xs
xsm
sm
md
lg

‘เจรจาซัมมิตโจ ไบเดน - สี จิ้นผิง’ เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำท่าว่าจะเกิดขึ้นมาได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เอ็ม เค ภัทรกุมาร


ภาพชนแก้วดื่มอวยพรระหว่าง สี จิ้นผิง ของจีน กับ โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต  ทำท่ามีโอกาสเกิดขึ้นมาอีกในอนาคตอันใกล้  โดยที่ไบเดนส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯต้องการป้องกันไม่ให้การแข่งขันกัน บานปลายขยายตัวกลายเป็นการเผชิญหน้ากัน
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ WWW.asiatimes.com)

Joe Biden-Xi Jinping summit is in the cards
By MK BHADRAKUMAR
09/10/2021

พวกเจ้าหน้าที่ทั้งของสหรัฐฯและจีน จะต้องคอยคุมทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ให้ฟันฝ่าผ่านประเด็นปัญหาต่างๆ อันลำบากยากเย็น แต่การพบปะระหว่าง เจค ซุลลิแวน กับ หยาง เจียฉือ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก็เป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับการเจรจากัน

คำถามข้อใหญ่จากการพบปะหารือระหว่างที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เจค ซุลลิแวน (Jake Sullivan) กับสมาชิกกรมการเมืองของจีน หยาง เจียฉือ (Yang Jiechi) ที่เมืองซูริก, สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาก็คือ มันจะเป็นการเปิดประตูสู่ทางเดินซึ่งนำไปสู่การประชุมซัมมิตจีน-อเมริกันครั้งประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่

คำตอบสั้นๆ สำหรับคำถามนี้ คือ “ใช่” อย่างไรก็ดี ทั้งซุลลิแวน และ หยาง มีภารกิจอันลำบากยากยิ่งในการใช้ความชำนิชำนาญคอยช่วยควบคุมทิศทางของเรือใบแห่งความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนลำนี้ แน่นอนทีเดียว ปัญหาข้อสำคัญที่สุดสำหรับการควบคุมทิศทางของเรือใบ ก็คือ มีลมกำลังพัดมาอย่างแรงจากทางด้านหนึ่งของเรือ และทำอย่างไรจึงจะหันหัวเรือให้แล่นตัดผ่านลมนี้ให้ได้โดยเรือไม่ล่ม จนกระทั่งใบเรือได้รับลมจากทางอีกด้านหนึ่ง

เห็นได้ชัดเจนว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำเรื่องเช่นนี้ให้สำเร็จ และไม่เพียงต้องอาศัยมือที่หนักแน่นมั่นคงและความคิดอ่านที่แม่นยำเหมาะเจาะเท่านั้น แต่ยังต้องมีการประสานงานกันในระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งอย่างสมบูรณ์แบบชนิดซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

ในบันทึกรายงานการเจรจาที่ซูริกของฝ่ายวอชิงตันนั้น มีลักษณะมุ่งป้องกันตัวเองอย่างไร้ความจำเป็น โดยบางทีอาจจะเนื่องจากคำนึงถึงผู้อ่านภายในประเทศเป็นสำคัญ
(ดูเพิ่มเติมบันทึกรายงานนี้ได้ที่ https://www.whitehouse.gov/briefing-room/statements-releases/2021/10/06/readout-of-national-security-advisor-jake-sullivans-meeting-with-politburo-member-yang-jiechi/)

ในทางตรงกันข้าม บันทึกการหารือของทางฝ่ายจีน ตามที่รายงานไว้โดยสำนักข่าวซินหัวนั้น อ้างว่าการเจรจาที่กินเวลารวม 6 ชั่วโมงคราวนี้ เป็นไปใน “ลักษณะตรงไปตรงมา” และนักการทูตระดับสูงทั้งสองได้ “แลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างรอบด้านและลงลึก” ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ทวิภาคี และในประเด็นปัญหาระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาคซึ่งเป็นที่สนใจร่วมกัน รายงานของซินหัวบรรยายการพบปะกันคราวนี้ว่า “ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์ และโน้มนำไปสู่การเพิ่มพูนความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน

รายงานของซินหัวบอกด้วยว่า หยาง และซุลลิแวน “เห็นพ้องต้องกันที่จะปฏิบัติการเพื่อให้เป็นไปตามจิตวิญญาณของการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประมุขแห่งรัฐของจีนและของสหรัฐฯเมื่อวันที่ 10 กันยายน ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่การติดต่อสื่อสารทางยุทธศาสตร์, การบริหารจัดการกับความแตกต่างทั้งหลายอย่างเหมาะสม, การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันและความขัดแย้ง, การแสวงหาผลประโยชน์ที่มีอยู่ร่วมกันและให้ได้ผลลัพธ์ซึ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างชนะด้วยกัน, และการทำงานด้วยกันเพื่อนำเอาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯกลับคืนสู่เส้นทางอันถูกต้องของการพัฒนาที่หนักแน่นมั่งคงและสม่ำเสมอ”
(ดูเพิ่มเติมรายงานของซินหัวได้ที่ http://www.news.cn/english/2021-10/07/c_1310229525.htm)

รายงานนี้บอกต่อไปว่า “หยางกล่าวว่า จีนให้ความสำคัญกับข้อสังเกตที่เป็นบวกเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯได้กล่าวเอาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ และจีนมองเห็นด้วยความสนใจสำหรับการที่ฝ่ายสหรัฐฯกล่าวว่าไม่มีเจตนารมณ์ใดๆ ที่จะปิดล้อมจำกัดการพัฒนาของจีน และไม่ได้กำลังแสวงหา ‘สงครามเย็นครั้งใหม่’”

บันทึกการหารือของทั้งสองฝ่ายต่างไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรนัก เกี่ยวกับเรื่องความร่วมมือกันระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่คัดสรรเอาไว้สำหรับดำเนินการในระยะใกล้ๆ นี้ ทั้งนี้ปักกิ่งประกาศจุดยืนของตนมาระยะหนึ่งแล้วว่า ความร่วมมือกันแบบคัดสรรออกมาเป็นบางอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ตราบใดที่คณะบริหารไบเดนยังคงเดินหน้าพวกนโยบายที่เป็นปรปักษ์ และเข้าแทรกแซงกิจการภายในต่างๆ ของจีน

สมาชิกกรมการเมืองจีน หยาง เจียฉือ  ฝ่ายจีนบอกว่าการเจรจาของ หยาง กับ เจค ซุลลิแวน เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์
ถึงแม้สามารถกล่าวได้เช่นนี้ แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนใจที่ โกลบอลไทมส์ (สื่อในเครือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน -ผู้แปล) ชี้ออกมาว่า “เอกสารแถลงข่าวที่ทั้งสองฝ่ายนำออกเผยแพร่นั้น ในบริบทของแต่ละฝ่ายต่างมีลักษณะในทางบวกมากขึ้น เรื่องนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าการเจรจาคราวนี้มีผลที่ดี ... ไม่มีการบอกกล่าวในทางลบใดๆ และไม่มีการกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งในเอกสารแถลงข่าวต่อสาธารณชนของทั้งสองฝ่าย มีเพียงถ้อยคำภาษาอันสุขุมมากขึ้น เกี่ยวกับความแตกต่างกันระหว่างประเทศทั้งสอง”
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.globaltimes.cn/page/202110/1235676.shtml)

มีรายงานว่าพวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯได้บอกกับสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า ซุลลิแวน กับ หยาง ยังได้หารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดให้มีการเจรจากันผ่านทางวิดีโอระหว่างประมุขแห่งรัฐของประเทศทั้งสองภายในสิ้นปีนี้

