xs
xsm
sm
md
lg

คาดหมายได้ว่าเมื่อ‘ไบเดน’ครองทำเนียบขาว สหรัฐฯจะใช้ท่าทีอ่อนลงต่อ ‘จีน’ ขณะอิทธิพลของ‘พวกยอมรับความเสื่อมโทรมของอเมริกา’ จะเพิ่มสูงขึ้น

เผยแพร่:   โดย: สเปงเกลอร์


ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับ โจ ไบเดน ซึ่งเวลานั้นเป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ชนแก้วกันในช่วงดื่มอวยพร ระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่งจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ WWW.asiatimes.com)

Expect Biden to go softer on China

by Spengler
10/10/2020

โจ ไบเดน จะยังคงไล่ทุบตีประณามจีนต่อไปเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากผู้ออกเสียงชาวอเมริกัน แต่จะลดทอนความสำคัญของสงครามการค้าและเทคโนโลยีของทรัมป์ลง ในทันทีที่ขึ้นครองอำนาจในทำเนียบขาว ทั้งนี้ในหมู่ชนชั้นนำด้านนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯนั้น ข้างที่เป็นชาวพรรคเดโมแครตเป็นพวกซึ่งมีแนวคิดแบบลัทธิความเสื่อมโทรมอยู่มาก นั่นคือเป็นพวกที่ยอมรับถึงความเสื่อมโทรมแห่งสถานะการเป็นอภิมหาอำนาจที่โดดเด่นเหนือใครๆ ของอเมริกา และไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อธำรงรักษาสถานะนี้เอาไว้

เมื่อ โจ ไบเดน ขึ้นครองตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ในปลายเดือนมกราคมปีหน้า จุดยืนในทางเปิดเผยต่อสาธารณชนของอเมริกาที่มีต่อจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่คณะบริหารชุดใหม่น่าจะให้ลู่ทางเพิ่มมากขึ้นแก่พวกบริษัทเทคทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยการทำธุรกิจกับจีน

ผู้ท้าชิงของพรรคเดโมแครตผู้นี้กล่าวเยาะเย้ยการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นภาษีศุลกากรเอากับสินค้านำเข้าจากจีน โดยหยิบยกเหตุผลขึ้นมาโต้แย้ง (ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง) ว่า สงครามการค้าคราวนี้ได้ผลักไสให้อุตสาหกรรมการผลิตสหรัฐฯจมวูบลงสู่ภาวะถดถอย ตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ โควิด-19 ด้วยซ้ำไป สิ่งที่สำคัญมากกว่าสงครามการค้าเสียอีก ก็คือ สงครามเทคโนโลยี

วอชิงตันในการบริหารปกครองของไบเดน จะยังคงประณามความทะเยอทะยานระดับโลกของจีน ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอเมริกา แต่จะออกโรงทำเช่นนี้ลดน้อยลง ทั้งนี้ยกเว้นแต่สุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของไบเดนเกิดพังครืนขึ้นมาในช่วงเวลาระหว่างตอนนี้จนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน ก็จะไม่มีอะไรเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เขาได้รับชัยชนะจากหีบบัตรเลือกตั้ง เขาจะชนะด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่ทรัมป์เคยชนะในปี 2016 นั่นเอง

ผมเขียนข้อเขียนชิ้นนี้ด้วยความลังเลใจ ผมออกเสียงเลือกทรัมป์เมื่อปี 2016 และก็จะลงคะแนนให้เขาอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่ผมเคยแจกแจงเอาไว้ในข้อเขียนเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเผยแพร่ทาง เอเชียไทมส์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2020/09/donald-trumps-lonely-victory-in-the-middle-east/) และในวันที่ 1 ตุลาคมทางเว็บไซต์ “ดิ อเมริกัน มายด์” (The American Mind) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://americanmind.org/essays/how-america-first-broke-the-establishment-curse/) ผมยังเชื่อด้วยว่า ความพยายามที่ล้มเหลวไปแล้วในการใส่ร้ายทรัมป์ด้วยข้อกล่าวหาว่า “สมรู้ร่วมคิด” กับรัสเซีย เป็นการปลุกปั่นยุงยงให้เกิดการกบฎโดยพวกศัตรูของเขา เพื่อหาทางโค่นล้มประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการอันชั่วร้ายต่างๆ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2019/11/not-a-bad-spy-novel-but-a-national-nightmare/)

