xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: ‘แจ๊ก เวลช์’ ซูเปอร์สตาร์แห่งโลกบริหารธุรกิจ ถึงแก่มรณกรรมในวัย 84 ท่ามกลางคำชมเชยและคำวิจารณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


<i>แจ๊ก เวลช์ ขณะรอหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และบรรดาซีอีโอจากบริษัทธุรกิจต่าง ๆของสหรัฐฯ ณ อาคารสำนักงานฝ่ายบริหารไอเซนฮาวร์ ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2017  ทั้งนี้เวลช์ถึงแก่มรณกรรมแล้ว สิริอายุ 84 ปี </i>
แจ๊ก เวลช์ (Jack Welch) ผู้กลับหัวกลับหางโลกธุรกิจในช่วงทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 ด้วยการเปลี่ยนแปลงบริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก (จีอี) จากการเป็นผู้ผลิตที่งุ่มง่ามเฉื่อยเนือยโด่งดังเฉพาะด้านหลอดไฟฟ้าและเครื่องซักผ้า ให้กลายเป็นบริษัทมหาชนที่มูลค่าสูงที่สุดของสหรัฐฯ ได้ถึงแก่มรณกรรมแล้ว สิริอายุ 84 ปี จีอีระบุในคำแถลงเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.)

เขามีฉายาที่ถูกเรียกขานกันมากว่าเป็น “นิวตรอน แจ๊ก” (Neutron Jack) จากการหั่นลดตำแหน่งและปลดลูกจ้างพนักงานจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนตำแหน่ง เสมือนกับเข้าโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์แบบระเบิดนิวตรอน แต่ในเวลาเดียวกันเวลช์ก็ดำเนินซื้อและขายธุรกิจต่างๆ นับสิบๆ แห่ง เป็นการขยับขยายยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมอย่างจีอี ให้เข้าสู่พวกธุรกิจภาคการเงิน และสร้างผลกำไรที่เพิ่มสูงอย่างสม่ำเสมอ พวกทายาทของเขายังนำพาซีอีโอคนอื่นๆ ในแวดวงบริษัทอเมริกัน ให้เริ่มใช้กลเม็ดแบบปีศาจทางการเงิน เพื่อปรับปรุงให้รายได้สูงขึ้น และเป็นที่ตื่นเต้นพออกพอใจของวอลล์สตรีท

ระยะเวลา 20 ปีที่มีเวลช์ดำรงตำแหน่งซีอีโอ มูลค่าตลาดของจีอีได้เติบโตพุ่งพรวดจาก 12,000 ล้านดอลลาร์ กลายเป็น 410,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้นำภาคธุรกิจระดับไอคอน ซึ่งโด่งดังที่สุดในยุคของเขา

“เมื่อมีการเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้นำภาคธุรกิจในศตวรรษที่แล้ว แจ๊ก เวลช์ จะต้องอยู่ในอันดับใกล้เคียงกับระดับบนสุดเสมอ” นี่เป็นความเห็นของ โธมัส คุก ผู้เป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยธุรกิจแมคโดนัฟ ของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ “สิ่งที่เขาทำในช่วงที่เป็นผู้นำของจีอีนั้น มีความโดดเด่นน่าประทับใจจริงๆ”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตด้วยข้อความว่า “ไม่มีผู้นำภาคบริษัทคนไหนเหมือนกับ “นิวตรอน แจ๊ก” อีกแล้ว” พร้อมกับเสริมว่าเขาขอแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุด “ต่อภรรยาและครอบครัวที่แสนมหัศจรรย์ของเขา”

แต่นวัตกรรมต่างๆ ของ เวลช์ ซึ่งรวมไปถึงการบริหารจัดการเรื่องบุคลากรอย่างไร้ความปรานี, การหั่นลดค่าใช้จ่าย, และการตัดทอนเอางานบางส่วนไปผลิตไปทำกันในต่างแดน เหล่านี้ก็กลายเป็นการจัดวางเวทีสำหรับปัญหาต่างๆ ซึ่งจะกระหน่ำรุมเร้าบริษัทแห่งนี้ในระยะเวลาหลายๆ ปีภายหลังที่เขาเกษียณอายุไป

