xs
xsm
sm
md
lg

‘การปฏิวัติ’ที่กำลังล้มเหลวใน‘ฮ่องกง’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ฟรานเชสโก ซิสซี


(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Hong Kongs failing revolution
By Francesco Sisci
07/10/2019

พวกผู้ประท้วงฮ่องกงตะโกนว่า การต่อสู้ของพวกเขาเป็น “การปฏิวัติแห่งยุคสมัยของเรา” แต่ผู้คนส่วนข้างมากในฮ่องกงต้องการการปฏิวัติหรือไม่? ถ้าหากไม่ต้องการ พวกเขาอาจหันไปสนับสนุนการต่อต้านการปฏิวัติก็ได้ ประชาชนในแผ่นดินใหญ่ต้องการให้เกิดการปฏิวัติในฮ่องกาหรือไม่? หรือพวกเขาเลือกสนับสนุน “การต่อต้านการปฏิวัติ” ในดินแดนแห่งนั้นเสียมากกว่า

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักหมายแสดงให้เห็นว่าการประท้วงในฮ่องกงดูเหมือนกำลังมาถึงจุดพลิกผัน ระลอกของการใช้กำลังมุ่งทำลายอย่างชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อนของพวกกลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงครอบคลุมกลืนกินทั่วทั้งนครแห่งนี้ สถานีรถไฟใต้ดินแห่งต่างๆ ถูกโจมตีทุบทำลายและถูกจุดไฟเผา ล้วนแต่เป็นเครื่องช่วยเหลือผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบให้มีเหตุผลความชอบธรรมสำหรับการเข้าปราบปรามกวาดล้าง แม้กระทั่งพวกตำรวจที่ออกเวรและพวกนักธุรกิจจากแผ่นดินใหญ่จีนต่างก็ถูกทำร้ายร่างกาย –ทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่พวกผู้ประท้วงหนุ่มสาวพากันร้องตะโกนคำขวัญให้ดำเนิน “การปฏิวัติ” (หมายเหตุผู้แปล – หนึ่งในคำขวัญสำคัญซึ่งพวกผู้ประท้วงที่ฮ่องกงใช้กันแพร่หลาย คือ "Liberate Hong Kong, revolution of our times" ปลดแอกฮ่องกง การปฏิวัติแห่งยุคสมัยของเรา)

กระนั้น ก็อย่างที่พูดกันว่าการปฏิวัติไม่ใช่งานเลี้ยงน้ำชา เราจึงควรต้องก้าวย่างไปอย่างระมัดระวัง ผู้คนส่วนข้างมากในฮ่องกงต้องการการปฏิวัติหรือไม่? ถ้าหากไม่ต้องการ พวกเขาอาจหันไปสนับสนุนการต่อต้านการปฏิวัติ (counter-revolution) ก็ได้

บางทีเรายังควรต้องถามด้วยเช่นกันว่า ประชาชนในแผ่นดินใหญ่จีนต้องการให้เกิดการปฏิวัติในฮ่องกงหรือไม่ –หรือพวกเขาน่าจะเลือกสนับสนุน “การต่อต้านการปฏิวัติ” ในดินแดนแห่งนั้นเสียมากกว่า

ไม่ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นในฮ่องกงก็ตาม บางทีเราควรต้องจดจำเอาไว้ว่าการปฏิวัติส่วนใหญ่ที่สุดนั้นประสบความล้มเหลว

หากว่าเราขาดแคลนความตระหนักเช่นนี้เสียแล้ว ย่อมทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ใช่หรือไม่ที่พวกผู้ประท้วงหัวรุนแรงเพียงแค่กำลังเล่นสนุกอยู่กับการปฏิวัติ แทนที่จะคิดสร้างวางแผนยุทธศาสตร์อันเหมาะสมขึ้นมาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่สมเหตุสมผลบางอย่างบางประการ แล้วจากนั้นก็ล่าถอยเมื่อสมควรที่จะถอย?

