xs
xsm
sm
md
lg

ชี้คนเอเชียไม่สะเทือนน้ำมันแพง แผนรัฐลดใช้พลังงานส่อเค้าเหลว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เอเอฟพี/รอยเตอร์ - ราคาน้ำมันจ่อทะลุ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง บีบให้รัฐบาลทั่วเอเชียต้องลุกขึ้นมาประกาศโครงการประหยัดพลังงานกันอย่างเร่งร้อน แต่น่าเสียดายที่มาตรการรณรงค์ให้ประชาชนเพลาๆ การขับรถ ลดการใช้แอร์ และหันไปหาพลังงานทางเลือกใหม่ได้รับการตอบสนองเบาบางเหลือเกิน

ราคาน้ำมันไนเม็กซ์ของตลาดนิวยอร์กที่ซื้อขายกันที่สิงคโปร์วานนี้ (6) เปิดตัวด้วยการสวิงขึ้นอีก 27 เซ็นต์ อยู่ที่ 59.86 ดอลลาร์ จากที่บวกมาวันก่อนหน้าแล้วที่ตลาดนิวยอร์ก 84 เซ็นต์ และช่วงหนึ่งดีดทะลุ 60 ดอลลาร์ สาเหตุมาจากความกังวลในศักยภาพการกลั่นน้ำมันซึ่งไม่พอเพียง บวกกับความวิตกว่าอาจมีพายุพัดถล่มฐานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

นอกจากนั้น นักเก็งกำไรยังแห่แหนเข้าตลาดดันราคาน้ำมันทะยานขึ้น เพื่อหาประโยชน์จากความวิตกว่าดีมานด์ที่จะพุ่งสูงสุดในช่วงฤดูหนาว คงจะหาซัปพลายน้ำมันสำเร็จรูปได้ไม่พอสนอง โดยเฉพาะน้ำมันเตาและน้ำมันกลั่นอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ต่ำกว่าปริมาณเฉลี่ยประจำฤดูกาลถึงครึ่งหนึ่ง

ภาวะน้ำมันแพงเช่นปัจจุบันอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กำลังบีบให้รัฐบาลทั่วเอเชียลุกขึ้นมาเปิดโครงการประหยัดพลังงานกันอย่างกระฉับกระเฉง

วันจันทร์ที่ผ่านมา (4) กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานของไทยเสนอมาตรการลดการใช้น้ำมันและไฟฟ้าลง 10% ภายใน 3 เดือน ซึ่งจะสามารถประหยัดเงินได้ 4,850 ล้านดอลลาร์ (200,000 ล้านบาท) ในช่วง 5 ปี

ประเทศต่างๆ ทั่วทั้งเอเชียต่างดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ กรณีจีนนั้นใจหนึ่งก็อยากลดการใช้น้ำมันลง แต่อีกใจเห็นว่าจะต้องรักษาเสถียรภาพซัปพลายพลังงานในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตรุดหน้าเร็วที่สุดในภูมิภาค

ปีที่ผ่านมาแดนมังกรเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยมณฑล 2 ใน 3 เข้าขั้นวิกฤตที่สุดนับจากทศวรรษ 1980 และปีนี้ก็มีแนวโน้มว่าสถานการณ์อาจหนักหนากว่าเดิม

จากการคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 ล้านล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงในปี 2010 จาก 1.9 ล้านล้านกิโลวัตต์เมื่อปี 2003 ทำให้ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการอนุรักษ์พลังงานเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การปลุกจิตสำนึกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เพื่อให้การประหยัดพลังงานกลายเป็นการกระทำโดยสมัครใจของประชากรทั้งหมด

มาวันจันทร์ นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าเสนอแนะมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการขอให้หน่วยงานราชการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ให้ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงแนะให้ข้าราชการสวมเสื้อผ้าบางๆ แทนการสวมสูท-ผูกไทแบบตะวันตก

แม้รัฐบาลพยายามรณรงค์ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน แต่ข้อเท็จจริงก็คือทุกปีราษฎรหลายล้านครัวเรือนจะพร้อมใจซื้อเครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ

ที่อินเดีย ประชาชนเพียง 55% มีไฟฟ้าใช้ แต่รัฐบาลมีแผนขยายสาธารณูปโภคนี้ให้ทั่วถึงทุกครัวเรือนภายในปี 2012 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการประหยัดพลังงานเกือบ 25,000 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม นอกจากนั้นยังจะมีการตรวจสอบการใช้พลังงานในบางกระทรวง รวมถึงในภาคเอกชน

ที่ฟิลิปปินส์ เดือนที่แล้วมีการเปิดฟาร์มลม เสียแต่ว่าโครงการดังกล่าวผลิตกระแสไฟฟ้าได้แค่ 24.75 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับจังหวัดเดียวเท่านั้นจากทั้งหมด 75 จังหวัด ขณะที่การเรียกร้องผู้ขับขี่ใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันมะพร้าวก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับเท่าใดนัก

เช่นเดียวกันการประหยัดพลังงานไม่ใคร่เป็นที่สนใจเท่าไรในบังกลาเทศที่อุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติสำรอง อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีเป้าหมายให้ประชาชนหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติอัด (ซีเอ็นจี) เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันนำเข้าในอนาคต

สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่ดูจะเป็นที่นิยมกว้างขวางน่าจะเป็นการใช้พลังน้ำ ซึ่งเท่ากับการฝากความหวังไว้กับทรัพยากรธรรมชาติเช่นเดียวกัน

เดือนที่ผ่านมาเวียดนามขาดแคลนไฟฟ้าอย่างหนัก ทำให้พื้นที่ทางภาคเหนืออยู่ในความมืดมิด และส่งผลกระทบแม้กระทั่งในกรุงฮานอย เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนที่ใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าใหญ่ที่สุดลดต่ำอย่างน่ากลัว รัฐบาลจึงต้องส่งจดหมายเวียนเป็นการด่วนไปยังกระทรวง เมือง และจังหวัดต่างๆ ให้ใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ที่เกาหลีใต้ รัฐบาลตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลง 7% ภายในปี 2008 โดยในระยะแรกจะดำเนินการตามความสมัครใจก่อน

แต่สำหรับเมืองไทย รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าคงเป็นการยากที่จะจูงใจคนจำนวนมากให้หันหลังให้ความฟุ่มเฟือยหรูหรา อย่างเช่น การเปิดไฟสว่างไสวในอาคาร โรงภาพยนตร์เย็นฉ่ำ ฯลฯ และหันหน้ามาประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร
กำลังโหลดความคิดเห็น...