xs
xsm
sm
md
lg

แนวโน้มธุรกิจกองทุนรวมปี 48…เติบโตท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ตั้งแต่สิ้นปี 2546 ตลาดทุนไทยต้องเผชิญปัจจัยลบหลายประการ โดยตลาดหลักทรัพย์
การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันตลาดโลก การแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และสถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้

ส่งผลดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่สิ้นปี 2546 ถึงวันที่ 23 พ.ย.ลดลงแล้วกว่า 15.7% เทียบกับปีที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นถึง 116% ส่วนตลาดตราสารหนี้ ผลตอบแทนวัดจากดัชนี Total Return Index* ของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาเล็กน้อย

ปรับตัวขึ้น 1.9% เทียบกับการปรับตัวลง 2.5% ปี 2546 แต่การที่ตลาดตราสารหนี้ได้รับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ย ทั้งในและต่างประเทศ ที่คาดว่าจะปรับขึ้นอีกจนถึงปีหน้า ทำให้ความสนใจจะลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวของนักลงทุนปัจจุบัน ลดลง

ภาพรวมธุรกิจกองทุนรวมปี 47
ธุรกิจกองทุนรวมปีนี้ ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 ราย ส่งผลปัจจุบัน มี บลจ.ทั้งสิ้น 17 ราย อีกทั้งธุรกิจกองทุนรวมปีนี้ ยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบต่างๆ ที่กดดันตลาดทุนไทยตามที่กล่าวถึงข้างต้น

ส่งผลให้ บลจ.ต่างๆ ต้องปรับตัว โดยออกกองทุนใหม่ๆ เพื่อพยายามดึงดูดนักลงทุนมากยิ่งขึ้น จำนวนกองทุนรวมทั่วไป ไม่รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมที่ระดมทุนต่างประเทศ ถึงวันที่ 12 พ.ย.ทั้งสิ้น 388 กองทุน เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมาถึง 71 กองทุน

ปีนี้ บลจ.ต่างๆ ออกกองทุนผสมแบบยืดหยุ่นมากที่สุด ถึง 34 กอง ส่งผลจำนวนกองทุนผสมแบบยืดหยุ่นทั้งสิ้น 143 กอง รองลงมา ได้แก่ กองทุนรวมตราสารทุน ซึ่งเพิ่มขึ้น 21 กองทุน ได้รับแรงหนุนมาจากการที่ บลจ.ต่างๆ ออกกองทุนหุ้นระยะยาวช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

เนื่องจากกองทุนดังกล่าว เป็นที่สนใจของนักลงทุน เรื่องได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ทำให้กองทุนรวมตราสารทุนเพิ่มเป็น 120 กองทุน อันดับ 3 ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมา 16 กอง เพิ่มขึ้นเป็น 100 กองทุน ตามลำดับ

สภาพแวดล้อมการลงทุนที่ค่อนข้างผันผวน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่นี้ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สิน
สุทธิ (NAV) กองทุนรวมทั่วไปทั้งหมด ไม่รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมที่ระดมทุนจากต่างประเทศ ตั้งแต่สิ้น ธ.ค. 2546 จนถึงวันที่ 12 พ.ย.ปีนี้ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

ขยายตัวประมาณ 5.3% เทียบกับขยายตัวถึง 121.7% ปี 2546 กองทุนรวมที่มีมูลค่า NAV มากที่สุด ได้แก่ กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น รองลงมา ได้แก่ กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ และกองทุนรวมตราสารแห่งทุน

สังเกตได้ว่า การขยายตัวของ NAV ส่วนใหญ่ปีนี้ จะมาจากกองทุนรวมตราสารหนี้ โดยเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ขยายตัวมากที่สุด มูลค่า NAV เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนถึง 157.2%

รองลงมา ได้แก่ กองทุนรวมตลาดเงิน เพิ่มขึ้น 41.6% เนื่องจากดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นซึ่งทำให้ บลจ.ต่างๆ ตลอดจนนักลงทุน สนใจลงทุนกองทุนประเภทดังกล่าวมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ย

ขณะเดียวกัน การลดลงของตลาดหลักทรัพย์ ยังส่งผลให้มูลค่า NAV กองทุนที่มีนโยบายลงทุนหลักทรัพย์ ซึ่งเคยขยายตัวมาก เช่น กองทุนรวมแบบผสม และกองทุนรวมตราสารทุน ลดลงปีนี้ ลดลง 26.7% และ 9.2% ตามลำดับ จากที่เคยขยายตัวถึง 94.1% และ 206.3% ปี 2546

