xs
xsm
sm
md
lg

บัตรเครดิตครึ่งหลังปี 47: ชะลอไตรมาส 3 ขยายตัวไตรมาส 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ธุรกิจบัตรเครดิตไตรมาส 3 ส่งสัญญาณชะลอ การใช้จ่ายผ่านบัตรมูลค่า 110,891 ล้านบาท เติบโต 23.82% จากปีก่อนหน้า ชะลอจากไตรมาส 2 ที่เติบโต 31.95% สอดคล้องกับการชะลอตัวของยอดบัตรเครดิต

ปริมาณบัตรเครดิตไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,232,338 บัตร ขยายตัว 27.85% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอจากอัตราขยายตัว 32.33% ไตรมาส 2 สัดส่วนชะลอของปริมาณใช้จ่าย ที่มากกว่าการชะลอของปริมาณบัตรเครดิต ส่งผลยอดใช้จ่ายต่อบัตรลดเหลือ 13,470 บาท จาก 13,724 บาทไตรมาส 2

ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตไตรมาส 3 อยู่ที่ 108,606 ล้านบาท ชะลอต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยไตรมาส 3 เติบโต 25.46% จากปีก่อนหน้า ลดจากการเติบโต 32.33% ไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม ยอดคงค้างต่อบัตรเพิ่มจาก 12,914 บาทไตรมาส 2 อยู่ที่ 13,193 บาทต่อบัตรไตรมาส 3 น่าสังเกตว่า แม้ตัวเลขข้างต้น อาจบ่งชี้ปริมาณค้างชำระต่อบัตรสูงขึ้น แต่การเติบโตชะลอของปริมาณบัตรเครดิต และปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตร น่าจะเป็นปัจจัยส่งผลยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตโดยรวม ขยายตัวอัตราชะลอตาม

การขยายตัวธุรกิจบัตรเครดิตช่วงที่ผ่านมา

การเติบโต Y-o-Y (%)ปริมาณใช้จ่าย
ผ่านบัตรสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตจำนวนบัตรเครดิต
Q1 ปี 4720.6332.1727.37
Q2 ปี 4731.9529.7132.33
Q3 ปี 4723.8225.4627.85
Q4 ปี 47*25.4424.1628.16

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทยและศูนย์วิจัยกสิกรไทย *คาดการณ์โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ข้อสังเกตธุรกิจบัตรเครดิต…ครึ่งหลังปี 2547

ตัวเลขแสดงภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิตข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อสังเกตธุรกิจบัตรเครดิต ไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ ดังนี้;

ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรชะลอไตรมาส 3 สอดคล้องกับดัชนีอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ที่
ขยายตัวลดจากไตรมาสก่อนหน้า คือลดจากการเติบโต 3.4% ไตรมาส 2 เหลือ 2.9% ไตรมาส 3 สาเหตุการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคที่ลดลง

มีส่วนจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ ปัญหาการระบาดไข้หวัดนก เป็นต้น การชะลอการใช้จ่ายผ่านบัตรดังกล่าว ยังอาจเป็นผลจากเกณฑ์ชำระหนี้คงค้างขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย จากเดิม 5% เป็น 10%

เริ่มเห็นเห็นผลกระทบจากลูกค้าบางกลุ่มไตรมาส 3 ขณะเดียวกัน การชะลอของปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรไตรมาส 3 ยังมีส่วนจากการเทียบกับฐานที่สูงไตรมาสก่อนหน้า

แยกพิจารณารายผู้ประกอบการ โดยเปรียบเทียบการเติบโตระหว่างไตรมาส ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรไตรมาส 3 ชะลอชัดเจนที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการส่วนแบ่งตลาดปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรมากที่สุด ถึง 47.78%

ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรธนาคารพาณิชย์ไทย ติดลบ 3% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 52,985 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรสาขาธนาคารต่างประเทศ และสถาบันไม่ใช่ธนาคาร ยังคงเติบโตเป็นบวก 7.25% และ 3.32% ตามลำดับ

สาเหตุของอัตราเติบโตติดลบของธนาคารพาณิชย์ไทย เกิดจากการเทียบกับฐานที่สูงผิดปกติไตรมาส 2 ซึ่งขยายตัวของปริมาณใช้จ่ายสูงมาก เกิดจากรายการส่งเสริมการขายที่ออกมาช่วงดังกล่าวต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายฐานบัตรเครดิตจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี เทียบกับปีก่อนหน้า ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ยังคงเติบโต แม้จะชะลอ โดยการใช้จ่ายของธนาคารพาณิชย์ไทย ขยายตัว 45.26% จากปีก่อน ชะลอจาก 61.92% ไตรมาส 2

