xs
xsm
sm
md
lg

‘จีนกับสหรัฐฯ’ประชันวิสัยทัศน์‘ความมั่นคงในเอเชีย’ ขณะ‘ญี่ปุ่น’เร่งเสริมแกร่ง‘การทหาร’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: แอนดรูว์ แซลมอน


เรือบรรทุกเครื่องบิน “เหลียวหนิง” ของจีน  เป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มพูนทรัพย์สินอาวุธเพื่อการสู้รบนอกประเทศของจีน ซึ่งทำให้พวกประเทศเพื่อนบ้านหวั่นเกรง เวลาเดียวกันก็เป็นการท้าทายฐานะความเป็นเจ้าใหญ่นายโตเหนือน่านน้ำแปซิฟิกของอเมริกา
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

China, US in war of words as Japan updates defense
By ANDREW SALMON
13/06/2022

รัฐมนตรีกลาโหมของจีนและของสหรัฐฯ ประกาศวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ไปกันคนละทาง ณ เวทีประชุมสัมมนาด้านความมั่นคงระดับท็อปของภูมิภาคนี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเต็มไปด้วยความระอุดุเดือด ขณะเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแถลงถึงจุดยืนในด้านการทหารอย่างห้าวหาญผิดไปจากเมื่อก่อน

ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายนที่ผ่านมา เราได้เห็นพลุและดอกไม้ไฟแห่งถ้อยคำโวหารถูกจุดสว่างโพลงอย่างคึกคัก ณ เวทีประชุมสัมมนาด้านความมั่นคงอันดับหนึ่งของภูมิภาคแถบนี้ เมื่อ จีน กับสหรัฐฯ ประชันขันแข่งกันด้วยวิสัยทัศน์ของพวกเขา ในเรื่องความมั่นคงสำหรับภูมิภาค เวลาเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ก็ประกาศอย่างเปิดเผยถึงการถอยห่างออกจากจุดยืนด้านมั่นคงภายหลังปี 1945 ของแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งเน้นหนักที่ความสุขุมระมัดระวังตลอดมา โดยเขาคุยลั่นที่จะเพิ่มพูนยกระดับทั้งทางด้านสมรรถนะ, การเข้าถึงอาณาบริเวณต่างๆ, และกิจกรรมต่างๆ ของกองกำลังอาวุธของญี่ปุ่น

คิชิดะระบุอย่างชัดเจนว่า เขามีความรู้สึกถึงสิ่งที่เขาเรียกว่าภัยอันตรายใหม่ๆ ที่มีความสาหัสร้ายแรงเป็นอย่างยิ่ง “ตัวผมเองมีความรู้สึกสำนึกอันเร่งด่วนแรงกล้าที่ว่า ‘ยูเครนทุกวันนี้อาจจะเป็นเอเชียตะวันออกในวันพรุ่งนี้’” เขากล่าว ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่โตเกียวจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมของตนขึ้นไปอย่างมหาศาล

ขณะที่ คิชิดะ คือผู้กล่าวคำปราศรัยสำคัญ ( Keynote Address) ของเวทีสัมมนา “การสนทนาแชงกรีลา” (Shangri-La Dialogue) ที่สิงคโปร์คราวนี้ คู่ปะทะสำคัญที่สุดในสมรภูมิย่อมจะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและของสหรัฐฯ พลเอก เว่ย เฟิ่งเหอ และ (พลเอกเกษียณอายุ) ลอยด์ ออสติน ซึ่งต่อกรกันในเรื่องโครงสร้างสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงของภูมิภาค โดยขณะที่ ออสติน พูดถึงโครงข่ายแห่งความเป็นหุ้นส่วนของอเมริกา เว่ย ก็กล่าวหาสหรัฐฯว่าพยายามปิดล้อมตัดขาดจีน

แต่ถึงแม้พวกเขาเสนอทัศนะที่แตกต่างห่างไกลกันในเรื่องทะเลจีนใต้ จุดยืนของพวกเขาเกี่ยวกับไต้หวันดูเหมือนมีความลงรอยกันได้มากกว่า –อย่างชวนให้รู้สึกประหลาดใจทีเดียว

นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ขณะกล่าวคำปราศรัยสำคัญ ในงานเลี้ยงดินเนอร์เปิดเวทีประชุมสัมมนา “Shangri-La Dialogue” ที่สิงคโปร์ ประจำปีนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน
ญี่ปุ่นตบเท้าหน้าเดิน

หลังจากประสบความพ่ายแพ้ชนิดวิบัติหายนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกผูกมัดด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนักสันติภาพที่สหรัฐฯเป็นผู้เขียนให้ ระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาโตเกียวจึงเป็นเพลเยอร์ผู้ระมัดระวังตัวอย่างสูงในประเด็นความมั่นคง

อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุผลข้ออ้างว่าต้องเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง และจีนซึ่งมีท่าทียืนกรานแข็งกร้าว รวมทั้งมีศักยภาพในด้านการรบนอกประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลายปีหลังๆ มานี้ ญี่ปุ่นก็กำลังปรับเปลี่ยนหลักนิยมต่างๆ ทางด้านความมั่นคงของตนอย่างเงียบๆ รวมทั้งอัปเกรดกองกำลังอาวุธของตนที่ยังคงใช้ชื่อว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” เพื่อเปิดทางให้ตนเองมีพื้นที่สำหรับการขยับเนื้อขยับตัวในทางการเมืองเพิ่มมากขึ้นอีก ดังนั้นเมื่อปี 2014 โตเกียวจึงได้ดำเนินการ “ตีความกันใหม่” ในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญของตน ซึ่งเดิมมีความโดดเด่นมากในเรื่องการเป็นนักสันติภาพ

ในคำปราศรัยที่ไปกล่าวในสิงคโปร์ครั้งนี้ คิชิดะได้รวบรวมการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ออกมาให้เห็นชัดๆ อย่างเป็นทางการ รวมทั้งแสดงออกซึ่งจุดยืนที่ห้าวหาญยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยเขาบอกว่า “เราจะเป็นฝ่ายริเริ่มและแสดงความกระตือรือร้นยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ และวิกฤตต่างๆ ซึ่งเผชิญหน้าญี่ปุ่น, เอเชีย, และทั่วโลก”
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://japan.kantei.go.jp/101_kishida/statement/202206/_00002.html)

เขาเรียกร้องว่าอย่าได้ตีความความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของโตเกียวไปในทางที่ไม่ถูกต้อง “ลักษณะความเป็นชาติผู้รักสันติของญี่ปุ่นจะยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง” เขาบอก “ความพยายามต่างๆ ของเรา จะเดินหน้าไปภายในขอบเขตแห่งรัฐธรรมนูญของเราและด้วยความสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ”

“เราจะแถลงให้ทราบถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติใหม่ของเราภายในสิ้นปีนี้” เขากล่าว “ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่สมรรถนะด้านกลาโหมของญี่ปุ่นจนถึงขั้นรากฐานภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า และรับประกันให้งบประมาณด้านกลาโหมของญี่ปุ่นมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ดังที่กล่าวมา”

ในสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรีของเขาเพิ่งให้คำมั่นสัญญา –เอาไว้ในเอกสารฉบับหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะถูกอำพรางซุกซ่อนอยู่ภายใต้พวกภาษาศัพท์แสงเฉพาะในวงราชการ— ที่จะเพิ่มงบประมาณกลาโหมของชาติเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกแห่งนี้ขึ้นไปอีก 1 เท่าตัว โดยจากปัจจุบันซึ่งกำหนดเอาไว้ที่ระดับ 1% ของจีดีพี ก็จะเข้าสู่มาตรฐานขององค์การนาโต้ นั่นคือเพิ่มเป็น 2% ภายในระยะเวลา 5 ปี

ยุทธศาสตร์ใหม่ของญี่ปุ่นนี้ “จะไม่มีการบอกปัดไม่เอาทางเลือกใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสิ่งที่เรียกกันว่า ‘สมรรถนะในการโจมตีตอบโต้’” คิชิดะ กล่าว

แทบจะแน่นอนอยู่แล้วว่า สมรรถนะอันหลังที่เขาเอ่ยถึง หมายถึงสิ่งที่จะใช้มาป้องปรามทรัพย์สินด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และ/หรือ ของจีน นอกจากนั้นเขายังพูดชัดๆ ชนิดไร้คำถามว่า ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย เขาจะไปร่วมหอลงโรงกับใคร

“ไม่มีประเทศใดเลยที่สามารถแน่ใจได้ว่า ความมั่นคงของตนเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตนเองเท่านั้นอย่างสิ้นเชิง” คิชิดะ บอก “นี่คือเหตุผลที่ทำไมผมจะกระตุ้นส่งเสริมความร่วมมือกันด้านความมั่นคงชนิดที่มีส่วนประกอบหลายๆ ชั้นหลายๆ ด้าน กับพวกประเทศซึ่งมีความคิดเหมือนๆ กันและให้ความสำคัญกับค่านิยมสากลต่างๆ ร่วมกัน โดยที่กำหนดให้ความเป็นพันธมิตรกันระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ เป็นแกนหลักของสิ่งเหล่านี้”

