xs
xsm
sm
md
lg

คำเตือนจาก 'ทรัมป์' ถึงเหล่าพันธมิตรในเอเชีย: คุณอาจจะถูกทิ้งเป็นรายต่อไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โจนาธาน แมนโธรป

<i>ทหารสังกัดกองบัญชาการรบพิเศษเกาหลีใต้ โดดร่มในระหว่างพิธีฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของกองทัพบกสหรัฐฯที่ 8   (Eighth US Army ) ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาทหารบกสหรัฐฯทั้งหมดในเกาหลีใต้ รวมทั้งหน่วยทหารเกาหลีใต้ด้วย  (ภาพถ่ายเมื่อ 8 มิ.ย. 2019) </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Trump to Asian allies: You may be abandoned next
By Jonathan Manthorpe
18/10/2019

สิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทำกับกองกำลังชาวเคิร์ดในซีเรีย ได้กัดกร่อนความเชื่อมั่นของเหล่าชาติพันธมิตรในเอเชียของสหรัฐฯเรียบร้อยไปแล้ว การทรยศหักหลังชาวเคิร์ดคือการสั่นระฆังเตือนภัย ไม่เฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังในออสเตรเลียและญี่ปุ่นอีกด้วย

บรรดานักยุทธศาสตร์ทางทหารและนักประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงในเอเชีย ต่างกำลังต้องเร่งขบคิดพิจารณากันใหม่เกี่ยวกับฉากทัศน์การสมมุติสถานการณ์ความหายนะที่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ของพวกเขา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับกลุ่มพันธมิตรชาวเคิร์ดของสหรัฐฯ โยนไปสังเวยพวกสุนัขป่า

นับตั้งแต่ที่ทรัมป์ก้าวเข้ารับตำแหน่งประมุขของอเมริกาเมื่อต้นปี 2017 แล้ว บรรดาชาติพันธมิตรในเอเชียของวอชิงตันต่างพยายามเสาะแสวงค้นหาหนทางวิธีการต่างๆ ในการเอาอกเอาใจ, หรือไม่ก็ในการเดินหน้าทำงานต่อไปให้ได้ รอบๆ ความต้องการแบบลัทธิโดดเดี่ยวตัวเอง , ความโง่เขลา, ความแปรปรวนเอาแต่ใจของเขา ซึ่งสำแดงออกมาท่ามกลางความต้องการที่จะหันเหความสนใจของสาธารณชนอเมริกันให้ออกไปจากปัญหาต่างๆ ในทางกฎหมายที่เขาเผชิญอยู่ ตลอดจนความมุ่งมั่นแน่วแน่ส่วนตัวของเขาที่ให้ความสำคัญที่สุดกับผลกำไรขาดทุนของข้อตกลงทางการเงิน

แต่จากการที่ทรัมป์กำลังโยนชาวเคิร์ดซีเรีย เข้าไปใส่ปากใส่เขี้ยวขาววับของประธานาธิบดีเรเจป ทอยยิป แอร์โดอัน แห่งตุรกี ผู้ซึ่งยืนยันว่ากองกำลังอาวุธเหล่านี้เป็นพวกผู้ก่อการร้าย และกำลังใช้กองทัพของเขาเข้าปราบปรามขับไล่นั้น ควรต้องถือได้ว่าเป็นการทรยศตระบัดสัตย์ชนิดที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งทีเดียว

โลกเพิ่งจะบังเกิดความเข้าใจอย่างซาบซึ้งว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาของทรัมป์มีเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือ เขาจะต้องถูกมองว่าเป็นผู้ชนะ แท้ที่จริงแล้ว การโยนชาวเคิร์ดลงถังขยะเช่นนี้ ดูเหมือนเป็นการตอบสนองประการแรกที่ปรากฏขึ้นในจินตนาการอันอุดมสมบูรณ์ของทรัมป์ ขณะที่เขาต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นทุกทีในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ซึ่งเขาถูกสอบสวนเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบ และบางทีอาจจะถูกพิจารณาถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งในที่สุด

แต่การที่ทรัมป์กำลังทอดทิ้งชาวเคิร์ดเหล่านี้เหมือนกับของที่ไร้ประโยชน์ไม่มีคุณค่าอะไร ทั้งๆ ที่กองกำลังอาวุธของผู้คนเหล่านี้เอง ที่เป็นผู้นำในการรณรงค์สู้รบปราบปรามกลุ่ม “รัฐอิสลาม” (ไอเอส) จนกระทั่งขับไล่พวกนี้ออกไปจากเมืองร็อกเกาะห์ ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของพวกเขาในซีเรีย โดยที่ฝ่ายเคิร์ดเองก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่วด้วยการสูญเสียชีวิตไป 11,000 คนในการสู้รบ ด้วยเหตุนี้ มันจึงถูกมองว่า นี่คือการที่ทรัมป์ก้าวไปไกลยิ่งกว่าการหันเหความสนใจที่เขาเคยกระทำมาในอดีตมากมายหลายก้าวนัก