จอห์น เอฟ. เวลช์ จูเนียร์ ตามหลัง เรจินัลด์ โจนส์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซีอีโอของจีอีเมื่อเดือนเมษายน 1981 และทำงานในบทบาทหน้าที่ดังกล่าวจวบจนกระทั่งเกษียณอายุไปในเดือนกันยายน 2001 โดยที่ได้คัดเลือก เจฟฟ์ อิมเมลต์ ให้เป็นทายาทสืบทอดต่อจากเขา

ลูกศิษย์ระดับท็อปอีก 2 คนของเวลช์ –และก็เป็นคู่แข่งของอิมเมลต์ด้วย— ได้ออกจากจีอีไปเป็นผู้นำบริษัทใหญ่แห่งอื่นๆ ซึ่งกลายเป็นการช่วยแพร่กระจายหลักคิดแนวทางของเวลช์ให้กว้างขวางออกไป ได้แก่ จิม แมคเนอร์นีย์ ซึ่งไปนั่งที่บริษัทโบอิ้ง และ บ็อบ นาร์เดลลี ที่ไปอยู่กับ ไครสเลอร์ และต่อมาคือ โฮม เดโปต์ อิงก์

“วันนี้เป็นวันอันแสนเศร้าสำหรับครอบครัวจีอีทั้งหมด” แลร์รี คัลป์ ประธานและซีอีโอคนปัจจุบันของจีอีระบุในคำแถลง “แจ๊กเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าตัวจริงของเขา และเป็นหัวใจของจีอีมาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาปรับเปลี่ยนรูปร่างโฉมหน้าของบริษัทของเขาและของโลกธุรกิจ”

ธุรกิจด้านการเงินขนาดใหญ่โตเหลือเกินซึ่งเวลช์สร้างขึ้นมา เกือบทำให้ จีอี ถึงกับล้มครืนลงไปในช่วงระหว่างเกิดวิกฤตทางการเงินปี 2008 กระทั่งต้องอาศัยให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนาน เข้ามาช่วยเหลือกอบกู้ อิมเมลต์ขายกิจการ จีอี แคปิตอล ออกไปเกือบทั้งหมด และหุ้นจีอีเวลานี้ก็ซื้อขายกันในราคาเศษเสี้ยวเดียวของมูลค่าเมื่อตอนมันขึ้นไปสูงสุด

หุ้นตัวนี้ปิดที่ราคา 11.21 ดอลลาร์ในวันจันทร์ (1) สูงขึ้นมา 3% โดยตอนที่มันอยู่ในจุดพีคนั้นมีราคาหุ้นละ 57.68 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2000 ทั้งนี้ตามข้อมูลของบริการ แอลคอน ดาต้า แห่ง เรฟินิทิฟ

เวลช์เข้าซื้อหาครอบครองธุรกิจใหม่ๆ แห่งแล้วแห่งเล่า และไม่ลังเลเลยที่ใช้การเลย์ออฟและการเอาท์ซอร์ซิ่ง เพื่อทำให้กิจการเหล่านี้ทะมัดทะแมงเพรียวลม ถึงแม้บางครั้งมันคือก็ปล่อยให้ชุมชนต่างๆ ที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างขมขื่นเอาไว้เบื้องหลัง เขาประสบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ –โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเกษียณอายุจากจีอี- ว่ามีทัศนคติแบบอัศวินขี่ม้าตะลุยรบไปเรื่อย และคำนึงแต่เรื่องการออกไปลงทุนต่างประเทศและการปิดโรงงานในสหรัฐฯ ท้องเรื่อง (ธีม) เช่นนี้กำลังมีน้ำหนักเป็นที่รับฟังกันมากขึ้นเรื่อยๆ นับแต่ที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

พื้นที่แถบอุตสาหกรรมของสหรัฐฯในปัจจุบัน มีรอยจุดรอยด่างเนื่องจากชุมชนทั้งหลายประสบความหายนะจากแผนการดาวน์ไซซิ่งของจีอี ตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่อยู่ในจุดพีค จีอีว่าจ้างลูกจ้างพนักงานเอาไว้ 30,000 คนในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมขนาดมหึมาที่เมืองเชเนคทาดี รัฐนิวยอร์ก ทว่าเวลานี้บริษัทว่าจ้างเอาไว้ไม่ถึง 3,000 คน