ในความเป็นจริง การปฏิวัติครั้งต่างๆ ประสบความล้มเหลวเนื่องจากเหตุผลหลายหลากจำนวนมาก ทว่าความล้มเหลวดังกล่าวเหล่านี้ทั้งหมดมีปัจจัยที่เป็นตัวร่วมตัวหนึ่งอยู่ด้วยเสมอ ได้แก่ ความฉาบฉวยไม่จริงจังของพวกนักปฏิวัติ

ยิ่งไปกว่านั้น พวกผู้นำจำนวนมากในปักกิ่งเคยมีประสบการณ์ผ่านการปฏิวัติที่ล้มเหลวมาแล้ว 2 ครั้ง 2 ครา ได้แก่ การปฏิวัติวัฒนธรรม (ปี 1966 – 1976) และขบวนการเทียนอันเหมินปี 1989 สามารถพูดได้ว่าพวกเขามีความเข้าอกเข้าใจดีกว่าผู้คนในฮ่องกงเยอะ เกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้พวกเขาประสบความล้มเหลวเมื่อตอนที่พวกเขาเป็นนักปฏิวัติวัยหนุ่มสาว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอาจจะทราบอะไรสักอย่างสองอย่างเกี่ยวกับวิธีการในการเอาชนะพวกนักปฏิวัติในปัจจุบัน

จากสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ นโยบายที่ดีที่สุดซึ่งปักกิ่งสมควรนำมาใช้ ไม่ใช่การกวาดล้างปราบปราม หากแต่เป็นการปล่อยให้ขบวนการเคลื่อนไหวนี้กัดกินตัวเองจากภายใน และดังนั้นก็จะสามารถอวดโอ่ให้สาธารณชนจีนภายในประเทศตลอดจนสาธารณชนทั่วทั้งโลก ได้เห็นถึงผลลัพธ์ของการเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” แบบที่ขาดความยับยั้งชั่งใจและการใช้ความรุนแรงอย่างป่าเถื่อนดื้อรั้น เราอาจเรียกนโยบายนี้ได้ว่าเป็นการวิวัฒนาการของวิธีแบบ “เฉียว สือ” (“Qiao Shi” method ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.asiatimes.com/2019/08/opinion/hong-kong-needs-a-qiao-shi-solution/) [1]

เมื่อเผชิญหน้ากับ “ความปั่นป่วนวุ่นวายของการปฏิวัติ” ครั้งนี้ ปักกิ่งกลับได้แสดงให้เห็นถึงความยับยั้งชั่งใจและความเมตตากรุณา ในการไม่นำเอาขบวนรถถังเข้าปราบปรามกวาดล้างอย่างนองเลือด แต่กระนั้นก็ยืนยันอย่างหนักแน่นมั่นคงไม่อ่อนข้อใดๆ ให้แก่พวกสุดโต่ง

ใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามเอาชนะใจประชาชนในฮ่องกง และที่ยิ่งสำคัญกว่านั้นอีกคือการเอาชนะใจประชาชนในจีน? ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2014 ปัจจุบันสาธารณชนชาวจีนกำลังติดตามเหตุการณ์ในฮ่องกงแบบมีการเลือกสรร พวกเขากำลังยืนอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลในปักกิ่งและคัดค้านไม่เห็นด้วยกับพวกผู้ประท้วง ผู้ซึ่งในความคิดเห็นของพวกเขาแล้ว มีความผิดฐานประกอบอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด อันได้แก่ การเรียกร้องต้องการที่จะแย่งยึดเอาดินแดนแห่งนี้ออกไปจากอ้อมอกของชาวจีน นี่อาจส่งผลลัพธ์ทั้งหมดออกมาในทางที่เป็นประโยชน์แก่พวกผู้มีอำนาจในฮ่องกงและปักกิ่ง และบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งถูกต้องด้วยที่จะเป็นเช่นนี้

ในการปฏิวัตินั้น สิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลจำเป็นต้องกระทำมีเพียงแต่อดทนยืนหยัดและรักษาสติของตนเองเอาไว้ มันเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ประท้วงต่างหากที่จะต้องขบคิดถึงวิธีการในการทำแต้มให้ได้ชัยชนะ

ยิ่งกว่านั้นแล้ว ยังมีข้อพิจารณาในแง่มุมเกี่ยวกับภูมิภาคอีกด้วย กล่าวคือ ในดินแดนส่วนใหญ่ของเอเชียนั้น การต่อสู้ปราบปรามสิ่งซึ่งสามารถที่จะถูกรับรู้รับทราบหรือที่จะถูกเสนอภาพให้เห็นว่าเป็นการก่อจลาจลอย่างไร้จุดหมายและไร้สติ เป็นสิ่งซึ่งสามารถเรียกคะแนนนิยมชมชื่นได้ ทั้งนี้เอเชียเป็นทวีปซึ่งมีความกังวลหวั่นไหวกับการจลาจลที่เริ่มต้นขึ้นด้วยการชูธงประชาธิปไตยอยู่แล้ว

