xs
xsm
sm
md
lg

ผลิตภัณฑ์กาแฟปี’50ยังเฟื่อง มูลค่าตลาดทะลุ 25,600 ล้านบาท

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์กาแฟในปี 2550 เท่ากับ 25,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวร้อยละ 6.7 โอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์กาแฟยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความนิยมดื่มกาแฟมากขึ้นของคนไทยและการกระตุ้นตลาดของบรรดาผู้ประกอบการ โดยการระดมกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลายเพื่อให้คนไทยหันมาดื่มกาแฟกันมากขึ้น

จับตาตลาดกาแฟทรีอินวันและกาแฟคั่วบด
ในปี 2550 คาดว่าตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปมีมูลค่าทางการตลาด 12,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของตลาดร้อยละ 5.3 ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปก็ยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนรายใหม่ ดังจะเห็นได้จากกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อใหม่ๆยังมีเข้ามาทดลองตลาด นอกจากนี้ผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปชนิดขวดก็ปรับตัวโดยการหันมาผลิตกาแฟ ทรีอินวัน ซึ่งนับว่าเป็นตัวดึงให้ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปบรรจุขวดนั้นยังคงเป็นที่นิยมบริโภคภายในครัวเรือนและร้านขายกาแฟที่ยังมีกาแฟประเภทนี้เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าด้วย อย่างไรก็ตาม ตลาดกาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปมีการแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ โดยเน้นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ดังนี้

-กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงทรีอินวัน(การผสมกาแฟ ครีมเทียมและน้ำตาลบรรจุในซองเดียวกัน) ซึ่งเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคเป็นหลัก โดยจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันแล้วแต่ยี่ห้อ กลุ่มเป้าหมายหลักคือ ผู้ชอบการเดินทางและกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ส่วนแบ่งตลาดของกาแฟทรีอินวันนับได้ว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ในปี 2550 มูลค่าของตลาดกาแฟทรีอินวันสูงถึง 4,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30.0 ของตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปทั้งหมด จากที่ในช่วงระยะ 3-4 ก่อนนั้นตลาดกาแฟทรีอินวันมีสัดส่วนตลาดเพียงร้อยละ 4.0 ของตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปทั้งหมด นอกจากนี้อัตราการขยายตัวของกาแฟทรีอินวันนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.0 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์กาแฟทั้งหมดที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.0 เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟทรีอินวันให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างไปของผู้บริโภค นอกจากการขยายตัวที่อยู่ในเกณฑ์สูงมากสำหรับตลาดในประเทศแล้ว ผู้ผลิตบางรายยังมีการเจาะขยายตลาดต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ

-กาแฟคั่วบด ปัจจุบันตลาดกาแฟคั่วบดกำลังกลับมาได้รับความนิยมใหม่ โดยการเติบโตของตลาดกาแฟคั่วบดในไทยอิงไปขยายตลาดในร้านกาแฟพรีเมี่ยมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผู้บริโภคยังมีเครื่องชงกาแฟคั่วบดเองที่บ้าน กล่าวคือในไทยไม่ถึง 5 ครัวเรือนในทุกๆ 100 หลังคาเรือนมีเครื่องชงกาแฟคั่วบด เมื่อเทียบกับประเทศในสหรัฐฯและสหภาพยุโรปที่ประมาณ 7-8 ครัวเรือนในทุกๆ 10 หลังคาเรือนมีเครื่องชงกาแฟคั่วบด ดังนั้นตลาดกาแฟคั่วบดนั้นยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก ทั้งในส่วนของการขยายตลาดในร้านกาแฟพรีเมี่ยมและการกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาดื่มกาแฟคั่วบดที่บ้านหรือมีเครื่องชงกาแฟคั่วบดที่บ้าน

นอกจากนี้การเติบโตของร้านกาแฟพรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละค่ายมีแนวโน้มที่จะเข้ามาตั้งโรงงานคั่วบดกาแฟในไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตวัตถุดิบเอง รวมทั้งส่งออกไปจำหน่ายยังร้านกาแฟพรีเมี่ยมที่เป็นเครือข่ายสาขาในต่างประเทศด้วย คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้การส่งออกกาแฟคั่วบดจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากชาวต่างประเทศหันมานิยมกาแฟสำเร็จรูปรสชาติเข้มข้นแบบไทยๆมากขึ้น นอกจากนี้ร้านกาแฟแฟรนไชส์ต่างประเทศเริ่มนิยมสั่งกาแฟคั่วบดแบบไทยๆไปจำหน่ายตามสาขาในต่างประเทศด้วยทำให้กาแฟคั่วบดเป็นสินค้าส่งออกที่น่าจับตามอง โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 3 ปีที่ผ่านมากล่าวคือ ในปี 2549 ปริมาณการส่งออกเท่ากับ 1,024 ตัน มูลค่า 172.88 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2548 ทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 90.1 และ 105.0 ตามลำดับ ตลาดส่งออกที่น่าสนใจ คือ สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ อินเดีย โปแลนด์ เยอรมนี ลาว และเกาหลีใต้

-กาแฟผงกึ่งสำเร็จรูปพรีเมี่ยม ตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมี่ยมนับว่าเป็นตลาดที่ไม่อาจมองข้ามได้แม้ว่าราคาจะอยู่ในเกณฑ์สูง แต่ก็สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางกลุ่มได้ โดยมีปัจจัยหนุนการเติบโตคือ คนไทยเริ่มหันมานิยมบริโภคกาแฟชั้นดีระดับพรีเมี่ยม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาเปิดร้านกาแฟพรีเมี่ยมอย่างแพร่หลายในไทย ทำให้รสนิยมการบริโภคกาแฟของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คาดการณ์ว่าตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมี่ยมมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4-5 ต่อปี ซึ่งทางผู้ผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปในประเทศก็ปรับกลยุทธ์โดยหันมาผลิตกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมี่ยมเพื่อแข่งขันกับกาแฟผงสำเร็จรูปพรีเมี่ยมที่นำเข้า รวมทั้งวางแผนขยายการส่งออกกาแฟผงสำเร็จรูปอีกด้วย ปริมาณการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าปริมาณการนำเข้าในปี 2549 จะลดลง แต่มูลค่าการนำเข้ายังคงเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ในปี 2549 ปริมาณการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเท่ากับ 8,903 ตัน มูลค่า 981.19 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้วปริมาณนำเข้าลดลงร้อยละ 41.6 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.1 โดยประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้ากาแฟผงสำเร็จรูปของไทย คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐฯ และจีน ส่วนการส่งออกกาแฟผงสำเร็จรูปนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากผู้บริโภคในต่างประเทศหันมานิยมบริโภคกาแฟสำเร็จรูปของไทย รวมทั้งผู้ประกอบการบางรายเริ่มส่งออกกาแฟทรีอินวัน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ กล่าวคือ ในปี 2549 ปริมาณการส่งออกกาแฟสำเร็จรูปเท่ากับ 26,231 ตัน มูลค่า 1,765.67 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2548 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.9 และร้อยละ 26.4 ตามลำดับ โดยการส่งออกกาแฟสำเร็จรูปของไทยในปัจจุบันกระจายอยู่กว่า 60 ประเทศทั่วโลก ตลาดที่น่าสนใจได้แก่ ฟิลิปปินส์ ตุรกี สหรัฐฯ ลาว พม่า ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล
กำลังโหลดความคิดเห็น...