xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ใช่แค่ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ การเยือนไต้หวันของ ‘เพโลซี’ ยังส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมชิป-แบตเตอรีรถ EV-และอื่นๆ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: จอร์จ คู


โลโก้ของบริษัทไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์แมนูแฟคเจอริ่งคอมพานี (TSMC)  ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท ในเมืองซินจู๋ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Damage from Pelosi’s Asia tour awaits final tally
By GEORGE KOO
08/08/2022

นอกเหนือจากทำให้ความสัมพันธ์ที่สหรัฐนและไต้หวันมีอยู่กับจีนเลวร้ายลงไปอย่างมากๆ แล้ว การไปเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี ยังทำให้ปัญหาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ยุ่งเหยิงแก้ไขได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งซับซ้อนทบทวีขึ้นไปอีก

แนนซี เพโลซี มาแล้วและก็ไปแล้ว บางคนในไต้หวันเรียกการไปเยือนของเธอว่าเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวพักผ่อนแบบนักเรียนนักศึกษาปีสุดท้ายภายหลังสำเร็จการศึกษา (graduation trip) ของเธอ บางที อาจจะเป็นคำพูดที่เกินเลยไปสักหน่อย เพราะวางท่าเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่า แต่ความหมายของพวกเขาก็คือว่า นี่น่าจะเป็นการสนุกสนานสุดเหวี่ยงครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว

หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯที่กำลังจะมาถึง (ในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้) เป็นที่คาดหมายกันว่าพรรคเดโมแครตของเธอจะสูญเสียอำนาจควบคุมเหนือสภาผู้แทนราษฎร และเธอจะไม่ได้เป็นประธานของสภานี้อีกต่อไป เธอจึงต้องออกทัวร์ครั้งมโหฬารเกรียวกราวของเธอ โดยที่มีผู้เสียภาษีชาวอเมริกันเป็นผู้ออกเงินให้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะที่เธอยังสามารถทำอย่างนั้นได้

ขณะที่ผลพวงต่อเนื่องแบบฉับพลันทันทีนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อก้าวข้ามเส้นแดงไม่ยอมให้ล่วงล้ำของปักกิ่ง คุณย่อมคาดหมายได้ว่าจีนจะแสดงปฏิริยาตอบโต้อย่างที่พวกเขาให้สัญญาเอาไว้ พวกหัวร้อนบางรายรู้สึกผิดหวังด้วยซ้ำที่เครื่องบินขับไล่ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ไม่ได้ยิงเครื่องบินของ เพโลซี ให้ตกลงมาเสียเลย

อย่างไรก็ดี ด้วยการเอ็กเซอร์ไซส์ทางทหารซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในพื้นที่น่านน้ำ 6 แห่งรอบๆ เกาะไต้หวัน จีนก็กำลังประกาศว่า “เส้นแบ่งครึ่ง” (median line) ของช่องแคบไต้หวันนั้นไม่ดำรงคงอยู่แล้ว แต่พวกเขาสามารถเข้าสู่น่านน้ำของไต้หวันในเวลาใดก็ได้ตามที่ต้องการ ไปยังที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ และยิงเป้าหมายใดๆ ก็ได้ตามที่ต้องการ การยั่วยุของ เพโลซี เป็นการทำให้จีนมีเหตุผลข้ออ้างที่จำเป็นต้องมีขึ้นมา

กองทัพปลดแอกประชาชนจีนยิงขีปนาวุธหลายลูกบินข้ามตลอดด้านกว้างของไต้หวัน ไปตกยังน่านน้ำอีกฝั่งหนึ่งของเกาะที่หันหน้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก อันเป็นพื้นที่ซึ่งเป็นไปได้ที่พวกเรือของนาวีสหรัฐฯจะซุ่มซ่อนอยู่ ถ้าพวกเขาเดินทางมาเพื่อพิทักษ์ปกป้องไต้หวัน แต่พวกเขาไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน (USS Ronald Reagan ) นั้น ถอยออกจากเขตอันตรายไปอย่างรวดเร็วเรียบร้อยแล้ว โดยมุ่งหน้าไปยังญี่ปุ่น