เรือรบ อิซูโมะ ของญี่ปุ่น ซึ่งแดนอาทิตย์อุทัยบอกว่าเป็นเรือพิฆาต  แต่แท้จริงแล้วเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเบา  ที่สามารถรองรับเครื่องบินรบ เอฟ-35 ได้ (ภาพจากวิกิพีเดีย)
ด้วยสายตาที่ระแวงระไวจากการมองว่า จีนได้เข้าไปยึดที่มั่นและสร้างทรัพย์สินทางทหารต่างๆ เอาไว้อย่างหนักแน่นมั่นคงในทะเลจีนใต้ นอกจากนั้นยังครองฐานะเหนือกว่าในช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งออกไปปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดีย คิชิดะกล่าวต่อไปว่า “เพื่อร่วมส่วนมีบทบาทในการทำให้ ระเบียบทางทะเลแบบเสรีและเปิดกว้าง สามารถกลายเป็นความจริงขึ้นมา ญี่ปุ่นจะจัดส่งหน่วยกำลังหน่วยหนึ่งของ กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล (Maritime Self-Defense Force ซึ่งก็คือ กองทัพเรือ) นำโดยเรือพิฆาต อิซูโมะ (Izumo) เข้าไปในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน เพื่อดำเนินการฝึกซ้อมร่วมกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก”

เรือรบอิซูโมะ ที่ญี่ปุ่นเรียกว่าเป็น “เรือพิฆาต” นั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเบา ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินรบไฮเทค เอฟ-35 ได้

เนื่องจากเขามองว่า เกิดการเผชิญหน้ากันใน “พื้นที่สีเทา” กันบ่อยครั้ง โดยมักมีกองเรือประมงของจีนเข้าเกี่ยวข้องด้วย บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ต้องเพิ่มการแข่งขันกันทางนาวีในเขตน่านน้ำทะเลลึกของภูมิภาค คิชิดะ -ผู้ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยยุทโธปกรณ์และการลงทุนกับประเทศไทย— ได้ไปพูดที่สิงคโปร์ในคราวนี้ว่า เขาจะจัดหาจัดส่งพวกทรัพย์สินเพื่อการป้องกันชายฝั่งให้แก่ชาติต่างๆ โดยที่หน่วยงาน “ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ” (Official Development Assistance หรือ ODA) ของญี่ปุ่น จะให้เงินทุนสนับสนุนความพยายามเช่นนี้

“ผมจะเสนอกรอบโครงของ ‘แผนการอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างเพื่อสันติภาพ’ (Free and Open Indo-Pacific Plan for Peace) ภายในฤดูใบไม้ผลิปีนี้” คิชิดะ ให้สัญญา “โดยมีจุดเน้นหนักอยู่ที่การจัดหาจัดส่งพวกเรือตรวจการณ์ และการเพิ่มพูนศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล”

การรักษาความมั่นคงทางทะเลของญี่ปุ่นนั้น มีการหนุนหลังด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโดรน คิชิดะกล่าว และบอกว่าญี่ปุ่นจะเสนอให้ความช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้ด้วย

“ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ เราจะหาทางใช้ความร่วมมือกันทางด้านเทคนิค, การฝึกอบรม, และวิธีการอื่นๆ เพื่อโน้มนำให้มีการเพิ่มศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในประเทศต่างๆ อย่างน้อยที่สุด 20 ประเทศ ซึ่งจะกระตุ้นส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมบุคลากรด้านความมั่นคงทางทะเลอย่างน้อยที่สุด 800 คน” เขาบอก

ไม่เพียงความช่วยเหลือด้านซอฟต์แวร์เช่นนี้เท่านั้น พวกฮาร์ดแวร์ก็จะติดตามมาเช่นเดียวกัน “เราจะจัดหาจัดส่งความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อยที่สุดราวๆ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้นว่า การจัดหาจัดส่งอุปกรณ์เพื่อความมั่นคงทางทะเล อย่างเช่น เรือตรวจการณ์ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางทะเล มาให้แก่ประเทศต่างๆ ในอินโด-แปซิฟิก ในระยะ 3 ปีต่อจากนี้ไป”

ถึงแม้เขาไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดๆ อย่างเฉพาะเจาะจง แต่ญี่ปุ่นนั้นมีการแข่งขันในทางเศรษฐกิจกับจีนมานานแล้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ –และยังมีกำลังแข่งขันกันเพิ่มทวีขึ้นในแถบโอเชียเนียอีกด้วย

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน (ซ้าย) และผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบัน IISS จอห์น ชิปแมน (ขวา) รับฟังคำถามจากผู้ชม ณ เวทีประชุม Shangri-La Dialogue ในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน
วิสัยทัศน์ว่าด้วยเอเชียของอเมริกา VS วิสัยทัศน์ว่าด้วยเอเชียของจีน

