xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus : ผู้นำทั่วโลกให้คำมั่นเวทีประชุม COP26 หยุดทำลายป่า-ลดปล่อย ‘ก๊าซมีเทน’ สู้โลกร้อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมซัมมิตสภาพอากาศ COP26 ให้คำมั่นสัญญาจะหยุดยั้งการทำลายป่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ รวมถึงลดการปลดปล่อย “ก๊าซมีเทน” ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม จีนและสหรัฐฯ ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนรวมกันกว่า 40% ของโลกยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถบรรลุแนวทางร่วมในการต่อสู้ปัญหาสภาพอากาศ โดยในส่วนของจีนและรัสเซียนั้นไม่มีการยกระดับเป้าหมายต่อสู้โลกร้อนขึ้นเลยในการประชุมคราวนี้

การประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติสมัยที่ 26 หรือ “COP26” เปิดฉากขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ไม่ให้สูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และหลีกเลี่ยงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ทุกสายพันธุ์

ในการประชุมคราวนี้ บรรดาชาติร่ำรวยได้เริ่มทำตามคำมั่นสัญญาช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจนที่ได้ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน แห่งอังกฤษ ในฐานะเจ้าภาพกล่าวแสดงความชื่นชมความคืบหน้าที่เกิดขึ้น แต่ย้ำเตือนทั่วโลกว่ายังไม่ควรด่วนดีใจเกินไป

“เราไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไป และอย่าคิดว่าภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว เพราะมันไม่ใช่ ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องทำ” จอห์นสัน ระบุ

ผู้นำกว่า 100 ประเทศประกาศสนับสนุนความพยายามที่นำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนลง 30% จากระดับปี 2020 ภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดโลกร้อน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวในที่ประชุมว่า แผนลดการปล่อยก๊าซมีเทน (Global Methane Pledge) ที่เปิดตัวเมื่อวันอังคาร (2) เวลานี้ครอบคลุมประเทศที่ปล่อยก๊าซมีเทนเกือบครึ่งหนึ่งของโลก และมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันถึง 70% ของจีดีพีโลก โดยประเทศผู้ลงนามรายสำคัญคือ “บราซิล” ซึ่งติด 1 ใน 5 ชาติที่ปลดปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุด ส่วนอีก 3 ชาติคือจีน รัสเซีย และอินเดีย ยังปฏิเสธที่จะร่วมลงนาม ขณะที่ออสเตรเลียประกาศไม่สนับสนุนคำมั่นสัญญานี้

แม้ระยะเวลาที่คงอยู่ในชั้นบรรยากาศจะสั้นกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทว่าก๊าซมีเทนซึ่งเกิดจากระบบย่อยอาหารของวัว ขยะจากการฝังกลบ และการผลิตน้ำมันและก๊าซ มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า และเป็นตัวการทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นถึง 30% นับตั้งแต่ช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงประเมินว่าการลดปล่อยก๊าซมีเทนคือหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ไบเดน ประกาศจะใช้มาตรการคุมเข้มกับภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซภายในสหรัฐฯ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่เป็นสาเหตุทำให้ก๊าซมีเทนรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะเดียวกัน ก็ถือโอกาสนี้ตำหนิประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ไม่ได้เดินทางไปประชุมร่วมกับผู้นำอีกเกือบ 200 ประเทศ

“มันคือความผิดพลาดใหญ่หลวงสำหรับจีน กับการที่ผู้นำของพวกเขาไม่มาปรากฏตัวที่นี่” ไบเดน ระบุในงานแถลงข่าว “ผู้คนทั่วโลกจะจ้องมองไปยังจีน และตั้งคำถามว่าพวกเขาจะช่วยอะไรบ้างไหม? จีนได้สูญเสียความสามารถในการโน้มน้าวผู้คนทั่วโลกและบรรดาผู้นำที่มาร่วมประชุม COP และนั่นไม่ต่างอะไรกับกรณีของรัสเซีย”

รัฐบาลจีนอ้างว่า สี ไม่ได้รับโอกาสกล่าวปราศรัยผ่านวิดีโอ จึงจำเป็นต้องส่งคำปราศรัยแบบเป็นลายลักษณ์อักษรไปแทน และในนั้นก็ไม่มีคำสัญญาอะไรใหม่ๆ จากที่ สี เคยพูดไปแล้ว


เซี่ย เจิ้นหัว (Xie Zhenhua) หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศของจีนซึ่งเดินทางไปร่วมประชุมที่กลาสโกว์ บอกกับสื่อมวลชนเมื่อวันอังคาร (2) ว่า “ระยะเวลา 5 ปีถูกปล่อยผ่านไปโดยสูญเปล่า” เนื่องจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้นำอเมริกาถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ดังนั้น “นี่คือเวลาที่ทั่วโลกจะต้องพยายามให้มากขึ้น เพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป”

ผู้นำกว่า 100 ประเทศยังได้ร่วมลงนามในสัญญาหยุดยั้งการทำลายป่า ซึ่งเป็นเสมือนปอดที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30%

สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร ได้เปิดเผยรายงานการติดตามสภาพป่าทั่วโลก โดยพบว่าในปี 2020 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าไปถึง 258,000 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าดินแดนของสหราชอาณาจักร ขณะที่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเมินว่า ทุกๆ 1 นาทีจะมีผืนป่าถูกทำลายกว้างขวางพอๆ กับพื้นที่สนามฟุตบอล 27 สนาม

คำมั่นสัญญาหยุดยั้งการทำลายป่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะร่วมกันอัดฉีดเม็ดเงิน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปกป้องและฟื้นฟูป่า โดยประเทศที่ร่วมลงนามในคำสัญญานี้ยังรวมถึงบราซิล อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็น 3 ชาติที่ร่วมกันครอบครองพื้นที่ป่าราวๆ 85% ของโลก

ญี่ปุ่นได้เสนอเงินอัดฉีดสูงสุด 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเอเชีย ขณะที่ จอห์น เคร์รี ผู้แทนพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าความพยายามต่อสู้โลกร้อนอาจได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 8,000 ล้านดอลลาร์จากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เป้าหมายการอัดฉีดเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศบรรลุผลสำเร็จภายในปี 2022 แทนที่จะเป็นปี 2023 อย่างที่คาดเอาไว้ก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม มีเสียงค่อนแคะจากบรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมว่า การที่ผู้นำประเทศต่างๆ แห่เดินทางไปประชุม COP26 ด้วย “เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว” นั้นทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ไม่น้อยเลย โดยสื่อเดลีเมลของอังกฤษรายงานว่า เครื่องบินส่วนตัวที่บินเข้าสกอตแลนด์ไม่ต่ำกว่า 400 ลำจะทำให้มีคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากถึง 13,000 ตัน และเฉพาะขบวนของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่มีเครื่องบิน 4 ลำ เฮลิคอปเตอร์มารีนวัน 1 ลำ และขบวนรถประจำตำแหน่งซึ่งเป็นรถ SUV อีกหลายคัน ก็คาดว่าจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 2.2 ล้านปอนด์เลยทีเดียว




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น