ไม่ต้องการยิงขีปนาวุธ “แพทริออต” ให้สิ้นเปลืองไปเปล่าๆ

รัฐบาลไทเปอธิบายว่า ยังไม่มีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศเนื่องจากไม่ต้องการทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น พวกเขายังไม่ได้ยิงใส่ขีปนาวุธซึ่งทางฝ่ายแผ่นดินใหญ่ยิงเข้ามา เนื่องจากไม่ต้องการสิ้นเปลือง “แพทริออต” (ระบบต่อสู้ขีปนาวุธได้จัดส่งให้โดยอเมริกัน) ราคาแพงกับขีปนาวุธซึ่งกำลังจะร่อนลงในทะเลโดยไม่ก่ออันตรายใดๆ อยู่แล้ว

ผลโพลที่จัดทำขึ้นไม่นานหลังการไปเยือนของ เพโลซี พบว่า 9% ของประชาชนไต้หวันยังเชื่อมั่นว่ากองทหารสหรัฐฯจะอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยพิทักษ์ปกป้องพวกเขา

โลกกำลังเฝ้าติดตามดูว่า พวกเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯจะกลับออกมาแล่นตรวจการณ์ในทะเลจีนใต้อีกหรือไม่ และกองทัพปลดแอกประชาชนจีนจะท้าทายการสำแดง “เสรีภาพในการเดินเรือ” เวอร์ชั่นอเมริกัน ในน่านน้ำซึ่งจีนพิจารณาว่าเป็นของตนเองหรือไม่

เวลาเดียวกัน การพบปะซึ่งเกิดขึ้นในไทเปของ เพโลซี ยังเปิดเผยให้เห็นว่าทำไมประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ของเกาหลีใต้ จึงไม่ปรารถนาที่จะพบปะหารือกับเธอ เมื่อเธอแวะมาที่กรุงโซลหลังออกจากไต้หวัน

ในระหว่างมื้ออาหารกลางวันขณะอยู่ในไทเป เพโลซี รบเร้า มอร์ริส ชาง (Morris Chang) ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานของบริษัท ไต้หวันเซมิคอนดักเตอร์แมนูแฟคเจอริ่งคอมพานี (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC) ให้ไปตั้งโรงงานรับจ้างทำเซมิคอนดักเตอร์บางแห่งบางโรงของบริษัทในพื้นที่นอกไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้รีบก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแอริโซนา, สหรัฐฯ ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ รวมทั้งบางทีอาจจะไปตั้งอีกสักแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

ชาง ตอบ เพโลซี อย่างสุภาพว่า การสร้างโรงงานรับจ้างทำชิปขึ้นมาในสถานที่ต่างๆ หลายแห่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจหรือในทางเทคนิคเลยในทางปฏิบัติ ในฐานะที่เป็นพลเมืองอเมริกันคนหนึ่ง ชางไม่ได้พูดออกมาว่าเขาไม่คิดว่าสหรัฐฯมีบุคลากรซึ่งมีทักษะที่จำเป็นสำหรับโรงงานเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคงพูดแล้วในวาระโอกาสอื่นๆ

บีบบังคับเกาหลีใต้

ภารกิจของ เพโลซี ในกรุงโซล คือการบีบบังคับ ซัมซุง และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ ในเกาหลีให้เข้าร่วมกับ TSMC และโยกย้ายโรงงานรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของพวกเขาไปยังสหรัฐฯ จุดขายของเธอคือการใช้ประโยชน์ในงบประมาณจำนวน 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯของรัฐบัญญัติ CHIPS (CHIPS Act คำว่า CHIPS ในชื่อรัฐบัญญัติฉบับนี้ ย่อมาจาก Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors for America การสร้างแรงจูงใจที่มีประโยชน์เพื่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับอเมริกา) เพื่อเป็นแรงจูงใจทางการเงินให้เกิดการโยกย้ายอุตสาหกรรมชิปกลับมายังสหรัฐฯ

ปัญหาซึ่งยากที่จะคลี่คลายสำหรับพวกผู้ผลิตชิปชาวเกาหลีมีอยู่ว่า สหรัฐฯจะต้องคาดหมายให้พวกเขาต้องเลือกข้าง นั่นคือ มาตรการอุดหนุนจูงใจของฝ่ายอเมริกัน จะมีข้อกำหนดเรียกร้องให้พวกเขาต้องยุติการจัดส่งชิปให้แก่จีน