มันแสดงให้เห็นว่า เขามีความพรักพร้อมที่จะส่งผู้คนเป็นร้อยๆ หรือกระทั่งเป็นพันๆ คนไปตาย เพียงเพื่อตอบสนองความอหังการของเขา เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของเขาที่จะถูกมองว่าเป็นผู้ชนะ

ดังนั้นการทรยศหักหลังชาวเคิร์ด จึงจุดชนวนให้สาธารณชนเกิดความโกรธเกรี้ยวเดือดดาลในตัวทรัมป์ กระทั่งจากพวกสมาชิกรัฐสภาพรรครีพับลิกันที่เคยแต่เฝ้าพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจเขา และด้วยเหตุนี้จึงเท่ากับเพิ่มโอกาสของการดำเนินกระบวนการถอดถอน

เพื่อที่จะแก้เกมและอย่างน้อยก็ลดทอนความสูญเสีย รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ จึงถูกส่งไปยังกรุงอังการาอย่างเร็วรี่เมื่อวันพฤหัสบดี (17 ต.ค.) เพื่อกดดันแอร์โดอัน ปรากฏว่าทางผู้นำตุรกีสนองตอบด้วยการตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 5 วัน โดยระหว่างเวลาดังกล่าว กองกำลังอาวุธชาวเคิร์ดได้รับอนุญาตให้ถอนตัวออกไปจากบริเวณถัดจากชายแดนตุรกีลึกเข้าไปในดินแดนซีเรียเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร ซึ่งแอร์โดอันต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้มาจัดตั้ง “เขตปลอดภัย” รวมทั้งทำให้ตุรกีสามารถควบคุมบริเวณแถบนี้ได้

อย่างไรก็ดี ความเสียหายได้เกิดขึ้นกับพวกชาติพันธมิตรทั้งหลายของสหรัฐฯแล้ว ว่าเฉพาะในเอเชีย การทรยศหักหลังชาวเคิร์ดคือการสั่นระฆังเตือนภัย ไม่เฉพาะในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังในออสเตรเลียและญี่ปุ่นอีกด้วย

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหมู่ 10 ประเทศสมาชิกของสมาคมอาเซียน ใบหน้าอันหยาบหนาแห่งความไม่น่าเชื่อถือไว้วางใจของทรัมป์ มีแต่เป็นการเพิ่มรอยเหี่ยวย่นอีกรอยหนึ่งให้แก่เกมแห่งการค้นหาความสมดุลชนิดที่สามารถใช้การได้ ในความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ประเทศเหล่านี้มีอยู่กับจีน, สหรัฐฯ, และรวมไปถึงอินเดีย ที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้น

สำหรับเกาหลีใต้ หลักฐานจากซีเรียซึ่งเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ถึงศักยภาพในการทรยศหักหลังอย่างไม่มีข้อจำกัดหน่วงรั้งใดๆ ของทรัมป์ ได้ปรากฏออกมาในช่วงจังหวะเวลาที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ

ตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์กล่าวโทษเอ็ดอึงใส่ “พวกพันธมิตรที่เบี้ยวหนี้” (deadbeat allies) เรื่อยมา และเรียกร้องทั้งพวกยุโรป, ญี่ปุ่น, และเกาหลีใต้ ควักกระเป๋าให้มากขึ้นอีก เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการที่สหรัฐฯยังคงกำลังทหารอเมริกันเอาไว้ในภูมิภาคของพวกเขา เอาไว้ในประเทศของพวกเขา

ในขณะนี้ เกาหลีใต้กำลังจ่ายเงินประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีสำหรับกองทหารอเมริกันที่ตั้งฐานทัพอยู่ในแดนโสมขาว แต่จากการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของเกาหลีใต้เมื่อไม่นานมานี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำกรุงโซล แฮร์รี แฮร์ริส (Harry Harris) ได้ยืนยันข่าวลือซึ่งแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ที่ว่า วอชิงตันต้องการให้โซลจ่ายเพิ่มเป็น 5 เท่าตัว นั่นคือ 5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สาธารณชนเกาหลีใต้จะยอมรับกันได้ง่ายๆ เลย แต่จากตัวอย่างการที่ทรัมป์ปฏิบัติต่อชาวเคิร์ด อาจเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ชาวเกาหลีใต้ครุ่นคิดว่า ถ้าทรัมป์ไม่ได้เงินตามที่เขาต้องการ เขาก็อาจจะสั่งถอนทหารออกไป โดยที่นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งเขาเคยพูดหยอกเย้าแบบทีเล่นทีจริงมาแล้วในอดีต