ถึงแม้ผมมีความคิดเห็นสำคัญๆ ที่ไม่ตรงกับทรัมป์บางประการ แต่ผมก็สนับสนุนประธานาธิบดีผู้นี้ตลอดมา ย้อนหลังกลับไปในปี 2016 ผมเคยทำนายไว้ว่าทรัมป์จะชนะตั้งแต่ 3 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง ในข้อเขียนที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “Deplorably, Trump is going to win” (ช่างน่าสมเวช, ทรัมป์กำลังจะเป็นผู้ชนะ) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2016/09/deplorably-trump-is-going-to-win/) ฮิลลารี คลินตัน ไม่สามารถที่จะระงับหยุดยั้งความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามซึ่งเธอมีต่อพวกผู้ออกเสียงชาวอเมริกันส่วนข้างมากได้ พวก “น่าสังเวช” ที่เธอแสดงความไม่แยแสเอาไว้ในช่วงขณะที่ไม่ทันระมัดระวังตัวก่อนหน้าการปราศรัยหาเสียงระดมทุนของกลุ่ม LBGT (Gay Lesbian Bisexual and Transgendered คนรักเพศเดียวกัน ทั้งที่เป็นชายรักชาย หญิงรักหญิง รักสองเพศ และข้ามเพศ)

“คนอเมริกันนั้น โดยทั่วไปแล้วเป็นคนที่พร้อมให้อภัยคนอื่น” ผมเขียนเอาไว้เช่นนี้เมื่อปี 2016 “พวกเขาจะให้อภัยแก่ บิลล์ (คลินตัน) สำหรับการสนุกสนานอย่างพิสดารกับ มอนิกา “ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับผู้หญิงคนนั้น” ลูวินสกี้ (Monica ‘I did not have sex with that woman’ Lewinsky) ในห้องทำงานรูปไข่ และการบังคับยัดเยียดตัวเขาเองให้แก่สตรีที่ไม่ได้เต็มใจเป็นจำนวนมาก พวกเขากระทั่งอาจจะพร้อมให้อภัยแก่ ฮิลลารี สำหรับการทำอีเมลที่มีข้อมูลความลับที่อาจสร้างความเสียหายเป็นจำนวนหลายหมื่นฉบับสูญหายไปจากการเก็บเอาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แล้วจากนั้นก็ยังออกมาโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในวิธีการซึ่งเป็นการดูหมิ่นสติปัญญาอันน่าสังเวชของพวกผู้ออกเสียงโดยเฉลี่ย

“แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถทำได้ นั่นก็คือ การถ่มน้ำลายใส่พวกเขา แล้วบอกพวกเขาว่านี่เป็นฝนที่กำลังตก พวกเขาจะไม่มีทางให้อภัยคุณเลยสำหรับการกระทำเช่นนั้น พวกเขารู้สึกเจ็บปวด และพวกเขารู้สึกคับแค้นใจต่อพวกผู้สมัครที่หยามหมิ่นพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า”

ช่างน่าสังเวช, นี่แหละคือสิ่งที่ประธานาธิบดีทำ เมื่อเขาทวิตในวันที่ 6 ตุลาคมว่า โควิด-19 “ในหมู่ประชากรส่วนใหญ่” นั้น ทำให้เกิดการเสียชีวิตน้อยกว่าโรคไข้หวัดใหญ่เสียอีก เขาเขียนเอาไว้อย่างนี้: “ฤดูไข้หวัดใหญ่กำลังมาถึงแล้ว! ผู้คนจำนวนมาก ทุกๆ ปี, บางครั้งมากกว่า 100,000 คน, และถึงแม้มีวัคซีนป้องกันด้วย, ต้องตายไปด้วยไข้หวัดใหญ่ แล้วเรากำลังจะปิดประเทศของพวกเราไหม? ไม่หรอก เราได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับมัน, ก็เหมือนกับที่เรากำลังเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับโควิด, ในประชากรส่วนใหญ่แล้ว มันถึงตายน้อยกว่านักหนาด้วยซ้ำ!!!”