ขณะที่ จีนมีมูลค่าเพียงแค่ระดับ 10% ของตลาดทั้งหมดของ TSMC ในเวลานี้ ทว่าสำหรับพวกโรงงานรับจ้างผลิตชิปเกาหลีแล้ว พวกเขาขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจำนวน 60% ทีเดียวให้แก่จีน การต้องทอดทิ้งธุรกิจของพวกเขาถึง 60% เพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรการห้ามส่งสินค้าของอเมริกันจะกลายเป็นปัญหารักพี่เสียดายน้องอย่างแท้จริงสำหรับเกาหลีใต้

ขณะที่รัฐบาลเกาหลีกำลังถ่วงเวลาในการให้คำมั่นผูกพันกับวอชิงตัน การที่ประธานาธิบดียุน หลีกเลี่ยงไม่พบปะกับ เพโลซี คือวิธีการทางการทูตในการหลบหลีกไม่ให้ตนเองต้องอยู่ในจุดถูกฉายสปอตไลต์ อย่างน้อยที่สุดก็ในระยะสั้น หรือถ้ามองกันด้วยทัศนะที่เป็นทางการทูตน้อยลงกว่านี้ก็จะต้องบอกว่า การพบปะกับ เพโลซี ไม่ได้เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของเกาหลีใต้เอาเสียเลย

วิธีการของวอชิงตันในการปฏิเสธไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ กำลังสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงให้แก่พวกเพลเยอร์ต่างๆตลอดถ้วนทั่วในอุตสาหกรรมชิป

TSMC เป็นรายแรกที่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อคณะบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้บริษัทยุติการจัดส่งบรรดาชิประดับล้ำยุคไปให้แก่ หัวเว่ย, ZTE, และอื่นๆ จีนนั้นเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง คิดเป็นอัตราส่วนเท่ากับกว่า 20% ของยอดขายของ TSMC ทีเดียว มาถึงตอนนี้ ตามปากคำของ มาร์ก หลิว (Mark Liu) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน ตัวเลขนี้ลงมาเหลือแค่ราวๆ 10%

ASML บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำของโลกในเรื่องการผลิตเครื่องจักรระบบ lithography ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ระบบ extreme ultraviolet (EUV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำยุคที่สุดของบริษัท ขายกันในราคาชุดละกว่า 150 ล้านดอลลาร์ และบริษัทก็ถูกห้ามไม่ให้จำหน่ายแก่จีนเช่นเดียวกัน

เวลานี้ วอชิงตันยังกำลังเรียกร้องเนเธอร์แลนด์ให้สั่งห้ามส่งออกเครื่องจักร deep ultraviolet (DUV) ที่ถือเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่า แก่จีนอีกด้วย เมื่อปีที่แล้ว ASML ขายไลน์ผลิตภัณฑ์นี้ให้แก่จีนเป็นมูลค่า 2,780 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 14.7% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

การห้ามส่งออกสร้างความเจ็บปวดให้แก่บริษัทสหรัฐฯด้วย

แลม รีเสิร์ช (Lam Research) ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในซิลิคอนแวลลีย์, รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นซัปพลายเออร์รายใหญ่รายหนึ่งของโลกในเรื่องอุปกรณ์สำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยสามารถทำรายรับต่อปีได้เฉียด ๆ 20,000 ล้านดอลลาร์ทีเดียว จากรายงานประจำไตรมาสล่าสุดของบริษัทแสดงว่าจีนเป็นจุดที่ทำยอดขายให้บริษัท 31% ขณะที่ได้จากสหรัฐฯแค่ 8%

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทีมผู้บริหารของ แลม กำลังจมอยู่ในความทุกข์จากการต้องสาละวนหาหนทางร้องขอยกเว้นจากคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อที่จะบริษัทจะได้ไม่ต้องคว้านท้องฆ่าตัวตาย

