริ่มการลงทุนใหม่ไปยังประเทศอื่นโดยดูจากทั้งจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและมูลค่าการลงทุนซึ่งมีการลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีที่แล้ว ในกรณีของญี่ปุ่นนักลงทุนได้ให้ความสนใจไปลงทุนในประเทศอื่นมากขึ้นทั้งที่เวียดนาม มาเลเซีย และอินเดีย และลดการลงทุนในประเทศไทยลงกว่าร้อยละ 6.6 ในปี 2549(เม.ย.2549-มี.ค.2550) ในขณะที่ประเทศเวียดนามได้รับเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากเฉพาะญี่ปุ่นประเทศเดียวกว่า 2 เท่า

- ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน สินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นกลาง-สูงมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีค่อนข้างเร็วการย้ายฐานการผลิตตามต้นทุนจึงไม่มีความสำคัญมากเท่าสินค้าที่ใช้ระดับเทคโนโลยีต่ำยกเว้นแต่การประกอบที่อาจทำในประเทศกำลังพัฒนาที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องค่าจ้างแรงงานต่ำ ปัจจุบันจากผลการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (The IMD World Competitiveness Yearbook 2007) ประเทศไทยถูกปรับลดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันลงมาเป็นอันดับที่ 33 จากอันดับที่ 32

- ค่าแรงและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพิ่มภาระต้นทุนการผลิต ค่าแรงและค่าครองชีพในไทยนับว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม และประเทศจีน และอินเดีย ทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตจากค่าจ้างแรงงาน ประกอบกับโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้เมื่อมีการส่งออกเพิ่มขึ้นก็ยิ่งต้องมีการนำเข้าสูงตามขึ้นไปด้วยขณะที่ราคาวัตถุดิบในการผลิต เช่น ทองแดง ในตลาดโลกมีราคาสูงและผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความผันผวนของราคา

- การพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างจำกัดในขณะที่ต้นทุนค่าจ้างแรงงานเป็นตัวแปรที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนเพื่อผลิตสินค้าที่ไม่เน้นใช้เทคโนโลยีที่สูงนัก การวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีและการตลาดผลิตภาพของกระบวนการผลิตและความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญมากเช่นกันในผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยลักษณะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังเป็นในรูปแบบของการรับจ้างผลิต คือมีการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์สำเร็จรูปและซอฟท์แวร์เข้ามาทำการประกอบในประเทศทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปค่อนข้างจำกัด อีกทั้งการตลาดก็มักถูกกำหนดมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ
กำลังโหลดความคิดเห็น...