xs
xsm
sm
md
lg

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 48…ยังคงเผชิญหลากปัจจัยเสี่ยง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และ 4 ปี 2547
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ทยอยประกาศ โดยเฉพาะตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคาดว่า อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 อาจชะลอเหลือ 6% และ 5.5% ตามลำดับ

จากที่ขยายตัว 6.4% ช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งทำให้อัตราการขยายตัวทั้งปีนี้ อาจอยู่ที่ประมาณ 6% ลดจาก 6.8% ปี 2546 รายละเอียดต่อไปนี้:

ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปี 2547



ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 1 ธ.ค. 2547

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาวะชะลอตัวเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี ส่วนใหญ่เป็นผลจากการชะลอตัวการใช้จ่ายภาคเอกชนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค และการลงทุน เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศ

ได้แก่ การปรับเพิ่มราคาน้ำมันเฉลี่ยระหว่างไตรมาส สถานการณ์ความรุนแรงภาคใต้ และการกลับมาแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนก เหตุการณ์เหล่านี้ ส่งผลดัชนีความเชื่อมั่น ทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ ล้วนลดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แม้การขยายตัวเศรษฐกิจไทยจะยังคงชะลอไตรมาส 4 ต่อเนื่องจากไตรมาส 3 แต่มีประเด็นความแตกต่างระหว่าง 2 ไตรมาสดังกล่าว สรุปได้ต่อไปนี้:-

•คาดว่าไตรมาส 4 อาจเป็นไตรมาสเดียวปีนี้ ที่อัตราขยายตัวการนำเข้าต่ำกว่า
ขยายตัวการส่งออก แนวโน้มการนำเข้า ที่คาดว่าจะชะลอมากกว่าการส่งออกไตรมาส 4 เป็นผลจากการชะลอ ทั้งหมวดสินค้าทุน และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค

สะท้อนความไม่มั่นใจของภาคเอกชนต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งอาจถือเป็นสัญญาณไม่ค่อยจะดีนักของแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะใกล้และปานกลาง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวการนำเข้าดังกล่าว ส่งผลดุลการค้าของไทยไตรมาสสุดท้าย แนวโน้มดีขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ไตรมาส 4 ดุลการค้าอาจมีมูลค่าเกินดุลประมาณ 952 ล้านดอลลาร์ จากที่เกินดุล 241 ล้านดอลลาร์ ไตรมาส 3

•เงินบาทแข็งค่า ขณะที่เงินเฟ้อลดลงเล็กน้อย บาทที่แข็งค่าขึ้นตามค่าเงินเยน
ตั้งแต่ช่วงปลายกันยายน ส่งผลค่าเฉลี่ยบาทไตรมาส 4 แข็งขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์ จากค่าเฉลี่ยไตรมาส 3

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ไตรมาส 4 ค่าเฉลี่ยบาทจะอยู่ที่ 40.32 บาท/ดอลลาร์ จาก 41.29 บาท/ดอลลาร์ไตรมาสก่อนหน้า การปรับตัวดังกล่าวของค่าบาท ประกอบกับอ่อนตัวราคาน้ำมันดิบตลาดโลกช่วงครึ่งแรกพฤศจิกายน มีส่วนทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในประเทศลดลงช่วงพฤศจิกายน

ขณะที่การปรับลดราคาน้ำมันเบนซินดังกล่าว ประกอบกับการปรับลดราคาสินค้าหมวดอาหาร ส่งผลเงินเฟ้อพฤศจิกายน ชะลอเหลือ 3% จาก 3.5% ตุลาคม คาดว่าไตรมาส 4 ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไป 3.2% ลดเล็กน้อยจาก 3.3% ไตรมาส 3 ขณะที่ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีนี้ จะอยู่ที่ 2.8% เพิ่มขึ้นจาก 1.8% ปี 2546

 แนวโน้มปี 2548
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2548 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขประมาณการ GDP เดิม คาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 5.5% ลดจาก 6% ปีนี้ ชะลอต่อเนื่องจากช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประเด็นหลักทางเศรษฐกิจปี 2548 สรุปได้ดังนี้:-

ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2547-2548



ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 1 ธ.ค. 2547

การใช้จ่ายภาคเอกชนจะยังคงชะลอ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2548 เศรษฐกิจไทย
จะยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวการใช้จ่ายเพื่อบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน เป็นผลจากปัจจัยความไม่แน่นอนต่าง ๆ ต่อเนื่องจากปีนี้

