สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุวานนี้ (23 ก.พ.) ว่า มีความคาดหวังที่บริษัทอเมริกันจะสามารถกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจในรัสเซียได้อีกครั้ง หากมีการทำข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ผู้นำสหรัฐฯ กำลังเร่งผลักดันข้อตกลงปิดฉากสงครามในยูเครน และได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกับทั้งประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียในเดือนนี้
“แน่นอนว่ามีความคาดหวังว่าเราอาจจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และบริษัทอเมริกันจะได้กลับเข้าไปทำธุรกิจในรัสเซียอีกครั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าทุกฝ่ายก็มองว่ามันเป็นเรื่องดีที่หากจะเกิดขึ้นจริง” วิตคอฟฟ์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation ทางสถานีโทรทัศน์ CBS
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television ในวันพฤหัสบดีที่แล้ว (20) ว่าสหรัฐฯ อาจยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางอย่างแก่รัสเซียเพื่อตอบแทนความสมัครใจเจรจายุติสงคราม และเมื่อถามว่าสหรัฐฯ มีแผนที่จะเพิ่มหรือลดการคว่ำบาตรรัสเซียโดยขึ้นอยู่กับทิศทางในการเจรจายุติสงครามใช่หรือไม่? เบสเซนต์ ก็ตอบว่า “เป็นคำอธิบายที่ดีมาก”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ทรัมป์ ได้เปิดเจรจากับผู้แทนฝ่ายรัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย โดยเป็นการพูดคุยที่ไม่เปิดโอกาสให้ยูเครนเข้าไปมีส่วนร่วม และเมื่อวันพุธที่แล้ว (19) ทรัมป์ ก็ยังสร้างความตกตะลึงด้วยการเรียก เซเลนสกี ว่าเป็น “ผู้นำเผด็จการ” (dictator)
ทรัมป์ เรียกร้องให้ผู้นำรัสเซียและยูเครนทำงานร่วมกันเพื่อยุติสงครามซึ่งเริ่มปะทุขึ้นหลังจากที่ ปูติน ประกาศส่งทหารบุกยูเครนเมื่อเดือน ก.พ. ปี 2022 และก่อนหน้านั้นก็ได้ผนวกคาบสมุทรไครเมียไปจากเคียฟเมื่อปี 2014
ทรัมป์ เผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากทั้งและนอกประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่เขาออกมาพูดว่ายูเครน “ไม่ควรจะเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม” ก่อนจะกลับลำในภายหลัง และยอมรับว่ารัสเซียต่างหากที่เป็นฝ่ายรุกรานยูเครนก่อน
ทั้ง วิตคอฟฟ์ และ เบสเซนต์ ต่างออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันอาทิตย์ (23) ว่า ข้อตกลงเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญๆ ในยูเครนน่าจะได้ข้อสรุปและลงนามกันภายในสัปดาห์นี้
ที่มา : รอยเตอร์