และนี่ก็จะปล่อยให้เกาหลีใต้ต้องเผชิญหน้ากับการถูกเปิดฉากรุกโจมตีจากเกาหลีเหนือ เหมือนกับที่โสมแดงเคยทำมาแล้วเมื่อตอนเริ่มต้นสงครามเกาหลีในปี 1950

ไม่เฉพาะแค่เรื่องเงินๆ ทองๆ ชาวเกาหลีใต้ยังมีเหตุผลที่ฟังขึ้นทีเดียวในการตั้งคำถามว่าทรัมป์จะอยู่ข้างไหนกนแน่ ถ้าหากพวกเขาเกิดประจันหน้ากับเกาหลีเหนือของระบอบปกครองแบบมาร์กซิสต์สืบราชวงศ์ของคิม จองอึน

ทรัมป์นั้นเที่ยวยกย่องสรรเสริญ และกระทั่งถึงขั้นแสดงความรักใคร่ใยดีในตัวผู้นำคิม โดยดูเหมือนมาจากความคาดหวังที่ว่า การใช้ยุทธศาสตร์เพื่อทำดีลเช่นนี้จะสามารถโน้มน้าวชักจูงให้ผู้นำหนุ่มของเกาหลีเหนือยอมทอดทิ้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของตนเอง

แต่โชคอย่างนั้นน่ะไม่มีหรอก การประชุมซัมมิต 3 ครั้ง 3 คราระหว่างทรัมป์กับคิมไม่ได้ก่อเกิดผลลัพธ์ที่มีเนื้อหาสาระใดๆ เลย และการหยั่งเชิงหมายสร้างความสัมพันธ์สนิทสนมฉันพี่น้องของทรัมป์ก็ยังถูกบอกปัด คิมยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าประดาโครงการพัฒนาด้านการทหารของเขาต่อไป ถึงแม้แสดงความระมัดระวังถอยห่างออกจากการทดสอบพวกอาวุธซึ่งเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯโดยตรง

หากมองกันในแง่บวก ถึงตอนนี้ทรัมป์ดูเหมือนได้เรียนรู้จากประสบการณ์คราวนี้ว่า ในเรื่องการทูตนั้น สัญญาณอันโอ่อ่าสง่างามมักปรากฏขึ้นมาในตอนท้ายของการลงแรงทำงานหนักอย่างมากมาย ไม่ใช่ในตอนเริ่มต้น เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่ของเกาหลีเหนือกับของสหรัฐฯกำลังเจรจาหารือกันแบบอยู่เบื้องหลังไม่เน้นความโฉ่งฉ่าง และพวกเขาอาจจะสามารถผลิตสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระบางอย่างบางประการออกมาก็ได้ในอนาคตข้างหน้า

หันมาพูดถึงญี่ปุ่นบ้าง ญี่ปุ่นนั้นอยู่ในฐานะคล้ายๆ กับของเกาหลีใต้ กล่าวคือมีทหารอเมริกนจำนวนราว 54,000 คนตั้งฐานทัพอยู่ในประเทศนี้ และวอชิงตันก็แสดงท่าทีเรียกร้องต้องการเงินทองเพิ่มขึ้น โดยที่กองทหารเหล่านี้ถือว่าอยู่ตรงเส้นแนวหน้าคอยคุมเชิงทั้งเกาหลีเหนือและจีน

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วพวกรัฐบาลในกรุงโตเกียวมักพยายามที่จะไม่แสดงอาการตื่นตูมให้ปรากฏสู่ภายนอกเมื่ออันตรายทำท่ากรายใกล้เข้ามา นี่ยังคงบทสคริปต์ที่แดนอาทิตย์อุทัยเดินตามอยู่ในสัปดาห์นี้ และเร่งให้ คูนิ มิยาเกะ (Kuni Miyake) ประธานของสถาบันนโยบายการต่างประเทศ (Japan’s Foreign Policy Institute) ของญี่ปุ่น รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องส่งเสียงเตือน โดยเขาเขียนเอาไว้ ดังนี้:

“ผู้คนในโตเกียวถ้าหากไม่ใช่พวกที่ขาดความเข้าอกเข้าใจ ก็เป็นพวกซึ่งไม่ต้องการทราบว่า การที่กองทหารสหรัฐฯถอนตัวออกจากภาคเหนือของซีเรียนั้น มีความหมายมีความสำคัญอย่างแท้จริงสำหรับกลไกพันธมิตรด้านความมั่นคงญี่ปุ่น-สหรัฐฯ