ทางด้านรัฐมนตรีกลาโหม ลอยด์ ออสติน ของสหรัฐฯ บอกว่า อเมริกาก็เช่นกัน จะยกระดับสมรรถนะต่างๆ ในเรื่องการรักษาชายฝั่งของภูมิภาคนี้ “เรายังกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับบรรดาหุ้นส่วนของเราในหนทางซึ่งอาจจะมองกันไม่ค่อยเห็นชัด” เขากล่าว “นี่ก็รวมถึงการต่อสู้กับพวกพฤติการณ์แบบพื้นที่สีเทาต่างๆ ซึ่งบั่นทอนลิดรอนกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ”

เขากล่าวหาว่าพวกเรือของจีนกำลังปล้นชิงทรัพยากรต่างๆ ของภูมิภาค “ภายในน่านน้ำอาณาเขตของประเทศอินโด-แปซิฟิกอื่นๆ” ออสติน ยืนกรานแข็งกร้าวว่า ประเทศเหล่านั้น “ไม่สมควรที่จะต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามทางการเมือง, การใช้อำนาจบังคับในทางเศรษฐกิจ, หรือการก่อกวนรังควาญโดยใช้กองกำลังท้องถิ่นทางทะเล”

ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ (US Coast Guard Commandant) พลเรือเอก ลินดา เฟแกน (Admiral Linda Fagan) ก็เข้าร่วมเวทีประชุมสัมมนาครั้งนี้ด้วย “เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญขนาดไหนต่อหน่วยยามฝั่ง (สหรัฐฯ)” ออสติน บอก โดยที่ในปีหน้า กองกำลังทหารสหรัฐฯดังกล่าวนี้จะส่งเรือตรวจการณ์ยามฝั่ง (cutter) เข้ามาประจำการอย่างถาวรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย เป็นลำแรก เรื่องนี้ “จะเปิดกว้างสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับเรื่องการใช้ลูกเรือจากหลายๆ ชาติ, การฝึกอบรม, และความร่วมมือในตลอดทั่วทั้งภูมิภาค”

ออสติน ยังอ้างอิงถึง “ความเป็นหุ้นส่วนอินโด-แปซิฟิกเพื่อความตระหนักเรื่องอาณาเขตทางทะเล” (Indo-Pacific Partnership for Maritime Domain Awareness) ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศเอาไว้ระหว่างเดินทางเยือนกรุงโตเกียวเมื่อเดือนที่แล้ว

เขาอธิบายว่า กลไกนี้ “มุ่งหมายที่จะเปิดช่องทางที่ดียิ่งขึ้นในการเข้าถึงความตระหนักเรื่องอาณาเขตทางทะเลชนิดที่อิงกับอวกาศ ให้แก่ประเทศต่างๆ ตลอดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นี่ด้วย” ออสติน บอก พร้อมกับอธิบายว่า มันจะประสาน “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารระดับภูมิภาคแห่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยเราสร้างภาพรวมของการปฏิบัติการร่วมกันขึ้นมา ... เพื่อรับมือกับการทำประมงอย่างผิดกฎหมายและกิจกรรมพื้นที่สีเทาอย่างอื่นๆ”

ออสตินย้ำว่า ถึงแม้กำลังเกิดสงครามขึ้นในยุโรปเวลานี้ แต่วอชิงตันยังคงจัดลำดับความสำคัญให้แก่เอเชีย

“มีสมาชิกของฝ่ายทหารสหรัฐฯประจำอยู่ที่นี่มากกว่าส่วนอื่นๆแห่งใดๆ ของโลก –จำนวนรวมกันมากกว่า 300,000 คน” รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ,ฯบอก เขาเรียกอินโด-แปซิฟิก ว่าเป็น “หัวใจของยุทธศาสตร์ใหญ่อเมริกัน” (the heart of American grand strategy) และระบุว่า “ไม่มีภูมิภาคใดเลยที่จะมีบทบาทในการกำหนดเส้นทางโคจรของศตวรรษที่ 21 มากยิ่งกว่าภูมิภาคนี้”

แบบแผนวิธีการของสหรัฐฯในการเข้าถึงภูมิภาคนี้ คือ การบริหารจัดการด้านความมั่นคงโดยผ่านการจัดการเครือข่ายที่ประกอบด้วยกลุ่มพันธมิตรต่างๆ, กลุ่มหุ้นส่วนต่างๆ, และการฝึกทางทหารต่างๆ ทั้งนี้วอชิงตันนั้นมีสนธิสัญญาร่วมป้องกันตนเองอยู่กับออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, และประเทศไทย เวลาเดียวกันก็กำลังผลักดันกลุ่ม “คว็อด” (Quad ที่ประกอบด้วยสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอินเดีย) ไปในเส้นทางแห่งการเป็นการรวมกลุ่มด้านความมั่นคง และเมื่อไม่นานมานี้ยังผลักดันให้มีการจัดตั้งกลุ่ม”ออคัส” (AUKUS สมาชิกในกลุ่มนี้ประกอบด้วย สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, และออสเตรเลีย) ขึ้นมา