ระหว่างกล่าวปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ 30 กันยายน ทรัมป์บอกว่า โลก “ต้องไล่เรียงเอาผิดกับชาติซึ่งได้ปล่อยโรคระบาดร้ายแรงนี้เข้ามาสู่โลก นั่นคือ ประเทศจีน” มันคือ “โรคระบาดร้ายแรง” ทว่ามันไม่ได้เลวร้ายไปกว่าฤดูไข้หวัดใหญ่โดยเฉลี่ยที่พวกคุณต้องเผชิญหรอก เขาเลิกพูดแล้วว่าไวรัสนี้จะ “หายไปเอง” อย่างที่เขาได้เคยพูดเอาไว้ในโอกาสต่างๆ รวม 34 ครั้ง ตามที่รวบรวมบันทึกเอาไว้โดยวอชิงตันโพสต์ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.washingtonpost.com/video/politics/34-times-trump-said-the-coronavirus-would-go-away/2020/04/30/d2593312-9593-4ec2-aff7-72c1438fca0e_video.html) พวกเราชาวอเมริกันนั้นโง่เขลามากทีเดียว แต่ไม่ได้โง่เขลาถึงขนาดนั้นหรอกนะ อย่ามาถ่มน้ำลายใส่เรา แล้วบอกกับเราว่านี่เป็นฝนที่กำลังตก

พวกเดโมแครตกำลังกระหน่ำโจมตีในจุดนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย และมีหลักฐานปรากฏออกมาว่ามันประสบความสำเร็จเสียด้วย ผลโพลสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ชี้ชัดว่า โควิด-19 คือเรื่องเทวทัณฑ์คือเรื่องผลกรรมตามสนองสำหรับทรัมป์ เว็บไซต์ข่าว “แอคซิออส” (Axios) ชี้ว่า เสียงสนับสนุนทรัมป์ในหมู่ชาวอเมริกันวัยตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ที่เป็นกลุ่มประชากรซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่สุดจากโควิด-16 กำลังอยู่ในอาการยับเยินเละเทะ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.axios.com/newsletters/axios-am-62e635a9-086e-46ef-bfc3-6aea47d94366.html)

ในโพลล่าสุดของ เอ็นบีซี/วอลล์สตรีทเจอร์นัล ไบเดนนำทรัมป์ในกลุ่มชาวอเมริกันสูงวัย 62% ต่อ 35% นำไปถึง 27 จุดเมื่อเทียบกับภาพรวมของผู้ตอบคำถามทั้งหมดซึ่งไบเดนนำอยู่ 14 จุด ส่วนในโพลของ ซีเอ็นเอ็น/เอสอาร์เอส ไบเดนนำอยู่ 60% ต่อ 39% ทรัมป์นั้นเคยเป็นผู้ชนะในกลุ่มพลเมืองสูงวัยเมื่อปี 2016 โดยได้คะแนนมากกว่าที่ ฮิลลารี คลินตันได้ 7 จุด

การที่ทรัมป์โจมตีเล่นงานจีนเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมชมชื่นจากพวกผู้มีสิทธิออกเสียง ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่เมื่อปี 2016 เขาโจมตีเล่นงานพวกผู้อพยพผิดกฎหมายชาวเม็กซิโกและพวกผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ซึ่งไม่สามารถควบคุมการก่อการร้ายของพวกอิสลามิสต์ได้ ก็เป็นสิ่งที่ได้รับนิยมชื่นชอบนั่นเอง ตามผลการสำรวจความคิดเห็นของ พิว เซอร์เวย์ (Pew Survey) 73% ของชาวอเมริกันมีทัศนะในทางลบต่อประเทศจีน

ทุกๆ คนต่างชอบที่จะประณามกล่าวโทษว่า ปัญหาต่างๆ ของเขาหรือเธอนั้นมีคนอื่นเป็นตัวการกันทั้งนั้นแหละ การบอกเล่าให้ชาวอเมริกันทราบความจริง (ว่าถ้าพวกเขาต้องการให้ลูกๆ ของพวกเขาประสบความสำเร็จแล้ว พวกเขาต้องทำให้แน่ใจได้ว่าลูกๆ ของพวกเขาได้เรียนรู้วิชาแคลลูคัสกันภายในชั้นเกรด 10 --มัธยม 4-- ) มันก็คงจะมีปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับกันเท่าไร และยิ่งถ้าจะไปเรียกร้องขอให้นักการเมืองคนไหนทำเรื่องแบบนี้แล้ว ก็คงจะยิ่งแล้วใหญ่ คงมีแต่อย่าง (อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ) นิวต์ กิงกริช (Newt Gingrich) ผู้ซึ่งไม่ลงสมัครแข่งขันชิงตำแหน่งอะไรกับเขาแล้ว ที่เที่ยวบอกใครต่อใครซึ่งพร้อมที่จะรับฟังว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของพวกเรานั้นอยู่ที่ระบบการศึกษาของพวกเรานั่นแหละ และเราไม่สามารถที่จะประณามจีนในเรื่องนี้ได้

เนื่องจากการทุบตีประณามจีนนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความชื่นชอมจากชาวอเมริกัน ไบเดนย่อมจะทุบตีประณามจีนไปตลอดช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ของการรณรงค์หาเสียง เพื่อเบนความสนใจออกไปจากพวกข้อกล่าวหาของฝ่ายรีพับลิกันที่ว่า เขาเป็นพวกรักใคร่ชอบกกกอดหมีแพนด้าอย่างลับๆ โดยที่บุตรชายของเขาก็ได้เป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สินของจีนเมื่อตอนที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี ไม่สำคัญหรอกว่าใครคือผู้ที่จะได้สาบานตัวเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีในเดือนมกราคมปีหน้า ถึงอย่างไรจีนกับอเมริกาก็จะยังคงเป็นปรปักษ์กันในทางยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์จะยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด

กระนั้น มันก็มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่บางประการเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ต้นเลย การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดถึงเรื่องการหย่าร้างแยกขาดจากจีนนั้น เป็นเรื่องไร้สาระไร้เหตุผลในทางเศรษฐกิจ อเมริกานำเข้าสินค้าจากจีนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในระดับเท่ากับ 450,000 ล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณกันออกมาเป็นรายปี ใกล้ๆ กับสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำกันไว้ สืบเนื่องจากชาวอเมริกันจำนวนมากซื้อหาพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคกันขนาดใหญ่

ทิม คุก (Tim Cook) แห่ง แอปเปิล บอกว่า เขาไม่สามารถผลิตเครื่องไอโฟนภายในสหรัฐฯได้หรอก –เหตุผลก็ง่ายๆ นั่นคือ พวกวิศวกรที่จำเป็นสำหรับดำเนินงานนั้น ไม่อาจสรรหาว่าจ้างได้อย่างเพียงพอในสหรัฐฯ— ส่วนไอเดียวที่ว่าเวียดนาม หรือแม้กระทั่งอินเดียสามารถที่จะแทนที่ผลผลิตจำนวนมากของจีนได้นั้น ก็เป็นเพียงจินตนาการพ้อฝัน

ในทำนองเดียวกัน ควอลคอมม์ (Qualcomm) มีรายรับถึงเกือบครึ่งหนึ่งจากเมืองจีน ส่วน เอ็นวิเดีย (Nvidia) อยู่ที่ราวหนึ่งในสี่ของรายรับของตน พวกบริษัทไฮเทคที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมสูงที่สุดส่วนใหญ่ต่างพึ่งพาอาศัยยอดขายในจีนกันทั้งนั้น จีเอ็มนั้นขายรถในจีนมากยิ่งกว่าที่ขายในสหรัฐฯแล้วด้วยซ้ำ การทำให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 2 รายนี้ของโลกเกิด “การหย่าร้างแยกขาดจากกัน” มันก็จะเหมือนกับการที่จะตัดแยกฝาแฝดสยามออกจากกันโดยใช้ช้อนกินส้มเกรปฟรุต (grapefruit spoon ช้อนที่ปลายเรียวคม บางแบบตรงปลายทำเป็นฟันเลื่อย สำหรับใช้ตักเนื้อผลไม้ที่มีเปลือกหนามารับประทาน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Grapefruit_spoon) นั่นแหละ

ผมยังสงสัยว่าไบเดนจะเอาชื่อ หัวเว่ย และ แซดทีอี ออกจากบัญชี “รายชื่อกิจการและบุคคล” (entity list) ของกระทรวงพาณิชย์หรือเปล่า โดยที่การถูกขึ้นบัญชีเช่นนี้หมายความว่าพวกบริษัทสหรัฐฯต้องได้รับใบอนุญาตเป็นพิเศษจึงจะสามารถขายของให้บริษัทเทเลคอมยักษ์ใหญ่จีนเหล่านี้ได้ แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องที่ว่าชื่อยังจะอยู่ในบัญชีกิจการและบุคคลนี้ต่อไปหรือไม่ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญน้อยกว่าความเข้มงวดแข็งขันในการนำเอาบัญชีนี้มาบังคับใช้