การที่วอชิงตันมุ่งมั่นตั้งใจที่จะหย่าขาดแยกตัวออกจากจีน คือการกระทำแบบคนสายตาสั้น และสะท้อนให้เห็นว่าพวกนักการเมืองในวอชิงตันที่ส่วนใหญ่มีภูมิหลังเป็นพวกสำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมายนั้น มีความรู้แค่ไหนเกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งคำตอบก็คือไม่ค่อยรู้อะไรนักหรอก เป็นเวลานานปีมาแล้ว สหรัฐฯให้ความสำคัญน้อยเกินไปในเรื่องการลงทุนในการผลิตพวกเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่จีนกลับกระทำในทิศทางตรงกันข้าม งบประมาณจำนวน 52,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐบัญญัติ CHIPS Act นั้น ต้องถือว่าน้อยเกินไปและสายเกินไปเสียแล้ว
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://semianalysis.substack.com/p/why-america-will-lose-semiconductors?utm_source=substack&utm_medium=email&utm_content=share)

การเรียกร้องบริษัทต่างๆ ให้อดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพราะการทำร้ายตัวเองของวอชิงตัน รวมทั้งยังให้อดทนต่อการกระทำในเรื่องซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองนั้น คือกรณีของความโชคร้ายที่ถูกวอชิงตันข่มเหงรังแกอย่างเหี้ยมเกรียม แล้วเพื่อที่จะตนเองจะสามารถอยู่รอดต่อไปให้ได้ เหยื่อเหล่านี้ก็จะต้องพยายามแสวงหาจุดที่จะเป็นช่องโหว่เพื่อข้ามลอดกำแพงแห่งลัทธิ American exceptionalism เช่นนี้
(ลัทธิ American exceptionalism เป็นแนวความคิดที่ว่าสหรัฐฯมีความแตกต่างจากชาติอื่นๆ โดยมีค่านิยม, ระบบการเมือง, และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แนวความคิดเช่นนี้มีนัยต่อไปว่าสหรัฐฯสามารถเป็นเจ้าเหนือใครๆ ในโลกอย่างคงทนถาวรตลอดไป ไม่ต้องเสื่อมทรุดเหมือนมหาอำนาจอื่นๆ ของโลกในอดีต ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/American_exceptionalism#:~:text=Proponents%20of%20American%20exceptionalism%20argue,%2C%20ethnicity%2C%20or%20ruling%20elite.)

เวลานี้มีรายงานหลายๆ กระแสที่ดูเหมือนจะบ่งบอกให้เห็นว่าจีนกำลังสามารถรับมือได้ ถึงแม้ต้องเจอการแซงก์ชั่นและการห้ามส่งออกของอเมริกันก็ตามที ท่านที่สนใจสามารถลองติดตามดูตัวอย่างการถกเถียงอภิปรายที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ได้ที่ https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-07-21/china-s-top-chipmaker-makes-big-tech-advances-despite-us-curbs และ https://semianalysis.substack.com/p/chinas-smic-is-shipping-7nm-foundry
(สำหรับเรื่องที่จีนทำท่าสามารถรับมือได้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2022/07/how-china-could-leapfrog-us-chip-making-bans/)

จีนตอบโต้ด้วยการไม่ส่งออกแบตเตอรีรถไฟฟ้าแก่สหรัฐฯ?

พัฒนาการอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวของกับการเดินทางไปไต้หวันของ เพโลซี ซึ่งดูพวกสื่อมวลชนกระแสหลักดูจะไม่ค่อยใส่ใจกัน ก็คือเรื่องที่ บริษัทจีนชื่อ คอนเทมโพแลรี แอมเพอเรกซ์ เทคโนโลยี (Contemporary Amperex Technology Co Ltd หรือ CATL) ประกาศระงับแผนการของบริษัทที่จะสร้างโรงงานในสหรัฐฯ จนกว่าฝุ่นที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาจนมองไม่เห็นทิศทางจากการไปทัวร์ของเธอจะจางลงเสียก่อน
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://insideevs.com/news/602248/china-catl-delays-us-battery-plant-news-pelosi-taiwan/)

CATL เป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (electric vehicles หรือ EVs) รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแบตเตอรีชั้นนำของโลก รถ EV ที่ใช้แบตเตอรีของบริษัทสามารถวิ่งได้มากกว่า 965 กิโลเมตรทีเดียวจากการชาร์จไฟแต่ละครั้ง