“เรายังกำลังถักร้อยความผูกพันที่มีอยู่กับหุ้นส่วนรายอื่นๆ ให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน และผมกำลังขบคิดเป็นพิเศษเกี่ยวกับอินเดีย ประเทศประชาธิปไตยรายใหญ่ที่สุดของโลก” เขาบอก พร้อมกับชี้ว่าเมื่อปีที่แล้วหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (carrier strike group) ของสหรัฐฯหมู่หนึ่งได้แล่นตระเวนไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครือข่ายอันกว้างขวางของการฝึกทางทหารในระดับภูมิภาค “เรากำลังยกระดับทั้งด้านความละเอียดซับซ้อน, การร่วมมือประสานงานกัน, และขนาดขอบเขตของการฝึกทางทหารที่เราประสานกับบรรดาพันธมิตรและหุ้นส่วนของเรา” ออสติน กล่าว

การฝึกร่วมที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯระบุถึง มีอาทิ การฝึก Keen Sword กับญี่ปุ่น, Talisman Saber กับออสเตรเลีย (ตลอดจนแคนาดา, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เกาหลีใต้, และสหราชอาณาจักร), Balikatan กับฟิลิปปินส์, Garuda Shield กับอินโดนีเซียและอีก 12 ประเทศ, และ RIMPAC กับ 26 ประเทศ

ยิ่งกว่านั้น สหรัฐฯ “จะทั้งลงลึกและทั้งขยายการสนทนาและความร่วมมือกันในระหว่างองค์การนาโต้และพวกชาติพันธมิตรอินโด-แปซิฟิกที่เป็นแกนหลักของเรา” เขากล่าว โดยอ้างอิงยกตัวอย่างเรื่องที่กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินของหลายชาตินาโต้และอินโด-แปซิฟิก และนำโดยสหราชอาณาจักร เคลื่อนพลไปทั่วภูมิภาคเมื่อปีที่แล้ว

คิชิดะ ก็เช่นกัน แสดงความเห็นดีเห็นงามกับการที่พวกเพลเยอร์นอกภูมิภาค ซึ่งมีทั้ง อียูโดยรวม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, และสหราชอาณาจักร กำลังจัดวางกำหนด “วิสัยทัศน์” เกี่ยวกับอินโด-แปซิฟิก ของพวกเขา

“บรรดาหุ้นส่วนที่มีความคิดเห็นอย่างเดียวกัน ต่างกำลังมีปฏิบัติการตามความริเริ่มของพวกเขาเอง ไม่ใช่ทำตามคำสั่งคำร้องขอของชาติอื่นๆ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าว “นี่ก็คือสิ่งที่เป็นไปตามแนวความคิดว่าด้วย “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ซึ่งยึดโยงอยู่กับการให้ฝ่ายต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม”

รัฐมนตรีกลาโหมจีน เว่ย เฟิ่งเหอ พูด ณ เวทีประชุม Shangri-La Dialogue ในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน
ปักกิ่งบอกว่าคือการที่คนนอกเข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนของจีนไม่ได้รู้สึกประทับใจกับสถานการณ์เช่นนี้

“พวกเราบรรดาประเทศในภูมิภาคนี้จะต้องตื่นตัวคอยเฝ้าระวัง และป้องกันบางประเทศจากภายนอกภูมิภาคนี้ที่จะเข้ามายุ่มย่ามก้าวก่ายในกิจการของภูมิภาคของเรา” รัฐมนตรีกลาโหม เว่ย กล่าว

เว่ย ซึ่งยังคงเป็นนายทหารประจำการ แต่งกายในเครื่องแบบทหารและติดยศประดับเหรียญตราครบครัน กล่าวโต้แย้งในเวทีประชุมที่สิงคโปร์ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องเครือข่ายกลุ่มพันธมิตร และการมีองค์การระดับเหนือประเทศ

“เราจะต้องบอกว่า ‘ไม่เอา’ การรวมตัวเป็นกลุ่มพิเศษที่กีดกันคนอื่นๆ” เว่ย กล่าว “เราต้องเคารพปฏิบัติตามบรรทัดฐานขั้นพื้นฐานทั้งหลายที่เป็นหลักแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบรรจุเอาไว้ในวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ” เขาพูดต่อไปอีกว่า “เราควรต้องเคารพในเรื่องความเสมอภาคแห่งอำนาจอธิปไตยของทุกๆ ชาติ”