“พวกเขาอาจจะถูกก็ได้ที่กำลังคิดว่า เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับเกาหลีใต้เท่านั้น ทว่าญี่ปุ่นสามารถที่จะแน่ใจในเรื่องนี้ได้ขนาดไหนกัน? ผมไม่สามารถที่จะแน่ใจอะไรได้มากมายหรอก อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นมาได้ทั้งนั้น ในยุคสมัยแห่งการหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณ, ความบังเอิญอย่างประจวบเหมาะ, และการตัดสินใจอย่างผิดพลาด ดังเช่นยุคสมัยนี้”

ส่วนในออสเตรเลีย เรื่องความมั่นคงแห่งชาติเป็นประเด็นปัญหาที่ได้รับความเอาใจใส่เสมอมา เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ทว่าประชากรจำนวนนิดเดียว ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกอยู่เรื่อยๆ ว่าตนเองมีจุดอ่อนแอที่จะถูกรุกรานจากทางด้านเหนือ ความรู้สึกอ่อนเปราะเช่นนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกขณะที่จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจนักขยายดินแดนซึ่งกำลังบ่ายหน้าลงใต้เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เหมือนกับการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยไว้ รัฐบาลในกรุงแคนเบอร์ราชุดแล้วชุดเล่ามีความว่องไวยิ่งในการเพิ่มน้ำหนักให้แก่สนธิสัญญาร่วมป้องกันที่พวกเขามีอยู่กับวอชิงตัน ด้วยการพยายามเป็นหนึ่งในชาติแรกๆ ซึ่งลงนามอาสาเข้าร่วมในสงครามครั้งต่างๆ ของอเมริกัน คนออสเตรเลียได้สู้รบเคียงข้างคนอเมริกันในการปฏิบัติการทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯทุกๆ ครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นที่เกาหลี, เวียดนาม, อ่าวเปอร์เซีย, โซมาเลีย, ติมอร์ตะวันออก, อัฟกานิสถาน, และอิรัก

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ส่งออกมาจากพื้นที่ชาวเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรียครั้งนี้ก็คือ ถึงแม้ได้มีสหายร่วมรบชาวออสเตรเลียเข้าร่วมการต่อสู้กับทหารสหรัฐฯจนล้มตายและบาดเจ็บกันมาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตามที มันก็ยังอาจไม่เพียงพอที่จะได้รับการสนองตอบด้วยความซื่อสัตย์ในมิตรอย่างแน่นอนมั่นคงจากประธานาธิบดีอเมริกันคนนี้อยู่ดี ขณะเดียวกับที่แคนเบอร์ราต้องขบคิดพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่มีอยู่กับปักกิ่ง (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/10/article/china-signs-deal-to-lease-pacific-island-in-solomons/?_=1179413)

เรื่องนี้จึงก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทั้งบนเวทีทางการเมืองของออสเตรเลียและในสื่อของแดนจิงโจ้ คำตัดสินอันระคนด้วยความขุ่นข้องหมองใจเท่าที่ปรากฏอยู่จนถึงเวลานี้ก็คือ ออสเตรเลียยังคงมีความรู้สึกอย่างเดียวกับญี่ปุ่น มองว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯกับออสเตรเลียนั้นหยั่งรากลึกซึ้งและแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางเหลือเกินแล้วจนเกินกว่าที่จะถูกถอนรากถอนโคนจากความขาดสติของประธานาธิบดีอเมริกันผู้สับสนยุ่งเหยิงคนหนึ่ง

กระนั้นก็ตามที ดีกรีของความไม่แน่ไม่นอนก็ยังคงดำรงอยู่ และยิ่งเข้มข้นมากขึ้นอีกจากทัศนะความคิดเห็นร่วมซึ่งกำลังแพร่กระจายไปทั่วทั้งเอเชียที่ว่า ในการประเมินความเสี่ยงใดๆ ก็ตามทีจำเป็นต้องตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้ด้วยว่า ทรัมป์จะชนะได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2020 และครองตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี

โจนาธาน แมนธอร์ป เป็นเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศและคอลัมนิสต์ด้านกิจการระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน ในปี 1989 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สื่อข่าวประจำแอฟริกา ของ Southern News และในปี 1993 ได้ไปประจำที่ฮ่องกงเพื่อทำข่าวเอเชีย ช่วงเวลา 50 ปีแห่งการงานอาชีพของเขา เขาเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศอยู่ในเอเชีย, แอฟริกา, และยุโรป ให้แก่ Southern News, หัวหน้าสำนักงานยุโรปให้แก่ Toronto Star, และผู้สื่อข่าวการเมืองระดับชาติให้แก่ The Globe and Mail ปัจจุบันเขาตั้งฐานอยู่ที่เมืองวิกตอเรีย, รัฐบริติชโคลัมเบีย, ประเทศแคนาดา และเขียนเรื่องเป็นประจำให้แก่ iPolitics
jonathan.manthorpe@gmail.com
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...