ชัดเจนว่า ความแตกต่างทั้งหลายระหว่างสหรัฐฯกับจีนนั้นมีลักษณะที่สาหัสร้ายแรง จีนจะไม่มีการยอมรับการเสแสร้างของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาว่า ตนกำลังพูดจา “จากฐานะที่มีความแข็งแกร่ง” ในทางตรงกันข้าม เป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้อย่างโจ่งแจ้งในระยะหลังๆ มานี้ว่า คณะบริหารไบเดนกำลังใช้ถ้อยคำโวหารที่สุขุมนุ่มนวลขึ้น ไม่มีลักษณะการมุ่งเผชิญหน้าอีกต่อไปแล้ว อีกทั้งกำลังเน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า วอชิงตันไม่ได้ต้องการที่จะเห็น “สงครามเย็นครั้งใหม่”

การที่ประธานาธิบดีไบเดนออกมาพูดให้ความมั่นใจอย่างเปิดเผยเรื่องเกี่ยวกับไต้หวัน ในวันสุกดิบก่อนหน้าการพบปะหารือที่ซูริก คือเรื่องที่มีความหมายมากที่สุดอย่างแท้จริง มันเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯต้องการที่จะป้องกันไม่ให้การแข่งขันระหว่างประเทศทั้งสองบานปลายขยายตัวจนเข้าสู่การเผชิญหน้ากัน

ถ้าหากการล่าถอยอย่างฉุกระหุกไร้การวางมาดตั้งท่าของสหรัฐฯ เพื่อเร่งออกจากสถานการณ์ซึ่งแวดล้อมการจับกุมกักบริเวณ เมิ่ง หว่านโจว (Meng Wanzhou) ผู้บริหารบริษัทหัวเว่ย จะเป็นการส่งข้อความในทางบวกใดๆ ออกมาแล้ว สำหรับ “ออคัส” (AUKUS) ปักกิ่งก็มองว่าเป็นหัวข้ออันดุเดือดเผ็ดร้อนในหมู่พันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือเสียมากกว่า เวลาเดียวกันนั้น คณะบริหารไบเดนในทางเป็นจริงยังปิดแฟ้มไม่ผลักดันให้เร่งติดตามสืบหาต้นกำเนิดของโควิด-19 แล้ว
(“ออคัส” เป็นกลุ่มหุ้นส่วนด้านความมั่นคงกลุ่มใหม่ที่ประกอบด้วย สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร-ออสเตรเลีย โดยเรื่องแรกที่ประกาศว่าจะทำ คือการที่สหรัฐฯและสหราชอาณาจักรจะถ่ายโอนเทคโนโลยีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย จึงกลายเป็นเหตุให้ออสเตรเลียยกเลิกข้อตกลงซื้อเรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซลที่ทำไว้กับฝรั่งเศส และฝรั่งเศสซึ่งเป็นชาติพันธมิตรนาโต้ เช่นเดียวกับ สหรัฐฯและสหราชอาณาจักร แสดงความโกรธเกรี้ยวหนัก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/AUKUS)
(ท่าทีของปักกิ่งต่อ “ออคัส” ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.news.cn/english/2021-10/06/c_1310229297.htm)

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด ย่อมได้แก่การที่ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative) แคเธอรีน ไท่ (Katherine Tai) ประกาศในคำปราศรัยของเธอเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ณ ศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS) องค์กรคลังสมองที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ว่าสหรัฐฯจะ “สนทนาอย่างตรงไปตรงมาก” กับจีนในเรื่องการค้าในอนาคตอันใกล้นี้ ปักกิ่งแสดงท่าทีว่า นี่ถือเป็นสัญญาณในทางบวก และสามารถคาดหมายได้ว่าจะมีการพูดจาหารืออย่างสร้างสรรค์ตามมา

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แคเธอรีน ไท่  เธอบอกว่าสหรัฐฯไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะทำให้ความตึงเครียดทางการค้าที่มีอยู่กับจีน “ลุกเป็นไฟ”
การเจรจากันนี้จะครอบคลุมถึง “ข้อตกลงการค้าเฟส 1” (Phase 1 trade agreement ข้อตกลงการค้าที่จีนทำกับสหรัฐฯในช่วงปลายแห่งวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ -ผู้แปล) แต่ ไท่ กล่าวว่า สหรัฐฯไม่ได้ตั้งใจที่จะ “ทำให้ความตึงเครียดทางการค้าที่มีอยู่กับจีนลุกเป็นไฟ” (จีนนั้นไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่กำหนดให้ซื้อสินค้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯเป็นมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2020 และ 2021) น่าสนใจมากที่ ไท่ ยังพูดถึง “กระบวนการยกเว้นภาษีศุลกากรจากสินค้าที่ตกเป็นเป้าหมาย” ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อยกเว้นภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากสินค้าจีนมูลค่า 370,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยคณะบริหารสหรัฐฯชุดที่แล้วของโดนัลด์ ทรัมป์