อินเทล กับ เอ็มเอ็มดี ต่างได้รับใบอนญาตให้ขายสินค้าแก่หัวเว่ยไปแล้ว และยังมีผู้จำหน่ายรายอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เป็นต้นว่า โซนี่ ของญี่ปุ่น และ มีเดียเทค (Mediatek) ของไต้หวัน ก็ได้ยื่นขอใบอนุญาตไปแล้ว ไบเดนจะรับฟังคำแนะนำของพวกซีอีโอบริษัทเทค ตลอดจนรัฐบุรุษอาวุโสในวงการอุตสาหกรรมอย่างเช่น บิลล์ เกตส์ ผู้ซึ่งเตือนว่าการตัดขาดไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีอเมริกัน จะกลายเป็นการผลักดันฝ่ายจีนให้พัฒนาหนทางเลือกอื่นๆ ของพวกเขาเองขึ้นมา และลงท้ายแล้วจะเป็นการผลักไสให้พวกบริษัทอเมริกันออกไปจากตลาดโลก

ยิ่งไปกว่านั้น พวกนักการทูตของไบเดน จะให้ความใส่ใจเพิ่มมากขึ้นกับการท้วงติงของเหล่าชาติพันธมิตรของอเมริกา ซึ่งจำนวนมากเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาอาศัยการค้าขายกับจีน การค้าที่เยอรมนีทำกับจีนในเวลานี้มีขนาดใหญ่กว่าการค้าที่ทำกับสหรัฐฯแล้ว เกาหลีใต้ก็ส่งออกไปยังจีนมากเกือบเป็น 3 เท่าตัวของที่เกาหลีใต้ส่งออกไปยังอเมริกา

เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ของปีนี้ คณะบริหารทรัมป์ได้ยืนกรานอ้างสิทธิใช้อำนาจสภาพนอกอาณาเขตอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อกำหนดเรียกร้องให้พวกบริษัทต่างประเทศต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกด้วยสำหรับการจำหน่ายสินค้าให้แก่พวกบริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชี “รายชื่อกิจการและบุคคล” หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทำขึ้นโดยมีอุปกรณ์อเมริกันหรือซอฟต์แวร์อเมริกันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหลายทั้งปวงมันขึ้นอยู่กับว่าจะมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวดกวดขันแค่ไหน

พวกสมาชิกรายสำคัญๆ ซึ่งน่าที่จะอยู่ในทีมงานด้านนโยบายการต่างประเทศของไบเดน ได้ออกมาแสดงทัศนะอย่างเปิดเผย ในการเรียกร้องให้ร่วมมือประสานงานกับจีนแทนการเผชิญหน้ากัน อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องอย่างเช่นการต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมาคมเอเชีย (Asia Society) ได้รวบรวมพวกที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ในคณะบริหารอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา โดยคนหนึ่งคือ โทนี บลิงเคน (Tony Blinken) ที่ปรึกษาของไบเดน มาลงนามในจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเสนอแนะให้สหรัฐฯกับจีนร่วมมือประสานงานกัน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiasociety.org/center-us-china-relations/saving-lives-america-china-and-around-world)

จดหมายฉบับนั้นระบุเอาไว้ในตอนหนึ่งว่า “ไม่มีความพยายามในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนาใดๆ –ไม่ว่าเพื่อการรักษาชีวิตของชาวอเมริกันในบ้านเกิดหรือในการสู้รบกับเชื้อโรคนี้ในต่างแดน— จะประสบความสำเร็จได้ ถ้าหากปราศจากความร่วมมือประสานงานกันในบางระดับระหว่างสหรัฐฯกับจีน พวกโรงงานของจีนสามารถที่จะผลิตอุปกรณ์ป้องกันและยาเวชภัณฑ์ซึ่งจำเป็นสำหรับใช้ต่อสู้กับไวรัสนี้ , บุคลากรทางการแพทย์ของจีนสามารถแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางคลินิกอันมีค่าของพวกตนในการบำบัดรักษาโรคจากไวรัสนี้, และพวกนักวิทยาศาสตร์ของจีนก็สามารถทำงานกับพวกนักวิทยาศาสตร์ของเราในการพัฒนาวัคซีนซึ่งจำเป็นต้องได้มาอย่างเร่งด่วนเพื่อพิชิตไวรัสนี้”

