xs
xsm
sm
md
lg

IMF ชี้มาตรการกระตุ้น-โครงการฉีดวัคซีน หนุนจีดีพีโลกปีนี้ขยายตัว 6% สูงสุดใน 45 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จิตา โกปินาถ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ แถลงแนะนำ รายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งมีการปรับตัวเลขคาดการณ์อัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ให้สูงขึ้น
การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ประชาชนที่กำลังมีความคืบหน้า ประกอบกับมาตรการกระตุ้นหลายระลอกจากภาครัฐ โดยเฉพาะอเมริกา ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกสดใสขึ้นกว่าที่เคยมองกันเมื่อตอนต้นปีนี้ กระนั้น “ไอเอ็มเอฟ” เตือนว่ายังมีหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “แผลเป็น” ถาวร

รายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุดที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (6 เม.ย.) คาดการณ์ว่า อัตราเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะอยู่ที่ 6% สูงสุดนับจากปี 1976 และเพิ่มขึ้นจากตัวเลขพยากรณ์ของไอเอ็มเอฟเมื่อ 3 เดือนที่แล้วซึ่งให้ไว้ที่ 5.5%

ขณะเดียวกันก็พุ่งพรวดขึ้นมามากหากเปรียบเทียบกับปี 2020 ที่ผ่านมาที่ติดลบ 3.3% อันเป็นผลจากวิกฤตโรคระบาดใหญ่ จนทำให้กลายเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกทรุดตัวหนักที่สุดนับจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมโหฬารเมื่อศตวรรษที่แล้ว

จิตา โกปินาถ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ แจงระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวรายงานฉบับล่าสุดนี้ว่า การตอบสนองอย่างรวดเร็วจากภาครัฐในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรวมกันแล้วราวๆ 16 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด อันหมายถึงภาวะเศรษฐกิจทรุดหนักที่รุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นขณะนี้อย่างน้อย 3 เท่าตัว

ในรายงานของไอเอ็มเอฟฉบับปรับปรุงล่าสุดนี้ อเมริกาซึ่งเดือนที่แล้วออกมาตรการเยียวยาโควิดอีกชุดมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ได้รับการพยากรณ์ว่า ปีนี้จะมีอัตราเติบโต 6.4% ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุด และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนมกราคม 1.3%

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เศรษฐกิจยังคงสามารถขยายตัวเมื่อปีที่แล้ว ได้รับการพยากรณ์ว่า ปีนี้จะมีอัตราเติบโตสูงถึง 8.4% เพิ่มขึ้นอีก 0.3% จากที่ได้ให้ไว้ในเดือนมกราคม ถึงแม้ทางการจีนเองคาดการณ์เอาไว้ในการประชุมรัฐสภาของประเทศเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ 6% เท่านั้น

สำหรับยูโรโซน ไอเอ็มเอฟคาดว่า อัตราเติบโตในปีปัจจุบันจะอยู่ที่ 4.4% ขยับขึ้นเล็กน้อยจากที่คาดการณ์ตอนต้นปี

ส่วนพวกประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตได้ 7.1% จากที่คาดไว้เดิม 6.7%

โกปินาถเสริมว่า แม้ยังมีความไม่แน่นอนอย่างสูงเกี่ยวกับทิศทางการระบาดของโควิด-19 แต่แนวโน้มที่โลกจะหลุดพ้นจากวิกฤตสาธารณสุขและเศรษฐกิจมีความชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ดี เธอย้ำว่า วิกฤตสาธารณสุขยังคงเป็นปัจจัยซึ่งมีอิทธิพลสำคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจ โดยมีหลายประเทศที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด นอกจากนั้นความล่าช้าในโครงการฉีดวัคซีนในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ไม่ได้เสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เลวร้ายลงเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศเหล่านั้นเผชิญปัญหามากขึ้นในอนาคตด้วย พร้อมกันนั้นเธอก็สำทับว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรยกเลิกมาตรการสนับสนุนเร็วเกินไป

อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงคือ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินโดยเฉพาะจากอเมริกา เนื่องจากนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันขึ้นดอกเบี้ยระยะยาว และผู้เล่นในตลาดพากันจับตาคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเริ่มดำเนินนโยบายการเงินคืนสู่ภาวะปกติเร็วแค่ไหน

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลต้องใส่ใจเกี่ยวกับหนี้และยอดขาดดุลที่เพิ่มขึ้น และใช้แนวทางที่กำหนดเองและเฉพาะเจาะจงกับระดับการฟื้นตัวในประเทศ รวมทั้งยังต้องกำหนดเป้าหมายสำหรับทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เนื่องจากวิกฤตโรคระบาดเรื้อรังกว่าที่คาดไว้

เพื่อเพิ่มรายได้เข้าคลัง ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ทั่วโลกตกลงกันเพื่อกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำสุดที่จะเก็บจากภาคธุรกิจ และหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันลดภาษี ซึ่งก็เป็นแนวทางเดียวกับที่เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เรียกร้องต่อประเทศสมาชิกจี 20 เมื่อวันจันทร์ (5)

โกปินาถยังตั้งข้อสังเกตว่า เงินจำนวนมากจากการหลีกเลี่ยงภาษีไหลไปยังประเทศหรือดินแดนที่ไม่เก็บภาษี ส่งผลให้รัฐบาลขาดรายได้ที่จะนำไปใช้ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จำเป็น

ประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในหัวข้อการหารือสำคัญในการประชุมเสมือนของรัฐมนตรีคลังของกลุ่มจี20 ในวันพุธ (7)

โกปินาถบอกด้วยว่า นานาชาติควรร่วมมือกันเพื่อกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึงและจัดการปัญหาการเข้าถึงวัคซีนอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศมั่งคั่งพากันตุนวัคซีนจำนวนมากมายมหาศาล

รายงานยังระบุว่า แม้อเมริกาได้รับการคาดหมายว่า จะมีอัตราเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาดภายในปีนี้ ส่วนจีนทำได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ประเทศอื่นๆ อีกมากมายอาจต้องรอจนถึงปีหน้า หรือแม้แต่ปี 2023 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

(ที่มา : เอเอฟพี, รอยเตอร์, เอพี)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...