ปัจจัยได้เปรียบเหล่านี้ในฮ่องกง กำลังเพิ่มพูนอารมณ์ความรู้สึกคึกคักมีกำลังใจในปักกิ่ง ในเวลาที่ต้องทำสงครามการค้ากับวอชิงตัน ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตามที จีนมีความรู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นฝ่ายถือแต้มเหนือกว่าในการเจรจาต่อรองด้านการค้า ในเมื่อฝ่ายอเมริกันกำลังเกิดความแตกแยกร้าวฉานกันอย่างมากเกี่ยวกับตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งกระทั่งออกปากขอร้องอย่างเปิดเผยให้ฝ่ายจีนสนับสนุนในการเล่นงานโจมตีคู่แข่งขันคนสำคัญของเขา นั่นคือ โจ ไบเดน ตัวเก็งที่อาจะได้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต

“จีนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯ และเราเชื่อมั่นไว้วางใจว่าประชาชนชาวอเมริกันจะสามารถแยกแยะคลี่คลายปัญหาต่างๆ ของพวกเขาเองได้เช่นเดียวกัน” รัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน พูดแสดงท่าทีเอาไว้เช่นนี้

ตรงนี้ควรสรุปได้ว่า ฝ่ายจีนนั้นต้องการให้ทั้งสองพรรคสำคัญของสหรัฐฯเห็นชอบเห็นพ้องเกี่ยวกับเรื่องข้อตกลงการค้ากับจีน ไม่เช่นนั้นแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาจจะที่ทรยศหักหลังไม่เคารพบางส่วนหรือกระทั่งทั้งหมดของข้อตกลงที่สองประเทศทำกันเอาไว้

ทั้งหมดเหล่านี้นับเป็นชัยชนะภายในประเทศครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งสำหรับ สี จิ้นผิง ผู้ซึ่งอาจจะต้องแบกรับภารกิจอันยากลำบากยิ่ง ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวความคิดว่าด้วย การพัฒนาอย่างสันติ ดังที่อ้างอิงเอาไว้ในคำปราศรัยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมาของเขา (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.reuters.com/article/us-china-anniversary-xi/chinas-xi-says-country-will-stay-on-path-of-peaceful-development-idUSKBN1WG2LC) [2] แนวความคิดนี้จัดว่าก่อให้เกิดการถกเถียงโต้แย้งเป็นอย่างมากภายในพรรคภายในประเทศ เนื่องจากพวกที่มีแนวทางแข็งกร้าวจำนวนมากคัดค้านโดยมองว่ามันเป็นนโยบายที่อ่อนเกินไป และด้วยเหตุนี้ สี จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องถูกติเตียนประณาม สีเวลานี้พยายามที่จะทำให้ตนเป็นฝ่ายถือไพ่แต้มเหนือกว่าทั้งเมื่อเผชิญกับสหรัฐฯและในเวลาจัดการกับเรื่องฮ่องกง โดยการรักษาเส้นทางแบบกลางๆ เอาไว้ --ซึ่งก็คือการกระทำตามแนวทางของเฉียว สือ นั่นเอง

ทว่านี่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเกมหรอก เมื่อกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นการย้อนกลับนำเอาสถานการณ์เมื่อปี 1989 เมื่อครั้งเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ให้หวนคืนมา คำถามจึงยังคงมีอยู่ว่า เฉียว สือ ในเวลานั้นมีแผนการอย่างไรสำหรับประเทศจีน ถ้าหากเขากลายเป็นฝ่ายชนะในคราวนั้น?

นี่อาจจะมีส่วนช่วยด้วยเหมือนกันสำหรับระยะเวลาไม่กี่เดือนและไม่กี่ปีต่อจากนี้ไป

(ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ)

ฟรานเชสโก ซิสซี เป็นนักจีนวิทยา (sinologist) ชาวอิตาลี โดยมีผลงานทั้งเป็นหนังสือเล่มและก็เป็นคอลัมนิสต์ด้วย เวลานี้เขาพำนักอาศัยและทำงานอยู่ในปักกิ่ง เขาเป็นผู้ร่วมเขียนเรื่องส่งให้สื่ออิตาลี อิล โซเล 24 โอเร (Il Sole 24ore) และได้รับเชิญบ่อยครั้งให้ไปเป็นคอมเมนเทเทอร์ด้านกิจการต่างประเทศแก่ สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางของจีน (ซีซีทีวี) และสถานีโทรทัศน์ ฟินิกซ์ ทีวี (Phoenix TV)