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมทั่วไป แบ่งตามนโยบายการลงทุน

นโยบายการลงทุน31 ธันวาคม 2545
NAV
(ล้านบาท)31 ธันวาคม 2546
NAV
(ล้านบาท)12 พ.ย.
2547
NAV
(ล้านบาท) % เปลี่ยนแปลง NAV ระหว่าง 31 ธ.ค. 2545 ถึง 31 ธ.ค. 2546 % เปลี่ยนแปลง NAV ระหว่าง 31 ธ.ค. 2546 ถึง 12 พ.ย. 2547
ผสม (BL)2,461.4 4,779 3,504 94.1% -26.7%
ตราสารแห่งทุน (EQ)27,221.9 83,384 75,686 206.3% -9.2%
หน่วยลงทุน (FF)2,022.4 2,603 2,358 28.7% -9.4%
ผสมแบบยืดหยุ่น (FL)72,615.9 253,407 274,875 248.9% 8.5%
ตราสารหนี้ (GF)92,958.6 92,394 102,009 -0.6 %10.4%
ตลาดเงิน (MM)17.8 1,051 1,487 5,809.6% 41.6%
ตราสารหนี้ระยะสั้น (SF)391.5 723 1,859 84.6% 157.2%
รวม197,689.5 438,341461,778121.7% 5.3%
Source : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ AIMC

แนวโน้มธุรกิจกองทุนรวมปี 2548
แนวโน้มธุรกิจกองทุนรวมปีหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า บลจ. ต่างๆ คงต้องเผชิญความท้าทายดำเนินงานมากขึ้น จากสภาพแวดล้อมการลงทุน ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เป็นผลจากคาดว่า ปัจจัยต่างๆ ที่กดดันการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ และตลาดตราสารหนี้ไทย ช่วงที่ผ่านมา

ได้แก่ ความไม่แน่นอนการปรับตัวของราคาน้ำมันตลาดโลก แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนปัจจัยในประเทศ เช่น สถานการณ์ภาคใต้ น่าจะยังคงส่งผลกระทบต่อเนื่อง ถึงการลงทุนปีหน้า

การที่คาดว่า เศรษฐกิจไทยและต่างประเทศปีหน้า จะชะลอจากปีนี้ ย่อมจะส่งผลให้ความต้องการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ ตราสารหนี้ รวมถึงหน่วยลงทุน ปีหน้า ลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าการปรับตัวของ บลจ.ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลง จะส่งผลธุรกิจจัดการกองทุน จะยังขยายตัวได้ต่อไป คาดว่า บลจ.แต่ละราย จะพยายามดึงดูดนักลงทุนโดยวิธีการต่างๆ เช่น

ออกกองทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือออกกองทุนที่ลงทุนตลาดเงินมากขึ้น
เพื่อลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ย เป็นผลจากคาดว่า ดอกเบี้ยในและนอกประเทศปีหน้า อาจถูกปรับขึ้นอีก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพันธบัตร แนวโน้มลดลง และจะทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดตราสารหนี้

คาดว่า บลจ.ต่างๆ จะออกกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้น เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย น้อยกว่ากองทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ไทยปัจจุบัน ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปัจจุบันแต่ละธนาคาร 0.5–1.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี 1-1.75%

เสนอกองทุนคุ้มครองเงินต้น (Principle Protection Fund) และกองทุนรวมประกัน
เงินต้นและอัตราผลตอบแทน (Principle Guarantee Fund) มากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จำนวนกองทุนคุ้มครองเงินต้น และกองทุนรวมแบบประกันเงินต้น จะเพิ่มขึ้นอีกปีหน้า

โดย บลจ.ต่างๆ จะออกกองทุนดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจนักลงทุน ว่าหลังครบกำหนดเวลาตามที่ระบุในโครงการลงทุน จะได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าเงินลงทุนเบื้องต้น หรือไม่น้อยกว่าจำนวนที่ระบุในโครงการลงทุน


ปัจจุบัน กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นทั้งสิ้น 11 กอง แบ่งเป็น กองทุนผสมแบบยืดหยุ่น 6 กอง และกองทุนตราสารแห่งหนี้ 5 กอง เป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 2 กอง พิจารณามูลค่า NAV กองทุนดังกล่าว ตั้งแต่สิ้นปี 2546 ถึง 23 พ.ย.ปีนี้