“สงครามขึ้นภาษีศุลกากร” ของทรัมป์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามกับที่ต้องการ และมันสร้างภาระให้แก่พวกผู้บริโภคอเมริกันและพวกอุตสาหกรรมการผลิตอเมริกัน สหรัฐฯนั้นทั้งไม่สามารถที่จะหาทางเลือกอื่นๆ มาแทนที่ผลิตภัณฑ์จีน และทั้งไม่สามารถบังคับให้ห่วงโซ่ทางอุตสาหกรรมเคลื่อนย้ายออกจากจีนได้ ดังนั้น เมื่อมองไปถึงอนาคตแล้ว การขึ้นภาษีศุลกากรเช่นนี้จะมีแต่บั่นทอนความพยายามของคณะบริหารไบเดนในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญก็คือ ไท่ บอกลาไม่รักษาจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้เสียแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่การเจรจาการค้าจะเริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งก็คือ ทางคณะบริหารไบเดนไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะหาทางหย่าร้างแยกขาด (decoupling) ในทางเศรษฐกิจจากจีน ตรงกันข้าม ไท่ กำลังจะทำงานเพื่อให้เกิด “การครองคู่กันใหม่” (re-coupling) ซึ่งจะอำนวยผลประโยชน์มากกว่าให้แก่ธุรกิจต่างๆ ของอเมริกัน รวมไปถึงการที่สามารถเข้าถึงตลาดอันมหึมาของจีนได้มากขึ้น

มองกันในมิติทางการเมืองแล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ส่งผลพวงต่อเนื่องอย่างใหญ่โตทีเดียวสำหรับไบเดน ถ้าหากจีนตกลงเพิ่มทวีการซื้อผลิตภัณฑ์การเกษตรจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ตามรายงานหลายๆ กระแส ในช่วงกลางเดือนกันยายน พวกบริษัทจีนได้สั่งซื้อสินค้าการเกษตรอเมริกันรายการใหม่ๆ โดยแค่เฉพาะถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว
ก็เป็นจำนวนประมาณ 1 ล้านตันแล้ว

ทันทีที่จุดโฟกัสหวนกลับมาสู่ประเด็นปัญหาทางการค้าและเศรษฐกิจ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนก็มีแต่จะต้องหยั่งรากมั่นคงยิ่งขึ้นไปเท่านั้น เรื่องซินเจียง, ฮ่องกง, ฯลฯ กลายเป็นเพียงประเด็นปัญหาชายขอบซึ่งคืบคลานเข้าสู่เวทีตรงกลางได้ ในตอนที่ปฏิสัมพันธ์ยังคงไม่ได้อยู่ในสภาพดีที่สุดเท่านั้น

ไม่ต้องสงสัยเลย ยังมีความขัดแย้งต่างๆ อันล้ำลึกในความสัมพันธ์นี้ ซึ่งจะไม่จางหายไปเพียงด้วยการจัดประชุมซัมมิตขึ้นมาสักหนหนึ่งหรอก สิ่งที่ ไบเดน วาดหวังที่จะบรรลุถึงในขั้นตอนนี้ดูจะเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานน้อยกว่านั้น ซึ่งได้แก่การทำให้ความสัมพันธ์นี้มีเสถียรภาพ และถ้าเป็นไปได้ ก็ทำให้มันหันหัวเลี้ยวกลับจากการควงสว่านดำดิ่งลงมาอย่างน่ากลัวอันตรายแบบที่เป็นอยู่ในช่วงหลังๆ มานี้ นี่ย่อมหมายความว่าจะต้องมีการสร้างที่ทางขึ้นมาสำหรับการขยับขยายในทางการทูต