เขากล่าวโทษเล่นงานวอชิงตัน “เราเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯให้ยุติการใส่ร้ายป้ายสีและการปิดล้อมมุ่งจำกัดจีน, ยุติการแทรกแซงกิจการภายในของจีน, และยุติการสร้างเสียหายให้แก่ผลประโยชน์ต่างๆ ของจีน” เขาบอก

เขากล่าวหาวอชิงตันว่า กำลังหาทางทำให้ปักกิ่งตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวภายในภูมิภาคนี้

“เรารับทราบคำกล่าวของรัฐมนตรีออสติน” เขาบอก “สำหรับเราแล้ว ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็คือความพยายามที่จะสร้างกลุ่มเล็กๆ ที่กีดกันคนอื่นๆ ขึ้นมาในนามของ “อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” เพื่อเอาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคของเราไปเป็นตัวประกัน และพุ่งเป้าเล่นงานประเทศหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง

เขายังเล่นงานใส่ระบบแซงก์ชั่นคว่ำบาตรของฝ่ายตะวันตก และลัทธิมองว่าตนเองเป็นชาติพิเศษเหนือกว่าใครในโลกของสหรัฐฯ (US exceptionalism)

“ลุกขึ้นประกาศว่า “ไม่เอา” การแซงก์ชั่นแบบตามอำเภอใจฝ่ายเดียว และการใช้อำนาจพิพากษาเล่นงานคนอื่นกระทั่งนอกอาณาเขตของตัวเอง” เขาบอก “ไม่มีใครที่จะสามารถตั้งตนอยู่ในฐานเป็นแชมเปี้ยนของกฎหมายระหว่างประเทศ, กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ, หรือระเบียบในทางระหว่างประเทศใดๆ ได้หรอก ถ้าหากเขายินยอมทำตามกฎระเบียบต่างๆ ก็เฉพาะแต่ที่เหมาะสมสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น”

เขาหยิบยกเรื่องที่จีนจัดหาจัดส่งวัคซีนป้องกันโควิด ตลอดจนเข้าร่วมในกิจกรรมรักษาสันติภาพ มาเป็นข้อพิสูจน์ว่าปักกิ่งมีเจตนาที่ดีและสุจริตใจในกิจการต่างๆ ของโลก

ปักกิ่ง “จัดส่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเกือบๆ 50,000 คนไปเข้าร่วมกับหน่วยปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพต่างๆ ของสหประชาชาติ –มากกว่าจำนวนทั้งหมดที่ส่งเข้าร่วมโดยสมาชิกถาวรรายอื่นๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน “จีนได้จัดส่งเรือของกองทัพเรือกว่า 120 ลำออกดำเนินภารกิจคุ้มกันทางนาวี และให้การคุ้มครองแก่เรือของจีนและเรือต่างประเทศมากกว่า 7,000 ลำ”

แต่เขาเตือนว่า ในขณะที่กองทัพปลดแอกประชาชนจีนกำลังเพิ่มมัดกล้ามและเขี้ยวเล็บอย่างเข้มแข็งขึ้นมา –ทั้งนี้จีนกำลังปรับปรุงยกระดับสมรรถนะด้านนิวเคลียร์ของตนขึ้นมาอย่างมหาศาล รวมทั้งกำลังจะนำเอาเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ของตนออกปฏิบัติงาน— จีนก็พร้อมที่จะใช้สิ่งที่ตนเองมีอยู่

“เราจะไม่ยินยอมปล่อยให้ผู้อื่นข่มเหงรังแกเรา” เขากล่าว “ถ้าใครก็ตามกล้าที่จะโจมตีเล่นงานเรา กองทัพปลดแอกประชาชนจีนก็จะไม่ลังเลเลยที่จะสู้รบตอบโต้กลับและยังความพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ก้าวร้าวรุกราน”

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวย้ำด้วยว่า จีนยึดมั่นอยู่ในหลักนิยมที่จะไม่เป็นคนแรกที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ “นโยบายของจีนเกี่ยวกับอำนาจทางนิวเคลียร์นั้นมีความสม่ำเสมอมาโดยตลอด เราใช้มันเพื่อการป้องกันตนเอง เราจะไม่เป็นคนแรกที่ใช้อำนาจทางนิวเคลียร์” เว่ย บอก

จุดร้อนในภูมิภาค

จุดร้อนในภูมิภาค 2 จุด ได้แก่ ทะเลจีนใต้ และไต้หวัน กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอภิปรายกันในเวทีประชุมที่สิงคโปร์คราวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ในกรณีของทะเลจีนใต้ ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง แนวความคิดว่าด้วย “เสรีภาพในการเดินเรือ” (freedom of navigation หรือ FON) กลายเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้เป็นอาวุธโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างดุเดือด