ขยายตัวมาก ถึง 126.87% จากการที่ บลจ.ต่างๆ ออกกองทุนประเภทนี้เพิ่มขึ้นปีนี้ถึง 4 กอง ซึ่งล้วนเป็นกองทุนตราสารหนี้ทั้งสิ้น

ส่วนกองทุนรวมแบบประกันเงินต้นและผลตอบแทน ปัจจุบันมี 1 กอง เป็นกองทุนผสมแบบยืดหยุ่น ที่ให้น้ำหนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ตราสารหนี้ กำลังจะออกขายสิ้นเดือนนี้อีกกอง

การเสนอขายกองทุนรวมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีจากรัฐบาล เช่น กอง
ทุน LTF และ RMF มากขึ้น จากการที่การลงทุนตลาดทุนปีหน้า เต็มไปด้วยปัจจัยไม่แน่นอนหลายประการ

คาดว่า บลจ.ต่างๆ จะหันเน้นขายกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากขึ้น เนื่องจากกองทุนดังกล่าว จุดเด่นกว่ากองทุนประเภทอื่น ตรงที่รับสิทธิพิเศษภาษี

นักลงทุนสามารถนำเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนดังกล่าว ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 300,000 บาท/ปี สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน หากลงทุนกองทุนทั้ง 2 ประเภท จะลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 600,000 บาท/ปี กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน ก็ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว นักลงทุนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่กำหนด

การเติบโตกองทุน RMF ถึงสิ้น ต.ค. มีกองทุนดังกล่าว 49 กองทุน มูลค่า NAV 9,248.78
ล้านบาท ขยายตัว 27% จากสิ้นปี 2546 ซึ่งอยู่ที่ 7,281.59 ล้านบาท ส่วนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ถือเป็นกองทุนใหม่ ที่เพิ่งจะจำหน่ายให้นักลงทุน ต.ค.

ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก ภายในตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค.ถึง 23 พ.ย. กองทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 8 เป็น 19 กอง มูลค่า NAV เพิ่มขึ้นจาก 1,153.43 ล้านบาท เป็น 2,450.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 112.43%

เมื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ คาดว่ากองทุนทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว จะยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อไปปีหน้าเช่นกัน

การเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน โดยออกกองทุนลงทุนต่างประเทศ คาดปีหน้า การออก
กองทุนลงทุนต่างประเทศ จะเป็นอีกวิธี ที่ บลจ.ต่างๆ ใช้ เพื่อดึงดูดนักลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการลงทุนในประเทศ เพิ่มทางเลือกการลงทุนหลากหลายมากขึ้น

บลจ.ต่างๆ จะใช้วงเงินตามที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตรงตั้งแต่ปี 2546 อีกส่วน จะเป็นการลงทุนต่างประเทศ ตามวงเงินที่คาดว่าจะได้รับจัดสรรจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นวงเงินที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้รับอนุมัติวงเงินจาก ธปท. อีกต่อ ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขจัดสรรให้ บลจ.ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ ต้องพิจารณาความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เนื่องจากแนวโน้มแข็งค่าเงินบาท จะส่งผลให้ความน่าสนใจลงทุนในต่างประเทศปีหน้า ลดลง

แสวงหาผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนหลากหลาย
มากขึ้น การที่คาดว่าปีหน้า จะมีผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ หรือ Structured note ที่มีผลตอบแทนอ้างอิงตัวแปรต่างๆ

ซึ่งคาดว่า จะเป็นรูปแบบการลงทุนแพร่หลายมากขึ้นในหมู่นักลงทุน โดยสำนักงาน ก.ล.ต.ออกประกาศให้บริษัทและสถาบันการเงิน ขายหุ้นกู้ดังกล่าวให้ประชาชนทั่วไปได้ พ.ค. 2546

และ การลงทุนหุ้นกู้เกิดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าปีหน้า จะมีหุ้นกู้ดังกล่าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นอีกแนวทาง ที่รัฐบาลจะใช้ระดมทุนโครงการ Mega Project ต่างๆ นอกจากนั้น ตลาดอนุพันธ์จะเริ่มเปิดดำเนินการ ก.ค. 2548

โดยมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะเปิดให้นักลงทุนซื้อขายตัวแรก ได้แก่ Index Futures จะเป็นอีกช่องทางใหม่ ที่ บลจ.ต่างๆ จะลงทุนได้อนาคต ขณะนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุญาตกองทุนรวม ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ดังกล่าวได้ นอกจากเดิม ที่อนุญาตซื้อขายได้เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสี่ยงพอร์ตลงทุน

นอกจากการปรับตัวของ บลจ.ต่างๆ ข้างต้น คาดว่าธุรกิจกองทุนรวมปีหน้า ยังจะได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างๆ เช่น

การตั้งสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในปลายปี 2548 ล่าสุด
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันเงินฝากแล้ว กำลังเตรียมจะนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระต่อไป

เมื่อกฎหมายสถาบันประกันเงินฝากมีผลบังคับใช้ จะทำให้การค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนของรัฐบาลสิ้นสุด ส่งผลให้ผู้มีเงินออมจำนวนมากในสถาบันการเงิน รับการค้ำประกันเพียงบางส่วน

คาดว่าอนาคต นักลงทุนจะต้องการกระจายความเสี่ยง โดยกระจายเงินฝากไปช่องทางอื่นๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลงทุนตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะแรกที่มีตั้งสถาบันประกันเงินฝาก

ผลกระทบต่อกลุ่มผู้ฝากเงินระดับกลางและย่อย กลุ่มเงินฝากต่ำกว่า 50 ล้านบาท/บัญชี/ธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ฝากเงินสัดส่วนเงินฝากสูงถึง 80% ของเงินฝากทั้งหมดปัจจุบัน จะยังไม่มากนัก

คาดว่าผลกระทบต่อการไหลออกเงินฝากในสถาบันการเงิน ไปช่องทางออมอื่นๆ รวมถึง ผลิตภัณฑ์กองทุนรวมต่างๆ จะค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้นระยะถัดไป โดย บลจ.ต่างๆ คาดว่าอาจสามารถดึงดูดนักลงทุนกลุ่มที่เคยเป็นผู้ฝากเงินส่วนใหญ่กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้น้อย และยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนมากนัก

การออกกองทุนความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนค้ำประกันเงินต้น ตลอดจนชักชวนนักลงทุนนำเงินลงทุนกองทุนส่วนบุคคล เป็นต้น

ตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรายใหม่ปีหน้า อาทิ บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน
(บลจ.) ตั้งโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งคาดว่าจะยื่นขออนุญาตสำนักงาน ก.ล.ต. หลังแก้ไขพระราชบัญญัติ กบข.เรื่องการดำเนินกิจการกองทุนเสร็จ

ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของวุฒิสภา บลจ.ตั้งดังกล่าว จะเน้นลงทุนกองทุนเพื่อเกษียณอายุราชการ เพื่อให้มีทางเลือกออมมากขึ้น และสามารถจ้างผู้จัดการกองทุนต่างประเทศ ให้จัดการลงทุนต่างประเทศได้

ยังมีกองทุนรวมที่จะตั้งโดยบริษัทประกันบางราย คาดว่าจะมี บลจ. ใหม่เพิ่มขึ้นปีหน้า จะส่งผลการแข่งขันออกกองทุนใหม่ๆ เพื่อเป็นจุดขาย บลจ.แต่ละราย และประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักลงทุน จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

สรุป ธุรกิจกองทุนรวมปีนี้ ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้ จำนวน บลจ. เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอีก 3 ราย นอกจากนั้น การที่ธุรกิจกองทุนรวมรับแรงกดดันจากปัจจัยลบต่างๆ ที่กดดันตลาดทุนไทย

ไม่ว่าจะเป็น การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันตลาดโลก การแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก ทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และสถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้ ทำให้ธุรกิจดังกล่าว ขยายตัวเพียงเล็กน้อยปีนี้

โดยนับตั้งแต่สิ้น ธ.ค. 2546 จนถึงวันที่ 12 พ.ย.ปีนี้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมทั่วไปทั้งหมด ไม่รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมระดมทุนจากต่างประเทศ ขยายตัวเพียง 5.3% เทียบกับขยายตัวถึง 121.7% ปี 2546

กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ขยายตัว NAV มากที่สุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนถึง 157.2%
รองลงมา ได้แก่ กองทุนรวมตลาดเงิน เพิ่มขึ้น 41.6% เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ บลจ.ต่างๆ ตลอดจนนักลงทุน สนใจลงทุนกองทุนดังกล่าวมากขึ้น