ความไม่แน่นอนที่จะยังคงต้องรอดูผลกระทบชัดเจนขึ้น ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาเดิม อย่างไข้หวัดนก ที่อาจใช้เวลานานกว่าจะหมดไปสิ้นเชิง ขณะที่มีความเสี่ยงที่อาจขยายวงกระทบการส่งออกไก่สุกได้ หากเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่อีกระลอก

สิ่งที่ยังคงต้องติดตาม คือระดับการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลปี 2548 ซึ่งย่อมจะกระทบเงิน
เฟ้อ และการบริโภคของประชาชน ทำให้โดยรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2548 การขยายตัวการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน อาจลดเหลือ 4.3% และ 12% ตามลำดับ จาก 5.3% และ 14.2% ปีนี้

ราคาน้ำมันดีเซลอาจลอยตัวพฤษภาคม 2548 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากราคา
น้ำมันดิบเบรนท์เวลานั้น 38 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาลอยตัวน้ำมันดีเซล อาจขึ้นไปที่ประมาณ 17.3 บาท/ลิตร เทียบกับ 14.59 บาท/ลิตรเวลานี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 19%

ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน (ULG95) คาดว่าจะอ่อนตัวลง หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เวลานั้น
ลงไปที่ 38 ดอลลาร์/บาร์เรล จากประมาณ 39-40 ดอลลาร์ขณะนี้ คาดว่าราคาลอยตัวราคาน้ำมันเบนซิน (ULG95) ช่วงดังกล่าว อาจอยู่ที่ประมาณ 20.19 บาท/ลิตร เทียบกับ 21.19 บาท/ลิตรขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สมมุติฐานว่า ทางการไทยจะใช้วิธีทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน
ดีเซล เพื่อผ่อนบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น คาดว่า ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปี 2548 จะขยับเพิ่มขึ้นไม่รุนแรงนัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2548 ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันดังกล่าว จะปรับขึ้นประมาณ 8.3%
จากที่เพิ่มขึ้น 7.8% ปีนี้

เงินเฟ้อน่าจะยังคงขยับขึ้นปีหน้า แนวโน้มราคาน้ำมันในประเทศ ที่จะปรับเพิ่มขึ้น
รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อ จากราคาสินค้าผู้ผลิต (Producer Prices) ที่คาดว่าจะทยอยส่งต่อมาที่สินค้ากลุ่มผู้บริโภค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI Inflation) ปี 2548
อาจขึ้นไปที่ 3.5% จาก 2.8% ปีนี้ ขณะที่คาดว่า เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI Inflation) อาจขยับขึ้นที่ 1.5-2% ปี 2548 จาก 0.4% ปีนี้

จับตาโครงการเมกะโปร์เจกต์ (Megaprojects) ภาครัฐ แม้การลงทุนภาคเอกชน
อาจมีแนวโน้มขยายตัวชะลอ แต่คาดว่าภาพการลงทุนโดยรวมของประเทศปี 2548 ยังคงน่าจะรับแรงหนุนจากโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่นำโดยภาครัฐ หรือโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaprojects)

ซึ่งอาจมีมูลค่าลงทุนช่วง 10 ปี รวมกันถึงกว่า 2 ล้านล้านบาท คาดว่าความชัดเจน
โครงการต่าง ๆ ที่จะเริ่มดำเนินการปี 2548 รวมทั้งรายละเอียดขนาด และวิธีการระดมทุนจากตลาด น่าจะมากขึ้น หลังตั้งรัฐบาลช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะทำให้ประเมินผลกระทบที่อาจมีต่อสภาพคล่อง และดอกเบี้ยในระบบ ได้

โครงการเมกะโปร์เจกต์ของภาครัฐ

โครงการมูลค่าเงินลงทุน (ล้านบาท)
โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการบนถนนแจ้งวัฒนะ20,000
โครงข่ายและเครือข่ายระบบขนส่งมวลชน (Mass Transit)
ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้ามหานคร396,679
โครงการระบบรถไฟรางคู่96,105
โครงข่ายระบบถนนและทางด่วน633,797
โครงการทางด่วนขั้นที่ 2 และ 350,000
โครงการลงทุนกรมทางหลวง ได้แก่ โครงการระบบทางด่วนในความรับผิดชอบการทางพิเศษแห่งประเทศไทย23,780
โครงการสร้างเส้นทางลัดสู่ภาคใต้
(สมุทรสาคร-แหลมผักเบี้ย-ชะอำ)50,000
โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ132,645
โครงการพัฒนาพื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ130,000
ปรับปรุงกิจการประปา 4 โครงการ433,670
โครงการบ้านเอื้ออาทร และบ้านมั่นคง214,000
โครงการด้านพลังงาน – การไฟฟ้า31,600
การขยายเครือข่ายโทรคมนาคม8,045
รวม2,220,321

รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

การส่งออกของไทยจะชะลอตามเศรษฐกิจโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า แนวโน้ม
การชะลอตัวเศรษฐกิจโลก และภูมิภาค ปี 2548 รวมทั้งภาวะเริ่มทรงตัวของราคาสินค้าเกษตรต่าง ๆ น่าจะส่งผลให้มูลค่าส่งออกของไทยชะลอตาม

คาดว่า การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2548 อาจขยายตัวประมาณ 10% และ 12% ตามลำดับ จากที่คาดว่าจะขยายตัว 22.5% และ 27% ปีนี้

ประมาณการอัตราขยายตัวเศรษฐกิจหลัก ๆ ของโลก

ประเทศ254625472548
สหรัฐอเมริกา34.43.4 
ญี่ปุ่น2.54.31.8 
กลุ่มยูโรโซน0.51.91.9 
จีน9.39.28 
ฮ่องกง3.27.44.5 

ที่มา: รวบรวมโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ดุลการค้าไทยอาจขาดดุลครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาด
ว่าปี 2548 ดุลการค้าของไทยอาจขาดดุลครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา มูลค่าขาดดุลอาจประมาณ 517 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดว่าจะเกินดุลประมาณ 1.247 พันล้านดอลลาร์ปีนี้

การขาดดุลดังกล่าว เป็นผลจากการขยายตัวการนำเข้า ที่คาดว่าจะยังคงสูงกว่าการขยายตัวการส่งออก เนื่องจากการนำเข้า จะยังคงได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวการลงทุน ทั้งของภาครัฐและเอกชน

ดอลลาร์ยังคงแนวโน้มอ่อนค่า เป็นผลจากปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ
ซึ่งคาดว่าอาจจะมูลค่าสูงถึง 6.9 แสนล้านดอลลาร์ปี 2548 หรือประมาณ 5.6% ของ GDP เทียบกับที่ขาดดุล 6.5 แสนล้านดอลลาร์ปีนี้ และ 5.4 แสนล้านดอลลาร์ปี 2546

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รัฐบาลสหรัฐอาจยอมให้ดอลลาร์อ่อนตัวลงเพียงระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้ตลาดเงินและตลาดทุน กังวลจนกลายเป็นคาดการณ์ดอลลาร์จะลดลงไร้ขีดจำกัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบตลาดทุนสหรัฐได้

โดยเฉพาะตลาดพันธบัตร ที่ยังคงพึ่งเงินทุนต่างประเทศ ชดเชยขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอยู่ จึงเป็นไปได้ว่า หลังจากดอลลาร์อ่อนตัวถึงระดับหนึ่ง ที่เป็นเป้าหมายในใจทางการสหรัฐ

อาจออกมากล่าวย้ำการยังคงยึดมั่นนโยบายดอลลาร์แข็ง (Strong Dollar Policy) ทางการสหรัฐ ขณะเดียวกัน อาจมีการแทรกแซงระดับต่างๆ จากธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และกลุ่มยูโร เพื่อไม่ให้เงินของตนแข็งค่าขึ้นมาก และเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า 1-3 เดือนข้างหน้า บาทอาจยังคงแข็งค่าขึ้นตามค่าเงินเยน ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ระดับทรงตัวมากขึ้นตามลำดับ คาดว่าปี 2548 บาทอาจมีค่าเฉลี่ยประมาณ 39.3 บาท/ดอลลาร์ เทียบค่าเฉลี่ย 40.3 บาท/ดอลลาร์ปีนี้

 สรุป: เศรษฐกิจไทยปี 2548 ยังคงเผชิญหลากปัจจัยเสี่ยง
สรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 6% และ 5.5% ไตรมาส 3 และ 4 ตามลำดับ ชะลอจากที่ขยายตัว 6.4% ช่วงครึ่งแรกปีนี้ ทำให้อัตราขยายตัวทั้งปี อาจอยู่ที่ประมาณ 6% ลดจาก 6.8% ปี 2546

การชะลอตัวเศรษฐกิจไทยดังกล่าว เป็นผลจากภาวะชะลอตัวการใช้จ่ายภาคเอกชนในประเทศ ทั้งหมวดการอุปโภคบริโภคและการลงทุน ยังคาดว่าแนวโน้มชะลอนี้ อาจดำเนินต่อเนื่องถึงปี 2548 เมื่อประกอบกับแนวโน้มชะลอการส่งออก ตามเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงตัวเลขประมาณการ GDP เดิม โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวประมาณ 5.5% ปี 2548 ลดลงจาก 6% ปีนี้

สำหรับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญปี 2548 นอกจากประเด็นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และภาคธุรกิจที่ต่อเนื่องจากปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยยังอาจถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่:

ภาวะผันผวนอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะหากนักลงทุนและ
ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ พร้อมใจกันลดถือครองสินทรัพย์เงินสกุลดอลลาร์ จนส่งผลกระทบตลาดทุนสหรัฐ ซึ่งยังคงต้องพึ่งเงินทุนต่างประเทศ ชดเชยการใช้จ่ายที่สูงกว่าการออมของประชาชนอเมริกัน

ภาวะตื่นตระหนกค่าดอลลาร์ดังกล่าว ย่อมจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Treasury bond yields) สูงขึ้น รวมทั้งตลาดหุ้นสหรัฐอาจดิ่ง ขณะที่ค่าดอลลาร์ที่อ่อนตัว อาจกระทบเงินเฟ้อในสหรัฐฯ กระบวนการทั้งหมดนี้ อาจส่งผลทางลบต่อเนื่องอัตราขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐ ตลอดจนการส่งออกประเทศต่าง ๆ ในเอเซีย รวมทั้งการส่งออกของไทย

ขณะเดียวกัน ดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง อาจส่งผลปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้นได้
เนื่องจากการไหลเข้าเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน ผนวกการที่ทางการไทยต้องรับซื้อดอลลาร์ และขายเงินบาท ในตลาดซื้อขายทันที (spot)

ย่อมจะส่งผลให้ปริมาณบาทในมือเอกชนเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินดังกล่าว อาจกลายเป็นภาระธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออก (sterilization) มากขึ้นอีก เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณเงินในระบบสูงขึ้น จนอาจกระทบแนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาค ยังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจจีน
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทางการจีนจะประคับประคองเศรษฐกิจที่ขยายตัวร้อนแรงของจีน ชะลอลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (soft landing) ดีเพียงใด

นอกเจากมาตรการดอกเบี้ย ที่ทางการจีนอาจใช้เพิ่มเติมอีก หลังปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วรอบแรกช่วงปลายตุลาคม ยังคาดว่า ทางการจีนอาจตัดสินใจปรับระบบกำหนดค่าเงินหยวนด้วย เพื่อจะให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้จะกังวลว่า การปรับค่าเงินหยวนจีน อาจนำมาสู่ความผันผวนค่าเงินภูมิภาคอีกระลอก แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ทางการจีนจะเลือกดำเนินการเรื่องดังกล่าวค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า

ทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยน และการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ คาดว่า ช่วงแรกของการดำเนินการ เงินหยวนจะปรับค่าขึ้น (revaluation) ไม่มากนัก จึงไม่น่าจะส่งผลลบต่อภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า การปรับค่าเงินหยวนของจีน น่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดแรงกดดัน ที่เงินเยนและเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาค ต่างแบกรับอยู่ขณะนี้ ที่ต้องแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เพื่อจะช่วยสหรัฐลดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตน

ทำให้โดยรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับค่าเงินหยวน น่าจะเป็นผลดีต่อภาวะเสถียรภาพภูมิภาคโดยรวมมากกว่า

ประเด็นสุดท้าย คือการคลังของรัฐบาลไทย นโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำริไว้ ก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจรากหญ้า ทำให้เป็นไปได้ว่า หลังเลือกตั้ง รัฐบาลอาจต้องจัดสรรทรัพยากรการคลัง สัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น เพื่อจะสามารถดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวได้ลุล่วง ตามที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ด้านการเก็บรายได้รัฐบาลปี 2548 แม้ว่าน่าจะยังคงขยายตัวได้ แต่อาจเพิ่มในอัตราชะลอ เมื่อเทียบปีที่ผ่าน ๆ มา รวมทั้งรัฐบาลอาจมีภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น ตามทิศทางดอกเบี้ยตลาดเงิน และตลาดพันธบัตร

ทำให้เห็นได้ว่า ข้อผูกพันการใช้จ่ายรัฐบาลตามโครงการต่าง ๆ ที่ให้สัญญาก่อนเลือกตั้ง รวมทั้งการตั้งเป้าจะทำงบประมาณสมดุลปี 2548 ขณะที่รายรับอาจเพิ่มในอัตราที่ชะลอ ตามภาวะเศรษฐกิจ

ต่างล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้รัฐบาลไทยต้องเผชิญข้อจำกัดการคลังทั้งสิ้น ซึ่งย่อมเป็นประเด็นท้าทายการบริหารของรัฐบาลต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...