ขณะที่ปริมาณใช้จ่ายสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ขยายตัว 18.56% ชะลอเล็กน้อยจาก 19.03% ไตรมาส 2 ส่วนปริมาณใช้จ่ายของสถาบันไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ก็เติบโต 5.76% ชะลอจาก 9.02% ไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตร น่าจะเร่งตัวได้อีกครั้งไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นผลจากการจับจ่ายช่วงเทศกาลปลายปี และรายการส่งเสริมการขาย ที่สถาบันการเงินหลายแห่งเสนอให้ลูกค้า ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งระบบ จะประมาณ 123,300 ล้านบาท ขยายตัว 25.44% (y-o-y) เพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า ที่ขยายตัว 23.82% จะส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 117,000 ล้านบาท เติบโต 24.16% (y-o-y) ชะลอเล็กน้อยจาก 25.46% ไตรมาส 3

อัตราเติบโตปริมาณบัตรเครดิตที่ชะลอ ทุกกลุ่มผู้ประกอบการ ไตรมาส 3 ศูนย์วิจัย
กสิกรไทยมองว่า น่าที่จะเกิดจากการชะลอการเสนอรายการส่งเสริมการขาย จากผู้ประกอบการหลายแห่ง

เพื่อปรับเปลี่ยนระบบจัดการ และระบบข้อมูลลูกค้าภายใน รองรับเกณฑ์ใหม่ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนต้นปี 2548 ได้แก่ เกณฑ์กำหนดวงเงินผู้ถือบัตรไม่เกิน 5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน โดยเริ่มถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป สำหรับผู้ถือบัตรรายเก่า

นอกจากรอดูความชัดเจนในทางปฏิบัติ จากข้อกำหนดทางการหลายๆ ประการ และการเตรียมพร้อมระบบภายใน เพื่อรองรับระบบบัตรรูปแบบใหม่ (Smart Card) ที่ผู้ประกอบการหลายแห่งเริ่มดำเนินการบ้างแล้ว

เนื่องจากธนาคารใหญ่บางแห่ง ขยายฐานบัตรค่อนข้างมากช่วงก่อนหน้า ส่งผลไตรมาส 3 อัตราเติบโตไม่โดดเด่นเท่าใดนัก อย่างไรก็ดี ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ผู้ประกอบการหลายแห่ง มีแผนออกบัตรเครดิต เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่


ประกอบกับเป็นช่วงเสนอโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์การเงินของผู้ประกอบการอีกหลายราย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่า จำนวนบัตรเครดิตปลายปีนี้ จะอยู่ที่ 8.63 ล้านบัตร เติบโต 28.16% (y-o-y) มากกว่าการเติบโต 27.85% ไตรมาสก่อนหน้า

การขยายตัวปริมาณบัตรเครดิตแบ่งตามกลุ่มผู้ประกอบการ

การเติบโต (Y-o-Y) %ธนาคารพาณิชย์ไทยสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสถาบันไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank)ทั้งระบบ
Q1 ปี 4736.9520.9123.6027.37
Q2 ปี 4745.6121.1027.1832.33
Q3 ปี 4739.5119.9022.7627.85
Q4 ปี 47*40.1720.4622.8028.16
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย *คาดการณ์โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การชะลอตัวธุรกิจบัตรเครดิตโดยรวมช่วงที่ผ่านมา เกิด
จากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ และผลกระทบมาตรการทางการ มากกว่าการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยศึกษาจุดอิ่มตัวธุรกิจบัตรเครดิตไทย พบว่า ทั้งปริมาณบัตรเครดิต และปริมาณใช้จ่าย จะยังคงเติบโตอีกพอสมควร คาดว่า ธุรกิจนี้ ไม่น่าจะใกล้จุดอิ่มตัว ระยะ 1-2 ปีนี้

ดังนั้น การชะลอตัวธุรกิจบัตรเครดิตไตรมาส 3 น่าจะเป็นผลจากการชะลอการใช้จ่ายของประชาชน จากปัจจัยในประเทศ นอกจากการปรับตัว ที่เกิดขึ้นในบรรดาผู้ประกอบการต่างๆ หลังการส่งสัญญาณควบคุมผู้ประกอบการจากทางการเพิ่มขึ้น มากกว่าจะสะท้อนการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวธุรกิจบัตรเครดิต

มาตรการควบคุมบัตรเครดิตของธนาคารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 26 มีนาคม ย่อมมีผลต่อกรอบปฏิบัติของผู้ประกอบการชัดเจนขึ้น และการดำเนินงานอยู่ในกติกามากขึ้น จากเดิม เป็นการดำเนินการตามอิสระ แล้วแต่นโยบายผู้ประกอบการแต่ละแห่ง

ซึ่งส่งผลไปยังวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยน ได้แก่ การรับสมัครบัตรเครดิตลูกค้าใหม่ การเข้าถึงลูกค้าโดยพนักงานขายตรง การตรวจสอบหลักฐานลูกค้าเดิม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี โดยรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจบัตรเครดิตไทย น่าจะยังคงรับแรงหนุนจากปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การขยายเครือข่ายร้านค้ารับบัตร ความนิยมใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดมากขึ้น การจัดรายการส่งเสริมการขายผู้ออกบัตร รวมทั้งการขายผ่านช่องทางต่างๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญ สนับสนุนการขยายตัวบัตรเครดิต

คาดว่าแนวโน้มการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตอนาคต น่าจะเกิดจากการสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านบัตร มากกว่าเร่งขยายฐานบัตรใหม่จำนวนมาก เนื่องจากต้นทุนการตลาดต่ำกว่า โดยเฉพาะกรณีผู้ประกอบการเดิม ที่ขยายฐานบัตรไปมากแล้วช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการเดิมที่สัดส่วนพอร์ตบัตรเครดิตไม่มีการใช้จ่าย (Idle Cards) ค่อนข้างมาก การขยายฐานบัตรไปกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อพยายามให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อสร้างผลตอบแทน คงจะมีให้เห็นเช่นกัน ขณะที่ผู้ประกอบการใหม่ ที่กำลังจะเข้าตลาด การพยายามขยายฐานบัตร ยังคงสำคัญอันดับแรก

ปี 2548…การดำเนินงานของผู้ประกอบการเดิม และการเข้ามาของผู้ประกอบการใหม่
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจ ได้แก่ การเติบโตเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นการใช้จ่ายในประเทศ รวมทั้งมาตรการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของรัฐบาล ที่อาจเป็นแรงหนุนการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตปี 2548

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ธุรกิจบัตรเครดิตภาพกว้างตลอดปี 2548 พิจารณาประเด็นผู้ประกอบการเดิม และผู้ประกอบการที่อาจเข้ามาใหม่ ดังนี้;

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2548 ผู้ประกอบการบัตรเครดิตเดิม จะเริ่มออกบัตร
Smart Card หลังเริ่มเตรียมการมาระยะหนึ่ง ตั้งแต่ปีนี้ ตามที่บริษัทผู้ร่วมออกบัตร VISA กำหนดให้ดำเนินการภายในต้นปี 2549

โดยผู้ประกอบการ คงจะเลือกเปลี่ยนบัตรให้กลุ่มลูกค้าแนวโน้มใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าต้นทุนมากที่สุดก่อน เนื่องจากบัตร Smart Card ต้นทุนสูงกว่าบัตรแถบแม่เหล็กหลายเท่า นอกจากการกลับมาวางแผนทำการตลาด เสนอผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้ามากขึ้น

หลังเตรียมความพร้อมของระบบจัดการภายใน เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เสร็จสิ้น เนื่องจากการแข่งขันยังคงรุนแรงในตลาดนี้ ผู้ประกอบการต่างๆ คงจะมุ่งเน้นส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ

พร้อมๆ กับเสนอรายการส่งเสริมทางการขายต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สามารถทดแทนต้นทุนที่ลงทุนก่อนหน้านี้ เป้าหมายรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิม และสร้างความได้เปรียบแข่งขันกับผู้ประกอบการใหม่ ที่จะเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นปี 2548

ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ต้องพร้อมค่อนข้างมาก เพื่อการแข่งขันตลาดนี้ แม้บัตรเครดิต
จะเป็นผลิตภัณฑ์เข้าถึงลูกค้าง่าย แต่เนื่องจากฐานลูกค้าบัตรเครดิตส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเขตกรุงเทพ เป็นลูกค้าผู้ประกอบการกลุ่มเดิมในตลาดอยู่แล้ว