แน่นอนว่า นี่หมายถึงสหรัฐฯจะต้องใช้แบบแผนวิธีในการเข้าถึงปัญหาแบบมุ่งผลในทางปฏิบัติ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ความตึงเครียดบานปลายขยายตัวอย่างไม่มีความจำเป็น ตรงนี้แหละมีอุปสรรคข้อขัดข้อง เพราะตราบเท่าที่ต้นตอต่างๆ ของความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ พวกเขายังจะสามารถประคับประคองแนวโน้มในทางบวกเอาไว้ได้หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่จะต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป ยังมีอะไรมากมายเหลือเกินที่สามารถก้าวไปในทิศทางที่ผิดพลาดได้

ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ เจค ซุลลิแวน  เขากับ หยาง หารือกันถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการพบปะกันผ่านวิดีโอคอลล์ ระหว่าง โจ ไบเดน กับ สี จิ้นผิง
ว่ากันไปแล้ว ยังมีความจริงอีกประการหนึ่งที่แฝงฝังอยู่เบื้องลึกลงไป มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาประณามจีนเลย สำหรับการที่วอชิงตันล้มเหลวไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องเข้ากับการผงาดขึ้นมาของปักกิ่ง การมุ่งโฟกัสเน้นหนักมากเกินไปกับการขยายองค์การนาโต้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา, การเข้าไปทำสงครามครั้งต่างๆ ในตะวันออกกลางอย่างเลยเถิดซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงลิบลิ่วในช่วง 2 ทศวรรษต่อมา, และทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความล้มเหลวอย่างน่าตกใจในการรับมือแก้ไขพวกปัญหาภายในของสหรัฐฯเองที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็รวมทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมลงไปทุกที และการศึกษาภาคสาธารณะซึ่งติดๆ ขัดๆ --มันไม่สามารกล่าวโทษประณามจีนได้เลยสำหรับสิ่งเหล่านี้แม้สักเรื่องเดียว

กระนั้นก็ตาม ทัศนะที่ว่าจีนคือคู่แข่งขันรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และกระทั่งเป็นศัตรูรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นเรื่องที่เชื่อถือกันอย่างกว้างขวางและฝังแน่นเสียแล้วในอเมริกา ฉันทามติในรัฐสภาอเมริกันที่ได้รับการเห็นพ้องจากทั้งสองพรรคอย่างหนักแน่นมั่นคง อาจจะไม่ถึงกับมัดมือมัดเท้าไบเดนเสียทีเดียว เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับจีน หากเปรียบเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกต่อต้านรัสเซีย ทว่าการเข้าแทรกแซงของฝ่ายรัฐสภาอย่างชนิดไม่พึงประสงค์ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถบอกปัดออกไปได้

สิ่งที่ยังดีอยู่บ้าง ได้แก่การที่พวกพันธมิตรยุโรปของสหรัฐฯจะสนับสนุนเรื่องไบเดนต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับจีน รัฐบาลในสหภาพยุโรปจำนวนมากทีเดียวยังยอมรับด้วยว่า มีความเป็นปรปักษ์กันในเชิงระบบอยู่โดยธรรมชาติในความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับปักกิ่ง กระนั้นชาวยุโรปส่วนข้างมากก็ยังไม่ได้มองว่าจีนเป็นภัยคุกคามวิถีชีวิตของพวกเขา และบางทีอาจจะแค่ความคิดเห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าจีนจะเข้าปกครองโลก

ข้อเขียนนี้ผลิตขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง Indian Punchline (https://indianpunchline.com/) กับ Globetrotter (https://independentmediainstitute.org/globetrotter/) ซึ่งเป็นโครงการของ Independent Media Institute ที่เป็นผู้จัดหาข้อเขียนนี้ให้แก่ เอเชียไทมส์

เอ็ม เค ภัทรกุมาร
เป็นอดีตนักการทูตชาวอินเดีย


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...