หมายเหตุผู้แปล

[1] เกี่ยวกับ วิธีแบบ “เฉียว สือ” ผู้เขียน (ฟรานเชสโก ซิสซี) ได้อธิบายเอาไว้ในข้อเขียนเกี่ยวกับการประท้วงฮ่องกงอีกชิ้นหนึ่งเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในเวลานั้นการแข็งขืนในเขตบริหารพิเศษของจีนแห่งนี้ ทำท่าจะสลัดทิ้งความรุนแรง และรักษาภาวะการเคลื่อนไหวอย่างสันติเอาไว้ได้ อย่างไรก็ดี ดังที่เรามองเห็นกันอยู่ในเวลานี้ เพียงไม่นานหลังจากนั้น ความรุนแรงก็หวนคืบมาอีกจวบจนกระทั่งมาถึงตอนนี้ ทั้งนี้ผู้แปลขอเก็บความข้อเขียนชิ้นดังกล่าวมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:


ต้องนำเอา ‘วิธีแก้ไขแบบเฉียวสือ’ มาใช้กับฮ่องกง

โดย ฟรานเชสโก ซิสซี

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Hong Kong needs a ‘Qiao Shi solution’

By Francesco Sisci
20/08/2019

การชุมนุมเดินขบวนอย่างสันติในฮ่องกงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม อาจจะเป็นเหตุการณ์นำทางไปสู่ฉากทัศน์ภาพสมมุติสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปจากเดิมสำหรับนครแห่งนี้ก็ได้ ก่อนที่การเดินขบวนในวันดังกล่าวจะบังเกิดขึ้นนั้น ฮ่องกงดูเหมือนติดล็อกอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งการประท้วงด้วยความรุนแรงสลับกับการปราบปรามอย่างนองเลือดโดยฝ่ายเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

แต่ทั้งหมดเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อผู้คนจำนวนมากมายซึ่งมีรายงานบางกระแสระบุว่าสูงถึง 1.7 ล้านคนทีเดียว ออกมารวมตัวกันในการประท้วงที่ปลอดจากการใช้ความรุนแรง และยุติลงโดยไม่ได้เกิดการปะทะวิ่งไล่ทำศึกกับตำรวจ

สิ่งนี้บังเกิดขึ้นภายหลังมีการประท้วงซึ่งจัดขึ้นมาได้อย่างสันติเป็นเวลา 3 วัน ส่วนท่าอากาศยานที่ถูกพวกผู้ประท้วงปิดกั้นขัดขวางการให้บริการในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เริ่มต้นกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติแล้ว

สำหรับปักกิ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในฮ่องกงนี้ วาดภาพให้เห็นว่าสถานการณ์ของที่นี่สามารถแก้ไขคลี่คลายได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง ทั้งนี้หากเกิดการแทรกแซงด้วยกำลังทหารกันจริงๆ ก็ย่อมกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่หลายๆ ประการให้แก่จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเคลื่อนไหวในทิศทางดังกล่าวย่อมจะทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯยิ่งเสื่อมทรุดหนัก และทำลายโอกาสของการแก้ไขคลี่คลายข้อพิพาททางการค้าที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้

ลู่ทางโอกาสที่จะมีการนำเอา “วิธีการแก้ไขแบบเฉียว สือ” (Qiao Shi solution) มาใช้กับการประท้วงที่ฮ่องกง ดูเหมือนกำลังจะมีความเป็นไปได้ขึ้นมา ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1989 ระหว่างเกิดการชุมนุมประท้วงอย่างยืดเยื้อที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง ตามรายงานข่าวลือที่เผยแพร่กันอยู่ในเวลานั้น เฉียว สือ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการประจำของกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เสนอหนทางแก้ไขแบบสายกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างแนวทางของพวกผู้นำพรรคที่สนับสนุนพวกผู้ประท้วง เป็นต้นว่า เจ้า จื่อหยาง (Zhao Ziyang) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในขณะนั้น กับแนวทางของพวกซึ่งต้องการให้ส่งกำลังทหารเข้ามาแทรกแซงปราบปรามการประท้วง เป็นต้นว่า หลี่ เผิง (Li Peng) อดีตนายกรัฐมนตรีจีนในตอนนั้น (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Qiao_Shi ) [3]