ดังนั้น เป้าหมายผู้ประกอบการใหม่ที่จะเข้าตลาดปี 2548 แบ่งได้เป็น
1. มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าใหม่ ได้แก่ ลูกค้านอกเขตกรุงเทพ หรือ

2. เน้นลูกค้ากลุ่มเดิม แต่มีแผนทำตลาดรุนแรง และแปลกใหม่ เพื่อให้ลูกค้าเลือกใช้บัตรเครดิตของตนเอง และ

3. เน้น Cross Sell บัตรเครดิตให้ลูกค้าที่ใช้บริการในธุรกิจ หรือสถาบันการเงินของตนเอง เพื่อประโยชน์ให้ลูกค้าใช้หลายผลิตภัณฑ์ และสร้างความภักดีต่อสถาบันการเงินระดับหนึ่ง อาจเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เมื่อลูกค้าใช้หลายผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

การตัดสินใจระหว่างทางเลือกทั้งหมด จะขึ้นกับการเปรียบเทียบต้นทุนดำเนินงาน การพิจารณาบรรยากาศการแข่งขัน การวางแผนและประเมินความได้เปรียบในตลาดของตนเอง ควบคู่กับพิจารณาปัจจัยภายนอก ที่มีผลต่อธุรกิจบัตรเครดิตอนาคต เพื่อคาดการณ์ระยะเวลาคุ้มทุนต่อไป

สรุป
ภาพรวมบัตรเครดิตไตรมาส 3 บ่งชี้การชะลอตัวธุรกิจบัตรเครดิต หลังเติบโตค่อนข้างมากไตรมาส 2 นอกจากเทียบกับฐานที่สูงช่วงก่อนหน้า ภาวะชะลอตัวการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ความไม่สงบในภาคใต้ และปัญหาการระบาดไข้หวัดนก รวมทั้งการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของผู้ออกบัตร เป็นผลจากมาตรการใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะมีส่วนต่ออัตราขยายตัวชะลอดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ไตรมาส 4 ธุรกิจบัตรเครดิตนจะเติบโตเร่งขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นเทศกาลปลายปี และเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการหลายแห่งเตรียมเสนอโปรโมชั่นต่างๆ

คาดว่าจำนวนบัตรเครดิตจะอยู่ที่ 8.63 ล้านบัตร เติบโต 28.16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า สูงกว่าการเติบโต 27.85% ไตรมาส 3 ขณะที่ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตร คาดว่าจะประมาณ 123,300 ล้านบาท ขยายตัว 25.44% จากปีก่อนหน้า

เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ที่เติบโต 23.82% ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต คาดว่าจะอยู่ที่ 117,000 ล้านบาท เติบโต 24.16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอเล็กน้อยจาก 25.46% ไตรมาส 3

แม้ช่วงที่ผ่านมาปีนี้ ธุรกิจบัตรเครดิตจะกระทบจากการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธุรกิจดังกล่าว ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว น่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้อีก ปัจจัยหนุนการเติบโตธุรกิจ ได้แก่ การขยายเครือข่ายร้านค้ารับบัตร ความนิยมใช้บัตรเครดิตแทนเงินสดเพิ่มขึ้น การจัดรายการส่งเสริมการขาย การเสนอบัตรเครดิตผ่านช่องทางต่างๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิต เป็นต้น

แนวโน้มปี 2548 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ผู้ประกอบการบัตรเครดิตเดิมส่วนใหญ่ จะมีแนวทางดำเนินการต่างๆ ได้แก่ เริ่มออกบัตร Smart Card หลังเริ่มเตรียมการมาแล้วระยะหนึ่ง รวมทั้งวางแผนทำการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อจะรักษาส่วนแบ่งตลาด และสร้างความได้เปรียบแข่งขันกับผู้ประกอบการหน้าเดิม และหน้าใหม่ ในตลาด ภายหลังที่ได้จัดการภายใน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการต่างๆ ของทางการเรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากการแข่งขันยังคงรุนแรง การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมๆ กับสร้างจุดเด่นในตลาด จึงยังเป็นหัวใจของผู้ประกอบการปีหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า ผู้ประกอบการเดิมส่วนใหญ่ จะมุ่งเน้นลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเป็นหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ ต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์แข่งขัน เพื่อจะได้มาซึ่งส่วนแบ่งตลาดปี 2548
กำลังโหลดความคิดเห็น...