xs
xsm
sm
md
lg

"อมตะ"เพิ่มเป้ารายได้รับอานิสงส์เปิดFTA

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 สามารถขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด 671.11 ไร่ มูลค่า 1,508 ล้านบาท กำไรสุทธิ 404.52 หรือมีอัตราการเติบโต 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2547 และเมื่อรวมผลประกอบการครึ่งปีแรก บริษัทสามารถขายพื้นที่ทั้งหมด 901.74 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี จำนวน 427.21 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง จำนวน 474.53 ไร่ จำนวนลูกค้า 39 ราย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,534.06 ล้านบาท กำไรสุทธิ 624.12 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลัก ยังคงเป็นนักลงทุนชาวญี่ปุ่น 30% รองลงมาเป็นชาวไทย 21% , ยุโรป 15% , ไต้หวัน 8% , จีน 5% รวมถึงบริษัทร่วมทุนต่างชาติ โดยเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ 38% , อุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค 21% , เหล็กและพลาสติก 13% , ธุรกิจบริการ 10% และอื่นๆ 10%
จากตัวเลขยอดขายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในนิคมอุตฯมากขึ้น โดยเฉพาะอุตฯที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ เพื่อป้อนให้กับบริษัทรถยนต์รายใหญ่หลายรายที่ย้ายฐานการผลิตมาอยู่ในไทย
นอกจากนี้ การที่ไทยและญี่ปุ่นจะเปิดการค้าเสรี FTA ในเดือนกันยายนปี2549 ซึ่งจะทำให้กฎระเบียบในการลงทุน รวมถึงกำแพงภาษีจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนเป็นการค้าเสรี จะทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันมาลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตถูกกว่า รวมถึงผลความขัดแย้งของจีนและญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา กระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น อีกทั้งการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นของจีน อาจทำให้การลงทุนในจีนเปลี่ยนแปลงหันมาลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น
" การลงทุนในจีนดูแล้วเหมือนจะมีโอกาสในการลงทุนสูง การทำกำไรได้ดี เนื่องจากต้นทุนต่ำ ค่าแรงถูก แต่เมื่อลงทุนตั้งโรงงานไปได้ประมาณ 2-3 ปี ก็จะมีโรงงานหน้าตาเหมือกับโรงงานเรา ผลิตสินค้าคล้ายๆกันเกิดขึ้น แต่ราคาเค้าจะถูกกว่าเรามาก เราก็ต้องเจ๊งในที่สุด เพราะเค้าจะไม่มีจรรยาบรรณในเรื่องนี้ แต่ไทยไม่ทำอย่างนั้น ทำให้ต่างชาติไว้ใจเรา " นายวิบูลย์ กล่าว
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งหลังปี48 บริษัทอาจทบทวนการปรับเป้ารายได้ใหม่ในเดือน ก.ย.นี้ อีกครั้ง จากที่ต้นปีตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ไร่ ซึ่งการปรับเป้ารายได้ดังกล่าวเนื่องมาจาก แนวโน้มการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งนักลงทุนกลุ่มเดิมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่ม และกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ได้เจรจาเสร็จสิ้นแล้ว 2-3 ราย พื้นที่กว่า 100 ไร่ มูลค่า 300-400 ล้านบาท โดยยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็คทรอนิคจากญี่ปุ่นและจีนเป็นหลัก และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าเกือบ 20 ราย ซึ่งจะเจรจาให้จบภายในสิ้นปี
นางสมหะทัย พานิชชีวะ ผู้อำนวยการสายพัฒนาธุรกิจ บริษัทอมตะฯ กล่าวถึงแผนการพัฒนาธุรกิจใหม่ในเครือว่า ได้ตั้งเป้าหมายการสร้างธุรกิจใหม่เพื่อเสริมงานบริการและความสะดวกสบายให้แก่นักลงทุนในนิคมอุตฯ เพื่อให้อมตะเป็น " เมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ " โดยตั้งเป้าเปิดบริษัทลูกให้ได้ 50 บริษัทภายใน 3 ปี ปัจจุบันได้เปิดดำเนินการแล้ว 13 บริษัท ล่าสุด เตรียมเปิดศูนย์แพทย์อมตะ ซึ่งการลงทุนในธุรกิจในเครือนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการลงทุนว่า ต้องมีผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 20% จากมูลค่าการลงทุน
สำหรับในส่วนของการพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัยนั้น บริษัทได้กันพื้นที่ขนาด 100 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่พนักงานที่ทำงานในนิคมที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1 แสนคน ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการที่พัฒนาที่อยู่อาศัยระดับล่างและกลาง ในการร่วมทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่เป็นอาคารชุด จำนวน 3,000-5,000 ยูนิต นอกเหนือจากการให้การเคหะแห่งชาติ(กคช.) เข้าไปพัฒนาโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งโครงการดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาผู้เข้ามารับก่อสร้างในเฟสแรก จากจำนวนทั้งหมด 1,400 ยูนิต
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีนี้บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการสนามกอล์ฟ "อมตะ สปิง คันทรีคลับ" ขนาด 18 หลุม บนเนื้อที่กว่า 800 ไร่ ซึ่งได้พัฒนาแล้วเสร็จไม่เดือนที่ผ่านมา โดยเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนชาวสิงคโปร์ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าว บริษัทยังได้แบ่งที่ดินจำนวน 60-70 ไร่ในพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยระดับบน แบ่งเป็นบ้านพร้อมที่ดินราคาตั้งแต่ 9-12 ล้านบาท และที่ดินอย่างเดี่ยว ในสัดส่วน 50: 50 %โดยจะเปิดตัวพร้อมกับสนามกอล์ฟ
ด้านบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งผลการดำเนินงานของไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 242.94 ล้านบาท โต 71.19% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่เดียวกันของปี 2547 ที่มีกำไรสุทธิ 141.92 ล้านบาท รายได้รวม จำนวน 538.35 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปี47 ที่มีรายได้รวม จำนวน 448 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.17% โดยมีรายได้การดำเนินงานจากธุรกิจหลัก คือรายได้จากการขายที่ดิน 342.26 ล้านบาท,ค่าบริการ 65.42 ล้านบาท และค่าเช่า 17.85 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานของทั้งสองบริษัท แสดงให้เห็นว่า การขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมและแนวโน้มการการลงทุน ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวก็ตาม
กำลังโหลดความคิดเห็น...