ทั้งสไตล์การบริหารจัดการของเวลช์ และยุทธศาสตร์ที่เขานำมาใช้เพื่อขยายจีอี นับแต่นั้นมาก็เสื่อมโทรมไม่เป็นที่นิยมกันแล้ว ยิ่งในปัจจุบัน ซีอีโอรายใดก็ตามที่ออกคำสั่งเลย์ออฟพนักงานเป็นจำนวนมาก ย่อมจะถูกโจมตีเล่นงานในทวิตเตอร์จากห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว รวมทั้งวอลล์สตรีทก็หมดความกระหายที่จะลงทุนในเครือบริษัทอันใหญ่โตมีกิจการหลากหลายแบบ “คอนโกลเมอเรต” (conglomerate) เสียแล้ว

<i>ในภาพซึ่งถ่ายเมื่อ 22 ต.ค. 2013 ภายนี้ แจ๊ก เวลช์ ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี จากห้องค้าของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก </i>
บทบาทของเวลช์ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากในอีกด้านหนึ่ง ได้แก่การทำให้ จีอี กลายเป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับพวกผู้นำทางธุรกิจ และสนับสนุนแนวความคิดที่ให้กำจัดขับไล่ผู้ทำผลงานย่ำแย่อย่างแข็งกร้าว ระหว่างให้สัมภาษณ์นิตยสาร “นิวยอร์เกอร์” เมื่อปี 2001 เวลช์บอกว่า “ถ้าพวกเขามีผลงานอยู่ในอันดับ 10 ข้างท้าย พวกเขาก็ไม่ได้เงินเดือนขึ้นเลย ,ไม่ได้รับจัดสรรออปชั่นสต็อกเลย, พวกเขาจะไม่ได้รับโบนัสแม้แต่นิดเดียว พวกเขาต้องกินศูนย์”

โธมัส เอฟ. โอบอยล์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "At Any Cost: Jack Welch, General Electric, and the Pursuit of Profit," (แจ๊ก เวลล์, เจเนอรัล อิเล็กทริก และการติดตามไล่ล่าผลกำไร ไม่ว่าจะต้องสูญเสียอะไรขนาดไหน) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1998 เป็นหนึ่งผู้ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การบริหารธุรกิจสไตล์เวลช์ก่อนคนอื่นๆ ระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ (2) โอบอยล์ พูดว่า “คุณต้องมองให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยอิงอาศัยยุทธศาสตร์ที่เวลช์ริเริ่มขึ้น อันได้แก่ การลดการเน้นหนักอุตสาหกรรมการผลิต, การส่งตำแหน่งงานออกไปนอกประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่มากได้ , และการเน้นย้ำพวกบริษัททางการเงินใน จีอี แคปิตอล เป็นตัวทำรายได้เพื่อให้บริษัทเติบโต”

โอบอยล์ชี้ว่า 80% ของการเข้าครอบครองกิจการประมาณ 1,000 รายซึ่งเกิดขึ้นภายใต้เวลช์นั้น เป็นกิจการทางด้านการบริการทางการเงิน “และยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้สร้างความย่ำแย่ ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องอันเลวร้ายสำหรับเจเนอรัลอิเล็กทริกในคระยะยาว”

เครือกิจการยักษ์ใหญ่ที่กำลังเสื่อมทรุด

ในปี 1980 ปีก่อนหน้าที่ เวลช์ จะกลายเป็นซีอีโอ จีอีบันทึกรายรับเอาไว้ที่ 26,800 ล้านดอลลาร์ เมื่อถึงปี 2000 หนึ่งปีก่อนที่เขาเกษียณอายุ บริษัททำรายรับได้ถึงเกือบๆ 130,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2001 จีอีกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก จากที่เคยครองแค่อันดับ 10 บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกันเมื่อวัดกันจากมูลค่าตามราคาหุ้นเมื่อปี 1981

ทว่าในวันนี้ จีอีได้ขายแผนกกิจการต่างๆ แทบทั้งหมดที่เวลช์เพิ่มเข้ามา และผู้คนจำนวนมากกล่าวโทษเขาสำหรับการตกต่ำในช่วงหลังๆ มานี้ของจีอี