ยิ่งไปกว่านั้น โดยทั่วๆ ไปแล้ว ในหมู่ชนชั้นนำด้านนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯนั้น ข้างที่เป็นชาวพรรคเดโมแครตเป็นพวกซึ่งสามารถปรองดองยอมรับเรื่องการก้าวผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกรายหนึ่งของจีน หนังสือของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เกรแฮม แอลลิสัน (Graham Allison) เรื่อง “The Thucydides Trap” (กับดักทิวซิดีดีส) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2017 (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://claremontreviewofbooks.com/must-we-fight/) เป็นตัวอย่างแบบฉบับของความคิดเช่นนี้ ทั้งนี้แอลลิสันเสนอความคิดเห็นว่า สงครามครั้งใหญ่ ๆ บังเกิดขึ้น เป็นเพราะพวกมหาอำนาจที่ตั้งหลักปักฐานอยู่เดิม ไม่ยอมอดทนอดกลั้นต่อการก้าวขึ้นมาของพวกมหาอำนาจหน้าใหม่ โดยที่เขาอ้างว่านี่เป็นสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่สงครามระหว่างรัฐเอเธนส์กับรัฐสปาร์ตา (Athenian-Spartan war) ในช่วงปี 431 – 404 ก่อนคริสตกาล

ผมนั้นไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของแอลลิสัน อย่างที่ผมได้อธิบายเอาไว้แล้วในวารสาร “แคลร์มองต์ รีวิว ออฟ บุ๊ก” (Claremont Review of Books) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://claremontreviewofbooks.com/must-we-fight/) อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ห่อหุ้มเอาไว้ด้วยข้อความสรุปของแนวคิดแบบนักลัทธิความเสื่อมโทรม (declinist) ของค่ายเดโมแครต ในทางปัญญาแล้ว ผู้คนในแวดวงนโยบายการต่างประเทศที่แวดล้อมไบเดนอยู่นั้น เป็นพวกที่ยอมรับถึงความเสื่อมโทรมแห่งสถานะการเป็นอภิมหาอำนาจที่โดดเด่นเหนือใครๆ ของอเมริกา และไม่ได้ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อธำรงรักษาสถานะนี้เอาไว้

เพื่อที่จะสามารถอยู่นำหน้าจีนได้ต่อไปอีก สหรัฐฯจำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลา 10 ปีและเงินทอง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในการเพิ่มเติมงบประมาณรายจ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนา โดยอยู่ในการชี้แนะอย่างแข็งขันของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ทั้งนี้การพัฒนาอวุธคือตัวนำของนวัตกรรมเสมอมา เนื่องจากการเอาชนะในสงครามทั้งหลายนั้น จำเป็นต้องอาศัยความก้าวหน้าที่พรมแดนแห่งความรู้ของวิชาฟิสิกส์

คณะบริหารทรัมป์ได้เแสดงให้เห็นถึงการแทบไม่ได้สนอกสนใจในแบบแผนวิธีการแก้ไขปัญหาชนิดนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะบริหารของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้นำเอามาใช้อย่างประสบความสำเร็จด้วยการมีชัยชนะในสงครามเย็น อย่างที่ผมได้อธิบายเสนอความเห็นเอาไว้ในหนังสือเรื่อง You Will Be Assimilated: China’s Plan to Sino-Form the World ของผม (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.amazon.com/You-Will-Be-Assimilated-Sino-form/dp/1642935409)

ถึงแม้ไบเดนมีการพูดเรื่องการฟื้นฟูด้านเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่ แต่ผมยังคงข้องใจสงสัยว่า สิ่งที่เรียกกันว่า “พลังงานหมุนเวียน” (renewable energy) จะสามารถได้รับส่วนแบ่งก้อนโตๆ จากงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯหรือไม่ เรื่องนี้จะทำให้แนวความคิดสำคัญของนักลัทธิความเสื่อมโทรม กลับกลายเป็นตัวการทำให้คำทำนายอันเลวร้ายของพวกตนบังเกิดเป็นความจริงขึ้นมา สหรัฐฯภายใต้ไบเดน จึงน่าที่จะเดินหน้าไปด้วยเสียงร้องไห้คร่ำครวญ มากกว่าเสียงคึกคักโครมคราม

สเปงเกลอร์ เป็นนามปากกาที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้วของ เดวิด พี. โกลด์แมน ทั้งนี้โกลด์แมน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเข้าครอบครองกิจการบริษัท เอเชีย ไทมส์ เอชเค ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 และปัจจุบัน เขามีตำแหน่งเป็นรองบรรณาธิการของเอเชียไทมส์ด้วย

อดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต  ขณะออกหาเสียงที่เมืองพิตสเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...