เฉียว ต้องการปล่อยให้พวกผู้ประท้วงได้ระบายความโกรธเกรี้ยวของพวกเขา แล้วจากนั้นค่อยเคลียร์ให้พวกผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ออกไปจากพื้นที่จัตุรัสเทียนอันหมิน พร้อมกับยอมรับเอาข้อเรียกร้องบางข้อบางประการของพวกนักศึกษามาปฏิบัติโดยที่ไม่ต้องมีการต่อรองทำความตกลงอะไรกับฝ่ายประท้วง ในความเป็นจริงแล้ว เวลากลางคืนของวันที่ 3 มิถุนายน 1989 อันเป็นเวลาเมื่อตอนที่กองทหารเคลื่อนเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมิน นั้น พวกนักศึกษาก็ได้ทอดทิ้งพื้นที่จัตุรัสแห่งนี้ในทางปฏิบัติอยู่แล้ว ทั้งนี้บริเวณลานโล่งกว้างอันใหญ่โตนี้ไม่ได้มีห้องน้ำ ขณะที่อุณหภูมิในช่วงนั้นก็ร้อนรุ่มอย่างไม่ปรานีปราศรัย ดังนั้นหากดำเนินการตามวิธีแบบเฉียว สือ บางทีหลังจากเวลาผ่านไปสองสามวัน เจ้าหน้าที่ของทางการไม่กี่คนก็อาจจะเพียงพอสำหรับการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างอยู่หมัด

ถ้ารูปการออกมาเช่นที่กล่าวถึงนี้แล้ว ย่อมจะทำให้ เฉียว ได้รับชัยชนะทางการเมืองครั้งสำคัญ ในการต่อสู้กับพวกแนวทางแข็งกร้าวในพรรคคอมมิวนิสต์จีน อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงก็คือ ในที่สุดแล้วได้มีการนำเอากำลังทหารเข้าแทรกแซงปราบปราม และแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปหมด

หลักเหตุผลทำนองเดียวกันนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ฮ่องกงได้ ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเกิดการปะทะอย่างดุเดือดรุนแรงระหว่างพวกผู้ประท้วงกับตำรวจ มีความหวาดกลัวกันว่าการเผชิญหน้ากันอย่างเลือดตกยางออกเช่นนี้ จะกลายเป็นการเริ่มต้นก่อให้เกิดการปฏิวัติโดยพวกผู้ประท้วง หรือไม่ก็การปราบปรามกวาดล้างอย่างรุนแรงโดยพวกสายแข็งกร้าวในปักกิ่ง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องถือว่ายังเป็นเพียงส่วนเดียวของเรื่องราวซึ่งกำลังคลี่คลายเปิดเผยออกมาในฮ่องกงเวลานี้ มันยังไม่ได้ครอบคลุมถึงพวกผู้ประท้วงสายแข็งกร้าว ซึ่งต้องการเร่งรัดให้อุณหภูมิยิ่งร่อนฉ่าและกระทั่งพุ่งไปถึงจุดเดือดปะทุขึ้นมา

แน่นอนทีเดียวว่า ยังมีอีกด้านหนึ่งด้วยเหมือนกัน อันได้แก่ด้านที่ฝ่ายบริหารฮ่องกงมีการรับฟังข้อเรียกร้องต่างการต่างๆ ของพวกผู้ประท้วง และเข้าร่วมในการหารือกันอย่างสร้างสรรค์ หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ การเจรจาต่อรองกัน

เวลาเดียวกันนี้ ปักกิ่งยังควรที่จะหาทางเปิดการสนทนาทางการเมืองกับพวกผู้นำการประท้วง และยอมรับพวกเขาให้มีฐานะทางกฎหมาย ด้วยการให้เครดิตความน่าเชื่อถือแก่พวกเขา

