xs
xsm
sm
md
lg

เผย ศก.เอเชีย-แปซิฟิก ปี 05 โต 4.2% เตือนภัยคุกคามจากความไร้สมดุล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เอเอฟพี – พีอีซีซีเผย อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยของเศรษฐกิจ 18 ประเทศหลักในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกปี 2005 จะชะลอตัวลงอยู่ที่ 4.2% จาก 5.4% ในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 5%

สภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิก (พีอีซีซี) เผยรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2005-2006 วานนี้ (15) ว่า ความไร้สมดุลทางการค้าและการเงินในภูมิภาคจะยังคงมีอยู่ในระดับสูงต่อไป

พร้อมเสริมว่า “เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2004 ทว่ายังเติบโตแข็งแกร่งในปี 2005”

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตในภูมิภาค จะขยายตัวแข็งแกร่งที่ 4.4% และ 2.6% ตามลำดับ และนำพาให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกเติบโตตามไปด้วย

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตร้อนแรงของจีนในปีที่ผ่านมาื ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าจีนได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจรายใหม่ในภูมิภาค

หยวนเปาวู ผู้ประสานงานคณะกรรมการการคาดการณ์เศรษฐกิจของพีอีซีซีแจงว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาจีนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญอันดับ 2 ของหลายๆ ชาติในแถบเอเชียแปซิฟิก และยังล้ำหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของแดนซามูไรอีกด้วย

สำหรับปี 2006 พีอีซีซีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของ 18 ชาติในภูมิภาคจะโตขึ้น 4.2% เนื่องจากความไร้สมดุลทางการค้าและการเงินกลายเป็นปัญหาคุกคามสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ความไร้สมดุลนี้มีความเกี่ยวพันกับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและบัญชีงบประมาณของสหรัฐฯ รวมถึงการที่ธนาคารกลางเอเชียหลายแห่งสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล ตลอดจนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของพญาอินทรีเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากธนาคารกลางในภูมิภาคหลายแห่งมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“การสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างฉับพลันต่อค่าเงินดอลลาร์อาจทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ เสื่อมมูลค่าลงอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินหลายแห่งและต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

“ดังนั้นธนาคารกลางเอเชียจึงมีบทบาทสำคัญยิ่ง เนื่องจากทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลที่ธนาคารเหล่านี้ถือครองในรูปของสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์มีอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2004”

ทั้งนี้พีอีซีซีระบุว่า ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ จะพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 755,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 6.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปลายปี 2005

นอกจากนี้รายงานยังเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งในปีนี้อาจชะลอตัวอยู่ที่ 3.5% หลังจากขยายตัวทำลายสถิติสูงสุดที่ 4.4% ในปี 2004 อันเป็นช่วงที่ดีมานด์ในประเทศแข็งแกร่งทำให้การนำเข้าสินค้าเพิ่มสูง จนยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถ่างกว้างขึ้น

ด้านจีนจะชะลอลงอยู่ที่ 8.5% จาก 9.5% ในปี 2004 โดยมีการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นแรงขับดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนญี่ปุ่นคาดว่าจะชะลอลงอยู่ที่ 1.3% ในปีนี้จาก 2.6% ในปีที่แล้ว

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของชาติส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2005 คาดกันว่าจะขยายตัวเพียงเล็กน้อยหลังจากที่ประเทศเศรษฐกิจหลักๆ ในภูมิภาคเติบโตแข็งแกร่งในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องจากการขยายตัวมากเกินไปในบางเรื่อง อาทิ ภาคการก่อสร้างและการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงดีมานด์จากต่างประเทศที่ลดน้อยลง

ทั้งนี้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 5% ลดลงจาก 6.1% ในปีก่อนหน้า อินโดนีเซียอยู่ที่ 5.5% จาก 5.1% สิงคโปร์อยู่ที่ 4.7% จาก 8.4% มาเลเซียอยู่ที่ 6% จาก 7.1% ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 5.7% จาก 6.1% และเวียดนามเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8.5% จาก 7.7%

ด้านฮ่องกงเติบโตขึ้นไม่มากนักอยู่ที่ 4.7% ในปีนี้จาก 8.3% และไต้หวันชะลอตัวลงอยู่ที่ 4% จาก 5.7% ในปีที่ผ่านมา
กำลังโหลดความคิดเห็น...