“จีนให้ความเคารพ FON และมองว่าเสรีภาพเช่นนี้เป็นเรื่องที่ทุกๆ ประเทศสมควรที่จะได้รับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” เว่ย บอก “จีนเป็นผู้หนึ่งซึ่งได้รับประโยชน์มากที่สุดจาก FON ในพื้นที่นี้ ถ้าหากเสรีภาพนี้หยุดชะงักหรือถูกขัดขวางในทะเลจีนใต้แล้ว จีนจะเป็นผู้ได้รับความเสียหายมากที่สุด เพราะถ้าหากไม่มี FON เศรษฐกิจของจีนก็ยากที่จะเติบโตขยายตัวได้”

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ การเดินเรือด้านการพาณิชย์ –ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ หรือเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ— ยังคงแล่นไปมาในพื้นที่นี้ได้โดยไม่ถูกขัดขวาง

อย่างไรก็ดี กองกำลังของจีนได้เข้าครอบครองและติดอาวุธแนวปะการังและเกาะเล็กเกาะน้อยในพื้นที่ทะเลจีนใต้จำนวนหนึ่งเอาไว้ตามอำเภอใจ ถึงแม้เป็นดินแดนที่ยังคงอยู่ในการพิพาทช่วงชิงกับชาติอื่นๆ อยู่ก็ตาม เรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯและประเทศอื่นๆ ประกาศว่าต้องไม่ยอมรับ และต้องตอบโต้ป้องปรามด้วยการจัดส่งเรือรบและเครื่องบินรบมาท้าทายการควบคุมพื้นที่ของฝ่ายจีน โดยเรียกว่าเป็นการปฏิบัติการเพื่อสำแดงเสรีภาพในการเดินเรือ (FON operations หรือ FONOPs)

จีน “กำลังใช้ที่มั่นเล็กๆ บนเกาะเทียมเหล่านี้ (ซึ่งจีนสร้างขึ้นบนแนวปะการังและเกาะเล็กเกาะน้อยที่ยึดเอาไว้) โดยการประกอบติดตั้งพวกอาวุธที่ทันสมัย เพื่อผลักดันข้ออ้างกรรมสิทธิ์ทางทะเลอันผิดกฎหมายของตน” ออสติน กล่าว เขาบอกด้วยว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องบินขับไล่ของจีน “ได้เข้าขัดขวางสกัดกั้นอย่างอันตรายหลายๆ ครั้งต่อเนื่องกันเป็นชุด ต่อเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตรซึ่งกำลังปฏิบัติการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้”

ทางด้าน เว่ย ก็โจมตีตอบโต้กลับ โดยเรียกการปฏิบัติการ FONOPs ของสหรัฐฯ ว่าเป็น “การเที่ยวอาละวาด” เขาบอกว่า “มีบางมหาอำนาจใหญ่เที่ยววางอำนาจแสดงตนเป็นเจ้าใหญ่นายโตทางการเดินเรือมาเป็นเวลายาวนานแล้ว โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง FON” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับอีกดินแดนหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจเดือดระอุได้ง่ายๆ เช่นกัน ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายดูกลับจะมีจุดยืนที่ห่างไกลกันน้อยกว่า ถึงแม้ดินแดนดังกล่าวคือ ไต้หวัน ซึ่งเป็นเป็นประเด็นที่ปักกิ่งพร้อมจะหน้าดำหน้าแดงขึ้นมาได้ง่ายๆ

อารมณ์ความรู้สึกที่แวดล้อมหัวข้อนี้ สะท้อนให้เห็นจากภาษาอลังการแต่คาดหมายพยากรณ์ได้ ที่ เว่ย นำมาใช้

“เราจะเด็ดเดี่ยวบดขยี้ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะเดินหน้าไปสู่ความเป็นเอกราชของไต้หวัน” เว่ย บอก “ผมขอพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะครับ ถ้าใครก็ตามกล้าที่จะแบ่งแยกเอาไต้หวันออกไปจากจีนแล้ว เราก็ไม่มีความลังเลเลยที่จะสู้รบ เราจะสู้รบไม่ว่าจะต้องสูญเสียสักเท่าใดก็ตาม และเราจะสู้รบไปจนกระทั่งถึงที่สุด นี่เป็นทางเลือกเพียงทางเดียวเท่านั้นสำหรับประเทศจีน”

อย่างไรก็ดี เขาพูดชัดเจนว่าเขากำลังหมายถึงกลุ่มพลังมุ่งสู่เอกราชที่เป็นกลุ่มพลังท้องถิ่น ไม่ใช่พวกต่างชาติ โดยบอกเอาไว้อย่างนี้: “สหรัฐฯเคยสู้รบทำสงครามกลางเมืองมาแล้วเพื่อความเป็นเอกภาพของตน -ถึงแม้ว่าจีนไม่เคยต้องการสงครามกลางเมืองแบบนั้นเลย”