การลดลงของตลาดหลักทรัพย์ยังส่งผลมูลค่า NAV กองทุนที่มีนโยบายลงทุนหลักทรัพย์ เช่น กองทุนรวมแบบผสม กองทุนรวมตราสารทุน ลดลงปีนี้ 26.7% และ 9.2% ตามลำดับ

แนวโน้มธุรกิจกองทุนรวมปีหน้า คาดว่าแนวโน้มตลาดทุนไทยจะยังคงเผชิญปัจจัยลบเรื่อง
เดิม เช่นเดียวกับปีนี้ จะส่งผล บลจ.ต่างๆ ต้องเผชิญความท้าทายดำเนินงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ธุรกิจกองทุนรวม ยังขยายตัวได้ต่อไป

คาดว่า บลจ.ต่างๆ จะปรับตัว เพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยวิธีต่างๆ เช่น ออกกองทุนลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนที่ลงทุนตลาดเงิน มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ย ออกกองทุนคุ้มครองเงินต้น หรือกองทุนรับประกันเงินต้นและผลตอบแทน

เสนอขายกองทุนรวมรับสิทธิประโยชน์ภาษีจากรัฐบาล เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากขึ้น เนื่องจากการลงทุนตลาดทุนปีหน้า เต็มไปด้วยปัจจัยไม่แน่นอนหลายประการ

คาดว่ากองทุนดังกล่าว น่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากจุดเด่นกว่ากองทุนประเภทอื่น ตรงที่รับสิทธิพิเศษภาษี โดยเฉพาะกองทุน LTF ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากช่วงที่ผ่านมา

เพิ่มทางเลือกนักลงทุน โดยออกกองทุนลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนการลงทุนในประเทศ เพิ่มทางเลือกการลงทุนให้หลากหลายมากขึ้น คาดว่า บลจ.ต่างๆ จะใช้วงเงินตามที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยตรง ตั้งแต่ปี 2546 ให้ลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศได้

อีกส่วน คาดว่าจะเป็นการลงทุนตามวงเงินที่คาดว่าจะได้รับจัดสรรจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต.รับอนุมัติวงเงินจาก ธปท. อีกต่อ วงเงินรูปแบบหลัง กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขจัดสรรให้ บลจ.ต่างๆ

การแสวงหาผลิตภัณฑ์ลงทุนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนหลากหลายมากขึ้น จากที่คาดว่าปีหน้า จะมีผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ (Structured note) ที่ผลตอบแทนอ้างอิงตัวแปรต่างๆ หุ้นกู้จากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์

คาดว่าตลาดอนุพันธ์จะเริ่มเปิดดำเนินการ ก.ค. 2548 โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดให้นักลงทุนซื้อขายตัวแรก ได้แก่ Index Futures จะเป็นอีกช่องทางใหม่ที่ บลจ.ต่างๆ จะลงทุนได้ ขณะนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุญาตกองทุนรวมซื้อขายตราสารอนุพันธ์ประเภทดังกล่าวได้ นอกจากเดิม ที่อนุญาตให้ซื้อขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน

คาดว่าธุรกิจกองทุนรวมปีหน้า จะรับแรงหนุนปัจจัยต่างๆ เช่น การตั้งสถาบันประกันเงินฝาก ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในปลายปี 2548 ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันเงินฝากแล้ว กำลังเตรียมจะนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาวาระต่อไป

หลังจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ผู้มีเงินออมจำนวนมากในสถาบันการเงิน รับการค้ำประกันเพียงบางส่วน แม้ระยะแรกที่ตั้งสถาบันประกันเงินฝาก ผลกระทบต่อกลุ่มผู้ฝากเงินระดับกลางและย่อยจะยังไม่มากนัก

แต่คาดว่าระยะต่อไป นักลงทุนต้องการจะกระจายความเสี่ยง โดยกระจายเงินฝากไปช่องทางออมอื่นๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์กองทุนรวมต่างๆ มากขึ้น อีกทั้งการตั้ง บลจ. ใหม่ปีหน้า จะส่งผลให้การแข่งขัน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนปีหน้าของ บลจ.ต่างๆ เพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนธุรกิจกองทุนรวมปีหน้า คึกคักมากขึ้นตามลำดับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...