แบตเตอรีในปัจจุบันของบริษัทมีข้อได้เปรียบหลักๆ 4 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัย, อายุใช้งานยาว, ให้พลังสูง, และความสามารถที่จะชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว โรบิน เจิ้ง (Robin Zeng) ผู้ก่อตั้งและประธานของ CATL จบปริญญาเอกทางฟิสิกส์ของสสารควบแน่น (condensed-matter physics) ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง เขาชี้ให้เห็นว่าบริษัทของเขากำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแบตเตอรีที่จะกลายเป็นการทะลุทะลวงใหม่ๆ 2 เรื่องด้วยกัน โดยถึงขั้นพร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัวสู่ตลาดในเร็ววัน
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://supchina.com/2022/06/28/catls-new-battery-is-a-leap-forward-but-also-a-precursor-of-something-radical-to-come/?utm_source=SupChina&utm_campaign=0c3debcbeb-EMAIL_CAMPAIGN_2022_07_01_10_51&utm_medium=email&utm_term=0_03c0779d50-0c3debcbeb-166006462)

ณ เดือนพฤษภาคมปีนี้ CATL เป็นผู้ครองส่วนแบ่งสูงที่สุดในตลาดแบตเตอรีรถ EV ของจีน ด้วยสัดส่วนถึง 45.85% และ ณ ปี 2021 บริษัทมีสัดส่วนในตลาดทั่วโลกอยู่ 32.6%
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://supchina.com/2022/06/28/catls-new-battery-is-a-leap-forward-but-also-a-precursor-of-something-radical-to-come/?utm_source=SupChina&utm_campaign=0c3debcbeb-EMAIL_CAMPAIGN_2022_07_01_10_51&utm_medium=email&utm_term=0_03c0779d50-0c3debcbeb-166006462)

CATL กำลังมองหาสถานที่ซึ่งมีศักยภาพในรัฐต่างๆ ของสหรัฐฯอย่าง เซาท์แคโรไลนา และ เคนทักกี มาพักหนึ่งแล้ว เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี EV เอาไว้ป้อนให้ ฟอร์ด และ บีเอ็มดับเบิลยู เวลานี้มันอาจจะยังไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แต่ปักกิ่งนั้นสามารถที่จะตัดสินใจตอบโต้ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน ด้วยการปฏิเสธไม่ให้อเมริกาเข้าถึงบรรดาเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีน และออกคำสั่งให้ CATL ยกเลิกแผนการที่จะลงทุนในสหรัฐฯ
(ดูเพิ่มเติมเรื่อง CATL กำลังมองสถานที่ตั้งโรงงานในสหรัฐฯได้ที่ https://insideevs.com/news/584634/catl-advanced-talks-build-its-first-us-battery-plants-report/)

หรือไม่เช่นนั้นมันก็อาจจะเกิดเรื่องอีกแบบหนึ่งในทางตรงกันข้ามกันเลยขึ้นมา นั่นคือ ส.ว.ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ผู้นำฝ่ายเสียงข้างมาก (ซึ่งเวลานี้ก็คือพรรคเดโมแครต) ในวุฒิสภาสหรัฐฯ อาจแสดงความเป็นห่วงว่าแบตเตอร์รีจีนที่ติดตั้งอยู่ข้างในฝากระโปรงรถ EV อาจถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือดักฟังเพื่อการสอดแนมให้แก่จีน ทั้งนี้ตามตรรกะที่เขาเคยพูดเอาไว้ ตอนที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการซื้อหารถไฟใต้ดินจากประเทศจีน
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2019/05/help-the-american-imbeciles-are-coming/)

ดร.จอร์จ คู เกษียณอายุจากสำนักงานให้บริการด้านคำปรึกษาระดับโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และการดำเนินการทางธุรกิจของพวกเขาในประเทศจีน เขาสำเร็จการศึกษาจาก MIT, Stevens Institute, และ Santa Clara University และเป็นผู้ก่อตั้งตลอดจนเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของ International Strategic Alliances ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการของเฟรชฟิลด์ (Freschfield) แพลตฟอร์มการก่อสร้างล้ำยุคแบบสีเขียว
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น