กระนั้นก็ตาม เขาก็เตือนด้วยว่า “การแทรกแซงของต่างชาติจะต้องประสบความล้มเหลว”

นี่ดูจะตั้งใจมุ่งพาดพิงไปถึงสหรัฐฯ

เมื่อเดือนที่แล้วในกรุงโตเกียว ไบเดนไปพูดเอาไว้ว่า วอชิงตันมี “พันธกรณี” ที่จะต้อง “ปกป้องไต้หวันโดยใช้กำลังทหาร” แต่คำแถลงนี้ถูกพวกเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวออกมาเพิกถอนอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงเท่ากับยังคงพยายามรักษาความกำกวมคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์อย่างที่สหรัฐฯได้กระทำมานานเอาไว้ต่อไป

สำหรับทัศนะมุมมองของ ออสติน เกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อดูจากนคำปราศรัยที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าของเขา จะเห็นได้ว่ามีลักษณะท้าตีท้าต่อยน้อยกว่าเรื่องทะเลจีนใต้

ขณะชี้ว่า “เดิมพันในช่องแคบไต้หวันคืออะไร เป็นสิ่งที่เห็นกันได้อยู่แล้วอย่างโทนโท่” รวมทั้ง “เรามองเห็นการใช้อำนาจบีบบังคับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปักกิ่ง” แต่ออสตินก็บอกว่า นโยบายของสหรัฐฯยังคงเป็นอย่างเดิม

“มันมีความสม่ำเสมอเรื่อยมาไม่ว่าจะเป็นคณะบริหารของประธานาธิบดี (สหรัฐฯ) ชุดไหนก็ตาม และเราก็มุ่งมั่นที่จะยังคงรักษาสถานะเดิม ซึ่งได้รับใช้ภูมิภาคนี้เป็นอย่างดีมายาวนานแล้ว” เขากล่าว “ดังนั้น ผมจึงขอพูดเอาชัดๆ ว่า เรายังคงมุ่งมั่นผูกพันอย่างหนักแน่นกับจุดยืนที่มายาวนานแล้วของเรา ในเรื่องนโยบายจีนเดียว”

ขณะที่มีกลุ่มพลังงานภายในองค์การการการเมืองการปกครองของไทเป ซึ่งปรารถนาให้ประกาศตัวเป็นเอกราชกันในทางนิตินัยเสียเลยมากกว่า ขณะที่นโยบายจีนเดียวกลับยังคงเป็นการรับรองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ดังนั้นท่าทีเช่นนี้ของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ จึงบ่งชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวทางทหารใดๆ ของสหรัฐฯรอบๆ ไต้หวันจะอยู่ในลักษณะการแสดงปฏิริยาตอบโต้ มากกว่าการเป็นฝ่ายรุกริเริ่มก่อน

“เราคัดค้านอย่างเด็ดขาดชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมแต่เพียงลำพังฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตามที” ออสติน บอก “และเราไม่ได้สนับสนุนการเป็นเอกราชของไต้หวัน”

ในตอนใกล้ๆ ปิดท้ายคำปราศรัยของเขา เว่ย ได้พูดสิ่งที่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณว่า ต้องการให้มีการสื่อสารในแบบทหารต่อทหารที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา

“ฝ่ายทหารของจีนและฝ่ายทหารของสหรัฐฯควรที่จะเพิ่มพูนความไว้วางใจกันในทางยุทธศาสตร์, หลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดกันและการคาดการณ์ผิด, บริหารจัดการความเสี่ยงและวิกฤตการณ์ต่างๆ, และป้องกันการเสียดทานและความขัดแย้ง” เขาเสนอแนะ “จีนหวังที่จะมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง, สม่ำเสมอ, และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กับสหรัฐฯ”

สำหรับการสนทนาแชงกรีลาประจำปี เป็นรายการที่จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อความมั่นคงศึกษา (International Institute for Security Studies หรือ IISS) กลุ่มคลังสมองที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน และเวลานี้มีฐานะเป็นเวทีประชุมสัมมนาด้านความมั่นคงระดับท็อปของภูมิภาค โดยมีการเชื้อเชิญผู้สนทนาซึ่งอยู่ในระดับรัฐมนตรีขึ้นไป เวทีประชุมสัมมนานี้จึงเป็นการเปิดโอกาสอันหาได้ยากสำหรับการถกเถียงอภิปรายกันอย่างเปิดกว้าง, การตั้งคำถามของพวกผู้สื่อข่าว, รวมทั้งการประชุมพบปะข้างเคียงเวทีประชุมสัมมนาหลัก
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น