“เขาได้รับการยกย่องประโคมเกียรติในวิทยาลัยธุรกิจต่างๆ และซีอีโอจำนวนมากถือเขาเป็นแม่แบบที่จะต้องเดิมตาม ทว่าในวันนี้แทบไม่มีใครเลยที่ยกย่องสรรเสริญยุทธวิธีของเขา” อิริก กอร์ดอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณ วิทยาลัยธุรกิจรอสส์ ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวให้ความเห็น “เขาทิ้งกองขยะยุ่งเหยิงที่เทอะทะแต่กลวงในเอาไว้ให้แก่พวกทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา จีอีก้าวออกมาจากการเป็นมหายักษ์รายหนึ่งแห่งวงการอุตสาหกรรม กลายมาเป็นสิ่งหักพังที่ถูกเฉือนออกเป็นท่อนๆ”

ตัวอย่างเช่น บริษัทได้ตัดแบ่งธุรกิจด้านประกันภัยของตนออกไปเป็นบริษัทเกนเวิร์ธไฟแนนเชียลอิงค์ เมื่อปี 2004 ทว่ายังคงต้องคอยดูแลพวกกรมธรรม์จำนวนมากที่ทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินออกไปเรื่อยๆ โดยที่กรมธรรม์เหล่านี้จัดทำกันขึ้นในยุคที่เวลช์ครองอำนาจ ภาระเช่นนี้ยังบังคับให้ในปี 2018 จีอีต้องตั้งเงินค่าใช้จ่ายเอาไว้จำนวน 6,200 ล้านดอลลาร์ และตั้งสำรองเอาไว้อีก 15,000 ล้านดอลลาร์

ในปี 2015 ไทรอัน พาร์ตเนอร์ส ของ เนลสัน เพลซ์ นักลงทุนที่เป็นนักเคลื่อนไหวไปด้วย ได้เข้าซื้อหุ้นในจีอีเอาไว้ 2,500 ล้านดอลลาร์ เร่งรัดให้อิมเมลต์ต้องขายส่วนต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ของ จีอี แคปติตอล ออกไปแทบทั้งหมด

ร่ำเรียนมาทางเอนจิเนียร์

เวลช์เกิดเมื่อปี 1935 เขาร่ำเรียนได้ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ และได้ปริญญาโท M.S. ตลอดจนปริญญาเอก Ph.D. ในสาขาวิศวกรรมเคมีจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ในปี 1960

ในปีเดียวกับที่สำเร็จการศึกษา เวลช์เข้าทำงานที่จีอีในตำแหน่งวิศวกรเคมี ณ แผนกงานพลาสติกของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพิตสฟิลด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1972 เขาได้รับเลือกเลื่อนให้เป็นรองประธานบริษัทที่มีอายุน้อยที่สุด และก้าวขึ้นเป็นรองประธานกรรมการบริษัทในปี 1979

ขณะที่เส้นทางอาชีพในจีอีของเขามักถูกมองกันว่าเป็นเส้นทางโคจรแบบไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆ เวลช์ ก็มีจุดอ่อนข้อผิดพลาด ในปี 1963 โรงงานพลาสติกพิตสฟิลด์ได้เกิดการระเบิดขึ้นมาซึ่งทำให้โครงหลังคาถูกฉีกเป็นชิ้น และเวลช์เกือบจะถูกไล่ออกอยู่แล้ว เวลาต่อมา เขามีประสบการณ์เพิ่มพูนขึ้นและพัฒนาวิธีทางการบริหารในแบบของเขา โดยชี้ว่ามีผู้จัดการคนหนึ่งในตอนนั้นพูดจาหารือกับเขาเกี่ยวกับสิ่งซึ่งเขาสามารถทำงานต่างๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

เวลช์เขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์และหลักการทางการบริหารธุรกิจเอาไว้หลายเล่ม รวมทั้งเรื่อง “Winning” ในปี 2005 ซึ่งมาจากคอลัมน์ที่ เขาเขียนร่วมกับ ซูซี่ เวลส์ ภรรยาคนที่ 3 และคนสุดท้ายของเขา ให้แก่สำนักข่าวรอยเตอร์และสื่อ อื่นๆ

“ก่อนที่คุณจะสามารถกลายเป็นผู้นำขึ้นมาได้ ความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำให้ตัวคุณเองเติบโต เมื่อคุณกลายเป็นผู้นำขึ้นมาแล้ว ความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำให้คนอื่นๆ เติบโต” เวลช์เขียนเอาไว้เช่นนี้ในหนังสือ “วินนิ่ง”

(เก็บความจากเรื่อง 'Neutron Jack' Welch, who led GE's rapid expansion, dies at 84 ของสำนักข่าวรอยเตอร์)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...