ในช่วงทศวรรษ 1970 ที่อิตาลี เมื่อตอนที่พวกสุดโต่งติดขอบพยายามผลักดันให้การชุมนุมเดินขบวนเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อยู่นั้น ปรากฏว่าพวกซึ่งอยู่ในอำนาจได้เสาะแสวงหาและก็ค้นพบพวกผู้ประท้วงที่ไม่ใช่พวกสุดโต่ง อีกทั้งยอมรับข้อเรียกร้องต้องการบางส่วนของพวกเขา ความเคลื่อนไหวนี้จึงกลายเป็นการโดดเดี่ยวพวกส่วนประกอบที่ใช้ความรุนแรงมากที่สุด สถานการณ์อย่างนี้ไม่ได้คลี่คลายไปได้ภายในเวลาเพียงวันเดียว กระนั้น มันก็ทำให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทางการเมืองอย่างสุดดรามาไปได้สำเร็จ หลังจากที่ในตอนนั้นทำท่าว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้นแล้ว ด้วยแผนการกระตุ้นจูงใจภาคส่วนที่ยากจนทั้งหลายของฮ่องกงซึ่งเพิ่งประกาศออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ปักกิ่งก็ดูเหมือนจะตระหนักเป็นอันดีว่ามีปัญหาทางสังคมอันใหญ่โตชัดเจน 2 ประการซึ่งคอยเป็นเชื้อเพลิงทำให้การประท้วงลุกไหม้อยู่ไม่ขาดสาย ปัญหาเหล่านี้จักต้องได้รับการแก้ไขนอกเหนือไปจากพวกข้อเรียกร้องต้องการให้มีประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นอีกมากในนครแห่งนี้

ถ้าจะพูดกันให้ถึงแก่นถึงหัวใจของเรื่องเลยก็ต้องบอกว่า อำนาจอันเหลือล้นพ้นประมาณของกลุ่มมหาเศรษฐีร่ำรวยระดับซูเปอร์ริช กำลังกลายเป็นตัวสกัดกั้นขัดขวางความก้าวหน้าทางสังคมของพวกชนชั้นกลาง

ในภาวะที่เป็นอยู่เวลานี้ คนรุ่นหนุ่มสาวเรียกได้ว่าไม่มีลู่ทางโอกาสอะไรเลย โดยที่ปัญหานี้ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราว 1 ทศวรรษที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในฮ่องกงยังเกิดกระบวนการแบ่งแยกแตกขั้วทางสังคมระหว่างพวกที่มั่งคั่งร่ำรวยกับพวกที่ไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวย โดยที่ฝ่ายหลังกำลังได้รับความทุกข์ยากจากราคาค่าครองชีพที่กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ และราคาค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยซึ่งพุ่งพรวดทะลุฟ้า

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนไม่ได้ปรากฏ หรือถูกรวมเอาไว้ในข้อเรียกร้องต้องการซึ่งขบวนการประท้วงนี้เผยแพร่ออกมา แต่แท้ที่จริงมันกำลังกลายเป็นประเด็นปัญหาระดับความเป็นความตายสำหรับเขตบริหารพิเศษของจีนแห่งนี้ทีเดียว

(ข้อเขียนชิ้นนี้เดิมทีเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของชาวคาทอลิก http://www.settimananews.it/)

[2] คำปราศรัยของ สี จิ้นผิง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องในวาระครบรอบ 70 แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานเอาไว้สั้นๆ ดังนี้:

ผู้นจีน ‘สีจิ้นผิง’ ระบุจีนจะยังคงเดินหน้าไปตามเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ
โดย สำนักข่าวรอยเตอร์

China's Xi says country will stay on path of peaceful development
By Reuters
01/10/2019

ปักกิ่ง(รอยเตอร์) – ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวในวันอังคาร (1 ต.ค.) ว่า จีนจะยังคงอยู่บนเส้นทางของการพัฒนาอย่างสันติ แต่เวลาเดียวกันกองทัพแดนมังกรก็จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศชาติอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

ในคำปราศรัยสั้นๆ เนื่องในวาระครบ 70 ปีของการที่พรรคคคอมมิวนิสต์เข้าปกครองจีนคราวนี้ สีกล่าวด้วยว่าประเทศชาติจักต้องธำรงรักษาความมั่งคั่งรุ่งเรืองและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในฮ่องกงและมาเก๊าเอาไว้ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาไปอย่างสันติของความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับไต้หวัน

[3] ผู้แปลขอเก็บความวิกิพีเดีย หน้าซึ่งพูดถึงประวัติของ เฉียว สือ (Qiao Shi) เฉพาะส่วนที่เป็นภาพรวม และส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรณีเทียนอันเหมิน มาเสนอในที่นี้ ดังนี้:

