ทรัมป์ฟาดเป็นชุด เรียกเซเลนสกีเป็น “ผู้เผด็จการ” เตือนให้รีบผลักดันข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ก่อนไม่เหลือประเทศให้อยู่ นอกจากนั้น ประมุขทำเนียบขาวยังโวย รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายระหว่างเยือนเคียฟอย่างเป็นทางการ จากการที่เซเลนสกี “หลับใส่” ไม่ออกไปต้อนรับขับสู้ ซ้ำยังไม่ยอมทำข้อตกลงแรร์เอิร์ธทั้งที่ตกปากรับคำแล้ว
หนึ่งวันหลังจากกล่าวโทษยูเครนเป็นต้นเหตุทำให้รัสเซียส่งทหารบุกเมื่อปี 2022 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามทำให้สงครามในยูเครนยุติภายใต้เงื่อนไขที่เคียฟบอกว่า เข้าข้างมอสโกอย่างโจ่งแจ้ง ได้โพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของตัวเองในวันพุธ (19 ก.พ.) กล่าวหาโจมตีประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีอีกรอบ โดยเรียกผู้นำยูเครนว่า “ผู้เผด็จการที่ไม่ยอมจัดเลือกตั้ง” เพราะคะแนนนิยมในประเทศตกต่ำมาก
ทั้งนี้ วาระดำรงตำแหน่ง 5 ปีของเซเลนสกีครบกำหนดไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่เนื่องจากเขาประกาศใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่ตอนที่รัสเซียรุกรานยูเครนตอนต้นปี 2022 ซึ่งตามกฎหมายของยูเครนแล้วจะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กระนั้นเขาก็ถูกรัสเซียเยาะเย้ยว่ากำลังเป็นผู้นำประเทศที่ขาดความชอบธรรม ขณะที่นักการเมืองอเมริกันหลายรายโดยเฉพาะชาวรีพับลิกัน ก็เรียกร้องให้ยูเครนเร่งจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว
ทรัมป์ร่ายยาวว่า อดีตดาวตลกที่ประสบความสำเร็จพอประมาณผู้นี้ พูดจนอเมริกายอมให้เงิน 350,000 ล้านดอลลาร์ไปทำสงครามที่ไม่มีวันชนะและไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่เป็นสงครามที่ถ้าไม่มีตัวเขาเองแล้วก็คงไม่อาจยุติลงได้ และคุยว่า มีแต่คณะบริหารของเขาเองเท่านั้นที่สามารถริเริ่มการเจรจากับรัสเซียเพื่อยุติสงคราม ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่เคยพยายาม ด้านยุโรปทำแล้วแต่ไม่สำเร็จ ส่วนเซเลนสกีอาจพยายามยื้อสงครามเพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างง่ายดาย
ก่อนประชุมกับพวกนักธุรกิจในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ที่จัดโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐของซาอุดีอาระเบีย ทรัมป์ยังโจมตีเซเลนสกีว่า “ผลงานห่วย” และกล่าวหาว่า เอาเงินช่วยเหลือของอเมริกาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ประมุขทำเนียบขาวสำทับว่า เซเลนสกีควรรีบเจรจายุติสงครามก่อนที่จะไม่เหลือประเทศให้อยู่
ต่อมาในวันพฤหัสฯ (20 ) ทรัมป์โวยว่า สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายระหว่างเยือนเคียฟอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อหารือเรื่องการให้สิทธิสหรัฐฯ เข้าถึงแร่ธาตุมีค่าของยูเครนรวมทั้งแรร์เอิร์ธ แลกเปลี่ยนกับการที่วอชิงตันจะสนับสนุนด้านความมั่นคงให้แก่เคียฟ
ทรัมป์บอกว่า เบสเซนต์ต้องนั่งรถไฟนานหลายชั่วโมงซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัย แต่เมื่อไปถึง ยูเครนกลับไม่ยอมเซ็นข้อตกลงตามที่ได้คุยกันไว้ โดยบอกว่า เอกสารข้อตกลงโฟกัสผลประโยชน์ของอเมริกามากเกินไป แถมเซเลนสกียังเอาแต่นอนและไม่ออกไปต้อนรับขับสู้เบสเซนต์
รายงานระบุว่า สาเหตุที่ผู้นำสหรัฐฯ ฉุนเฉียวขนาดนี้เป็นเพราะหลังจากเขากล่าวโทษเซเลนสกีว่าเป็นต้นเหตุทำให้รัสเซียบุกรุกรานอย่างไม่จำเป็นแล้ว ผู้นำยูเครนตอบโต้ในวันพุธว่า ทรัมป์กำลังติดกับดักข้อมูลเท็จของมอสโก
นอกจากทรัมป์แล้ว ด้านรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ของอเมริกา ก็ตอบโต้เซเลนสกีเช่นกัน โดยกล่าวว่า การพยายามทำให้ทรัมป์เปลี่ยนใจด้วยการพูดให้ร้ายออกสื่อไม่ได้ช่วยอะไร มิหนำซ้ำยังยิ่งแย่กว่าเดิมด้วย
อย่างไรก็ตาม เซเลนสกียังแสดงตัวว่ามองการณ์แง่ดี โดยแสดงความหวังเมื่อวันพุธว่า ในการเจรจากับคีธ เคลล็อก ผู้แทนพิเศษด้านยูเครน-รัสเซียของทรัมป์ ที่มีกำหนดไปเยือนเคียฟในวันพฤหัสฯ ทางยูเครนจะได้ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์กับอเมริกาต่อไป พร้อมกับกล่าวย้ำว่า หากมีอเมริกาและยุโรป สันติภาพจะน่าเชื่อถือมากขึ้น และตบท้ายว่า “ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ซึ่งชัดเจนว่าเขากำลังหมายถึงทรัมป์ กำลังจะต้องเลือกเอาระหว่างรัสเซียหรือสันติภาพ
ในอีกด้านหนึ่ง การแสดงความเกรี้ยวกราดของทรัมป์ต่อเซเลนสกีอย่างไม่ไว้หน้าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากในและนอกประเทศ
นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนี บอกว่า การที่ทรัมป์เรียกเซเลนสกีว่าผู้เผด็จการ เป็นเรื่องที่ทั้งผิดพลาดและอันตราย
ริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย ย้ำทัศนะของฝ่ายตะวันตกที่ว่า ผู้ที่ก่อสงครามคือรัสเซีย และสงครามในยูเครนต้องยุติลงตามเงื่อนไขของยูเครน
ส่วนในสหรัฐฯ นอกจากนักการเมืองพรรคเดโมแครตฝ่ายค้าน แล้ว ยังมีสมาชิกรีพับลิกันหลายคน แสดงความไม่เห็นด้วยทั้งเรื่องที่ทรัมป์เรียกเซเลนสกีเป็นผู้เผด็จการและการกล่าวหาว่า ยูเครนเป็นต้นเหตุทำให้รัสเซียยกทัพบุก อย่างไรก็ดี สื่ออย่างเช่นบีบีซี ชี้ว่า ในหมู่นักการเมืองรีพับลิกันนั้นยังคงไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์โดยตรง
(ที่มา : เอพี/เอเอฟพี/รอยเตอร์)