เฉียว สือ (24 ธ.ค. 1924 – 14 มิ.ย. 2015) เป็นนักการเมืองชาวจีน และเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในองค์กรตัดสินใจระดับสูงสุดของพรรค นั่นคือ คณะกรรมการประจำกรมการเมืองพรรค (Politburo Standing Committee) ตั้งแต่ปี 1987 ถึงปี 1997 เขาเป็นตัวเก็งผู้หนึ่งที่จะได้ครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีน ทว่าพ่ายแพ้แก่ เจียง เจ๋อหมิน (Jiang Zemin) คู่แข่งทางการเมืองของเขา โดยที่ เจียง เป็นผู้คว้าตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไปครอบครองได้สำเร็จในปี 1989 ขณะที่ เฉียว สือ หันไปทำหน้าที่เป็นประธานของสมัชชาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (National People's Congress) ซึ่งเวลานั้นเป็นตำแหน่งหมายเลข 3 ในทางการเมือง นับตั้งแต่ปี 1993 ไปจนถึงตอนที่เขาเกษียณอายุในปี 1998 เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเพื่อนผู้นำจีนคนอื่นๆ แล้ว เฉียว สือ มีจุดยืนที่เป็นเสรีนิยมมากกว่าทั้งในด้านนโยบายการเมืองและทางเศรษฐกิจ โดยที่มีความใส่ใจส่งเสริมเสริมสนับสนุนหลักนิติธรรม และการปฏิรูปพวกรัฐวิสาหกิจไปในแนวทางคำนึงถึงตลาด

เหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินและภายหลังจากนั้น

เห็นกันว่า เฉียว สือ ได้แสดงบทบาทสำคัญทีเดียวระหว่างที่เกิดการประท้วง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ทว่าไม่เป็นที่แน่นอนชัดเจนว่าเขาสนับสนุนหรือคัดค้านการปราบปรามกวาดล้างพวกผู้ประท้วงที่เป็นนักศึกษาเหล่านั้น แหล่งข่าวส่วนใหญ่ รวมทั้งหนังสืออัตชีวประวัติของ เจ้า จื่อหยาง ผู้เป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในตอนนั้น ต่างบอกว่า เสียว ฉือ มีจุดยืนที่คลุมเครือในเรื่องจะจัดการกับการประท้วงคราวนั้นอย่างไร กล่าวกันว่าเขาแสดงความอดทนอดกลั้นต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษานี้ และได้งดออกเสียงเมื่อตอนที่กรมการเมืองของพรรคโหวตในเดือนพฤษภาคม 1989 เรื่องจะส่งกองทหารเข้าไปปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมินหรือไม่

เฉียว สือ ใช้ความพยายามจนสามารถรักษาฐานะผู้นำของเขาเอาไว้ได้ ขณะที่เพื่อนร่วมงานในกรมการเมืองของเขาอย่าง เจ้า จื่อหยาง และ หู ฉีลี่ (Hu Qili) ซึ่งคัดค้านการปราบปราม ต่างถูกกำจัดออกไป ในสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันหมิน เฉียว สือ กับนายกรัฐมนตรีหลี่ เผิง ถูกมองว่าเป็น 2 คู่แข่งขันสูงสุดที่จะเป็นผู้นำพรรคคนต่อไป อย่างไรก็ตาม เติ้ง เสี่ยวผิง และพวกผู้อาวุโสของพรรคจำนวนมากรู้สึกว่า หลี่ เผิง เป็นผู้มีแนวทางซ้ายจัดเกินไป และไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจเพียงพอที่จะรับตำแหน่งสูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้ เฉียว สือ จึงดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ “แน่นอนชัดเจน” ไปแล้ว เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และความอาวุโสของเขาในตอนนั้น เติ้ง เสี่ยวผิง ได้ออกโรงนัดแนะด้วยตนเองให้มีการพบปะหารือกับเฉียว สือ เพื่ออภิปรายกันถึงคำถามในเรื่องการเป็นผู้นำ อย่างไรก็ดี ลงท้ายแล้ว เฉียว สือ ก็พ่ายแพ้ให้แก่คู่แข่งขันของเขา ซึ่งก็คือ เจียง เจ๋อหมิน เลขาธิการพรรคสาขานครเซี่ยงไฮ้ ผู้เข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในปี 1989 และตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศในปี 1993

(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Qiao_Shi)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...